‘พริษฐ์’ อัด ‘รัฐบาล’ จงใจ “หนีสภาฯ พลัส” ฉวยโอกาสบนความเดือดร้อน ปชช. เหตุรวมเงินกู้ไว้ในฉบับเดียว

12 พ.ค. 2569 - 11:47

  • เตรียมยื่นญัตติด่วนพฤหัสฯ นี้ ตั้ง กมธ.วิสามัญตามรอยโควิด จ่อตั้งกระทู้ถาม ปม คนจีนครอบครองอาวุธสงครามจำนวนมาก  

  •  ย้ำ ‘ปชน.’ ให้ความสำคัญคุ้มครองเสรีภาพสื่อ-ผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ หลัง ‘รักชนก’ วิจารณ์ THACCA แค่โฆษณาชวนเชื่อผ่านละคร บอก ต้องคุยทำความเข้าใจทุกส่วน

  • ขอ ไม่ก้าวล่วง ‘ทักษิณ’ พักโทษ สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองหรือไม่โยนถามเจ้าตัว-พท. เอง

‘พริษฐ์’ อัด ‘รัฐบาล’ จงใจ “หนีสภาฯ พลัส” ฉวยโอกาสบนความเดือดร้อน ปชช. เหตุรวมเงินกู้ไว้ในฉบับเดียว

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการที่ฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 400,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง ว่า คำร้องเราเขียนไว้ค่อนข้างชัดเจน รัดกุม พุ่งเป้าไปที่เงินก้อน 200,000 ล้านบาทหลัง ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นตีกรอบให้ชัดในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ตนเองและพรรคประชาชนมีความกังวลใจ คือการดำเนินการของรัฐบาล ว่ารัฐบาลเลือกดำเนินการอย่างไม่ตรงไปตรงมา เพื่อหลีกหนีการตรวจสอบของสภา ขอใช้คำว่าอาจเข้าข่ายปรากฎการณ์ “หนีสภาพลัส”  

หนีที่หนึ่ง คือความจงใจของรัฐบาลในการนำเงิน 2 ก้อน มัดรวมไว้ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียว ซึ่งเป็นการบีบให้ฝ่ายค้านอาจจะมีท่าทีไม่เห็นด้วย ต้องแสดงความเห็นกับเงินทั้ง 2 ก้อนในคราวเดียวกัน ส่วนคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เราได้แยกเงิน 2 ก้อนอย่างชัดเจน และมองว่าเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการรวมเงิน 2 ก้อนอยู่ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียว ชัดเจนว่า เป็นการพยายามจะฉวยโอกาสจากความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน และไปสอดไส้โครงการด้านพลังงาน หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภาเพราะใช้กลไก พ.ร.ก. 

พริษฐ์ ขอตั้งคำถามกลับไปว่า หากสิ่งที่ตนเองพูดไม่เป็นความจริง รัฐบาลไม่ได้พยายามจะเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน หรือสอดไส้โครงการพลังงานเข้ามา คำถามคือทำไมต้องรวมอยู่ในฉบับเดียว ทำไมไม่เอาเงิน 200,000 ล้านบาทหลัง มารวมเข้ากับงบประมาณปกติ หากจะอ้างว่า ไม่สามารถนำเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกติได้ ก็แยกออกมาเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เงินกู้อีกฉบับก็ได้ แต่การเอามารวมกันมันเป็นรูปธรรมของการหนีสภาชั้นที่หนึ่งด้วยการยัดไส้ 

หนีที่สอง ต้องให้ความเป็นธรรม เพราะยังไม่เกิดขึ้น แต่เรามีความกังวลใจ โดยในวันพฤหัสบดีที่ 14 พ.ค.69 พรรคประชาชนจะยื่นญัตติ เพื่อตั้งคณะกรรมการธิการวิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก.เงินกู้นี้ แม้ว่าจะยื่นเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ พ.ร.ก.เงินกู้ก็บังคับใช้ได้แล้ว และรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ เมื่อการใช้เงินกำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ดี ที่สภาจะสามารถมีกรรมาธิการวิสามัญมาตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้เงิน ซึ่งไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่ เหมือน พ.ร.ก.เงินกู้ช่วงโควิด-19 ที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแบบนี้ขึ้นมา  

