'ปชน.' ปกครองรวมศูนย์สื่อสาร ‘ไอซ์’ กลืนเลือด ‘บันเทิงธิปไตย’ ช่วยเพื่อน ‘ปั่น’ แต่ไม่ ‘เปลี่ยนแปลง’

7 ต.ค. 2569 - 19:06

  • ‘บันเทิงธิปไตย’ (Entertainocracy) อาจกำลังกลบ ‘หลักการ’ ในโลกที่คลั่ง ‘เอนเกจเมนต์'

'ปชน.' ปกครองรวมศูนย์สื่อสาร ‘ไอซ์’ กลืนเลือด ‘บันเทิงธิปไตย’ ช่วยเพื่อน ‘ปั่น’ แต่ไม่ ‘เปลี่ยนแปลง’

‘บันเทิงธิปไตย’ (Entertainocracy) ใต้นิยามของ ‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ เลขาธิการคณะก้าวหน้า ที่อธิบายถึงลักษณะของการเมืองในยุคปัจจุบัน ซึ่งจำต้องผสมผสาน ‘ความบันเทิง’ จนกลายสภาพไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง 

จากเดิมทีที่นำมาเป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ สร้างประโยชน์ต่อการสื่อสารทางการเมือง ทำให้ผู้คนสนใจ หรือติดตามนักการเมืองมากขึ้น แต่ยิ่งใช้ไปใช้มา ‘ความบันเทิง’ เหล่านั้น ดันเข้ายึดครอง ‘การเมือง’ ไปเสียหมด 

กระทั่งนั่งคาดเดาใจสื่อมวลชน และผู้บริโภคว่า ควรพูดหรือเขียนด้วยประโยคแบบไหน ใช้คำใด แล้วจะ ‘ปัง’ ให้ถูกนำไปพาดหัว และปั่นกระแสไวรัลไปทั่ว จึงต้องเฟ้นหาถ้อยคำแรงๆ ด่ากันจนถึงอกถึงใจผู้ชมทางบ้าน ทำการเมืองให้เหมือน ‘ละครหลังข่าว’ 

คำนึงถึงงานภาพ ขั้นต้องขบคิดว่า จะแต่งตัว ถือกระเป๋า นาฬิกา แบบไหน หากถูกจับภาพหรือซูมกล้องมา จะแสดงอวัจนภาษาออกไปอย่างไร

ทั้งยังเปรียบเวทีประชุมกรรมาธิการ เป็นแค่การแสดงเรียลลิตี้โชว์ เล่นไล่บี้เจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการที่มาชี้แจง ใช้การโต้เถียงเอาชนะกันในที่ประชุมแทนให้สะใจ 

กรอบ ‘Echo Chamber’ จากวัฒนธรรมติ่ง เปลี่ยนประชาชนเป็นด้อม 

‘การเมืองแบบแฟนด้อม’ เป็นสิ่งที่พรรคประชาชน พยายามใช้หล่อเลี้ยงฐานเสียงตัวเองมาเสมอ เพื่อทำให้มีสัมพันธ์ใกล้ชิด จนหลายคนกลายเป็นกระบอกเสียงในช่องทางโซเชียลมีเดียให้ เนื่องจากคนจำนวนมากนั้น นับวันยิ่งจะมองนักการเมืองในฐานะ ‘ไอดอล’ ที่ต้องได้รับการปกป้อง จากความผูกพันทางอารมณ์ และความเสน่หาส่วนตัว 

จนการถกเถียงด้วยเหตุผลและข้อมูล ถูกลดทอนลงไป ดำรงไว้แค่เพียง การดีเฟนด์ให้กับคนที่ตัวเองชื่นชอบ และพร้อมโจมตีฝั่งตรงข้าม สร้าง ‘ตัวร้าย’ อย่างสมบูรณ์แบบ เสียงรอบข้างที่อยู่ท่ามกลาง 'Echo Chamber' ของตัวเอง แปรสภาพให้เวทีการเมือง เหลือเพียงสนามอารมณ์ ที่มุ่งเอาชนะมากกว่าการหาทางออกร่วมกัน 