ดังนั้น การยื่นศาลรัฐธรรมนูญอาจทำให้วาระการลงมติอนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ชะลอออกไป แต่เมื่อการใช้เงินเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่มีเหตุใด ที่สภาจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อตรวจสอบการใช้เงิน จึงหวังว่า สส.รัฐบาลจะให้ความร่วมมือ และไม่พยายามใช้เสียงข้างมาก เพื่อปิดกั้นการตรวจสอบ 

เมื่อถามว่ากระบวนการของคณะกรรมาธิการสามัญติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถใช้ตรวจสอบในกรณีนี้ได้ใช่หรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า เป็นคนละประเด็นกัน เพราะคณะกรรมาธิการสามัญติดตามงบฯ ภารกิจคือติดตามตรวจสอบงบประมาณในภาพรวม ไม่ได้เป็นภารกิจที่เจาะจง พ.ร.ก.เงินกู้ก้อนนี้ และเราเห็นว่า ทุกครั้งที่มีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ ก็ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา โดยเฉพาะ หากมีการสกัดกั้นไม่ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว  เราก็ต้องพยายามใช้กลไกอื่นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่คิดว่าไม่มีเหตุที่จะไม่ตั้ง 

เมื่อถามถึงกรณีกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ระบุ ยินดีหากมีการยื่นญัตติ ฝ่ายค้านพร้อมยื่นในวันพรุ่งนี้เลยหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า เอกสารญัตติพร้อมอยู่แล้วถ้ารัฐบาลพร้อม ก็สามารถยื่นด้วยวาจาได้ ถ้า สส.รัฐบาล วิปรัฐบาลยินดี ก็สามารถตั้งได้เลยในวันพฤหัสบดีนี้ 

ส่วนจะมีกลไกหรืออาวุธใด ที่จะยับยั้งมากกว่านี้หรือไม่ เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พริษฐ์ มองว่า นั่นเป็นอาวุธที่ฝ่ายค้านมีอยู่แล้ว ยังไม่นับรวมเรื่องการตรวจสอบงบประมาณ ที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม แต่ ณ วันนี้ เราพุ่งเป้าไปที่การตรวจสอบ พ.ร.ก.เงินกู้เฉพาะหน้า และไม่ได้ปิดกั้นการใช้อาวุธอื่น ในการตรวจสอบ อันที่จริงไม่ใช่เพียง พ.ร.ก.เงินกู้ แต่ยังมีอีกหลายกรณีที่เราเริ่มเห็นความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล 

เมื่อถามว่าหากกระบวนการผู้นำฝ่ายค้านฯ เสร็จสิ้น จะพิจารณายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า อันนั้นเป็นอาวุธที่ฝ่ายค้านสามารถดำเนินการได้ทันทีอยู่แล้ว เราคงมีการหารือกันทันที แต่จะใช้เมื่อไหร่ ต้องดูข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญ ว่ากลไกการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ยื่นได้ 1 ครั้งต่อปี เรามีเวลาจากวันนี้จนถึงช่วงเดือนมีนาคม 2570 ที่สามารถใช้ได้ ส่วนจังหวะเวลาจะเป็นช่วงไหน ผู้นำฝ่ายค้านฯ คงต้องหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านก่อน 

ส่วนกรณีรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับ THACCA จนทำให้เกิดการวิพากย์วิจารณ์ในสังคมตอนนี้ พริษฐ์ ระบุว่า คงไม่ไปลงรายละเอียด ในกรณีความเห็นของใครคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่เราน้อมรับทุกความเห็นที่ประชาชนให้เรา ขอยืนยันว่า พรรคประชาชนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นเป้าหมายที่พรรคให้ความสำคัญอยู่แล้ว และคิดว่าเป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจได้ ซึ่งไม่ใช่แค่พรรคประชาชนพรรคเดียวที่เล็งเห็นถึงความสำคัญ แต่เห็นว่ายังมีหลายพรรคที่ออกมาสื่อสาร และดำเนินนโยบายบางอย่าง ที่เป็นการให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์เช่นกัน  

ฉะนั้น คิดว่าแม้จะมีแนวทางที่หลากหลาย แต่ยืนยันว่าเป้าหมายของพรรคประชาชนให้ความสำคัญเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม สส.ที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว ก็เตรียมที่จะใช้กลไกสภาฯอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะหลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ ก็จะมีการขับเคลื่อนและเสนอ แนะนโยบายต่างๆ ให้กับทางรัฐบาลชุดนี้  

เมื่อถามถึงการที่รักชนก ออกมาสื่อสารในลักษณะที่เหมือนเป็นโฆษณาชวนเชื่อผ่านละคร ทำให้คนมองว่าพรรคประชาชนอาจจะมีแนวคิดเผด็จการ พริษฐ์ ยืนยันว่า ในนามพรรคประชาชน เราต้องคุ้มครองเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ซึ่งหมายถึงเสรีภาพของสื่อมวลชน หรือเสรีภาพของผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ ในการที่จะสามารถผลิตงานตามแนวทางที่ต้องการได้  

พริษฐ์ ย้ำว่า ในนามพรรคเราให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเสรีภาพของสื่อ และผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ และในความเป็นจริงเนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติภาพยนต์ ที่พรรคประชาชนเคยยื่นในสภาฯ ชุดที่แล้ว ขณะนี้อยู่ในการพิจารณาว่า มีการปรับปรุงหรือไม่ อย่างไร เพื่อปรับปรุงเข้าสู่สภาฯ ชุดนี้ ได้มีการวางหลักประกันคุ้มครองเสรีภาพของผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ 

ส่วนจะต้องมีการทำควาามเข้าใจกับรักชนกหรือไม่ ว่าการสื่อสารเช่นนี้ เป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด พริษฐ์ กล่าวว่า เราต้องทำความเข้าใจกับ สส. และทุกภาคส่วนของพรรคอยู่แล้วถึงคุณค่าหลักของพรรค ย้ำอีกครั้งว่า คุณค่าหลักของพรรค คือการเคารพสิทธิ เสรีภาพของผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ ที่เป็นคุณค่าหลักที่เราต้องทำความเข้าใจกับบุคคลภายใน และภาคส่วนสังคม  

พริษฐ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษ จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในการต่อรองทางการเมืองหรือไม่ ว่า ขอไม่ไปก้าวล่วงพรรคอื่น แน่นอนว่าทักษิณในฐานะที่เป็นอดีตนายกฯ ซึ่งในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ก็มีหลายนโยบายที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชน เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค คิดว่าองค์ความรู้และประสบการณ์ของทักษิณ หากมีการถ่ายทอด และเผยแพร่แลกเปลี่ยน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ แต่สุดท้ายแล้วบทบาทของทักษิณจะเป็นอย่างไร ขอไม่ก้าวล่วง ให้เป็นประเด็นที่ถามทักษิณ และหากมีประเด็นที่มีข้อสังเกตว่า เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย ก็ให้ไปสอบถามพรรคเพื่อไทย  

เมื่อถามถึงการที่ทักษิณ มีความสัมพันธ์กับสมเด็จ ฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยมีปัญหาเรื่องชายแดน มองว่าหากทักษิณกลับมา สถานการณ์ชายแดนจะดึงเครียดหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า ต้องรอดูสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น แต่ความจริงประเด็นเรื่องผลกระทบ หรือความสุ่มเสี่ยงของความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยของประชาชนเป็นประเด็นภาพรวมที่ต้องจับตาอยู่แล้ว  

เช่น กรณีที่คนจีนครอบครองอาวุธสงครามจำนวนมาก แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่า มีการพัวพัน หรือกระบวนรวบรวมอาวุธดังกล่าว ไปพัวพันกับหน่วยงานรัฐอย่างไรบ้างซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ สส.พรรคประชาชนให้ความสนใจ และมีความตั้งใจว่า การตั้งกระทู้ถามสดในวันที่ 14 พ.ค. ประเด็นนี้ อาจจะเป็นหนึ่งประเด็นที่มีการลุกขึ้นถามนายกฯ  

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์