สอบรับกับสื่อมวลชน ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ ขับเคลื่อน ‘บันเทิงธิปไตย’ ภายใต้แรงกดดันทางธุรกิจ ที่ต้องแย่งชิงเรตติ้ง และยอดคลิก การนำเสนอข่าวในมุมที่เป็นดราม่า สีสัน หรือความขัดแย้งส่วนตัว เน้นปะทะคารม รูปธรรมของผลลัพธ์ ที่ผู้ชมให้ความสนใจ

นโยบายถูกกลืนหาย เพราะ 'อัลกอริทึ่ม' ไม่แสดงผล 

ในโลกที่ทุกอย่างรันด้วยอัลกอริทึ่ม ส่งผลให้ ‘ยอดเอนเกจเมนต์’ แสดงผลมากกว่า ‘วิสัยทัศน์’ เลยต้องจ่ายราคาให้กับความฉาบฉวย หวังดึงอารมณ์ร่วมสังคม 

เพราะคำว่า ‘ผู้ชนะ’ อาจไม่ใช่คนที่มีนโยบายแหลมคมที่สุด แต่คือคนที่แย่งชิงพื้นที่สื่อได้มากที่สุด จนนักการเมืองต้องผันตัวเปลี่ยนตัวเองให้เป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ 

​ปรากฏการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่นี้ จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่านของแพลตฟอร์ม แต่คือการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมทางการเมือง ไปสู่ระบอบที่ความบันเทิง สร้างวาทกรรมฉาบฉวย เปลี่ยนอารมณ์ขันแบบตลกร้าย กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในตลาดการเมือง ไม่เช่นนั้่น ประเด็นที่ตั้งหวัง อาจไม่มีใครมองเห็น 

ส่งผลให้บรรดาผู้แทนราษฎร หรือแคนดิเดตนายกฯ ทั้งหลาย ต้องลุกขึ้นมาเต้นบน TikTok ทำแชลเลนจ์ สร้างมีม ล้อเลียนตัวเอง แสดงความเป็นมนุษย์ผ่านสายตาทีมงานเบื้องหลัง ไม่ต่างจาก ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ 

เพราะการอธิบายโครงสร้างที่ซับซ้อน การแก้ปัญหาระดับมหภาค กลายเป็นสิ่งที่ ‘ย่อยยาก’ และ ‘ไม่เรียกยอดไลก์’ นักการเมืองที่พูดเรื่องพวกนี้ จึงถูกมองข้าม 

ขณะที่นักการเมืองที่อาจจะกลวงเปล่าในเชิงนโยบาย แต่มีวาทศิลป์ในการจิกกัดคู่แข่ง กลับได้พื้นที่แสงไฟไปครองเต็มที่

'ปชน.' สื่อสารรวมศูนย์ แต่คุม ‘ไอซ์ รักชนก’ ไม่ได้ ?

ย้อนดูกลยุทธ์การสื่อสาร 'พรรคประชาชน' ปัจจุบันดูจะยิ่งหันเข็มเบนเข้าหา 'การปกครองแบบรวมศูนย์' นอกเหนือจากการถูกวิจารณ์ว่า สื่อสารล่าช้า แก้เฟคนิวส์ไม่ทันการณ์ ยังมีปัญหาเรื่องการล็อคตัวคนสื่อสาร กำหนดกรอบว่า ใครจะพูด หรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นไหน ไม่ว่าจะพูดคุยกับใคร หรือออกรายการใด ก็ต้องขออนุญาตจากส่วนกลางก่อน

การเปลี่ยนแปลงนี้ ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเริ่มชัดเจนขึ้น ภายหลังการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรครอบล่าสุด ที่วัด KPI สส.เข้มข้น มุ่งเน้นการทำพื้นที่ เดินหาโหวตเตอร์ที่มีสิทธิลงคะแนนจริง ใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียตัวเองสื่อสาร มากกว่าการส่งต่อสารให้สื่อมวลชน เพื่อขยายประเด็น

ขณะที่ ไอซ์ 'รักชนก ศรีนอก' สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กลายเป็นโทรโข่ง คอยรับลูกช่วยเพื่อน ใช้ทุนเดิมที่สร้าง 'พายุน้ำแข็ง' สามารถเรียกกระแสความสนใจผู้คนจำนวนมาก จากการลงพื้นที่จังหวัดพะเยา เพื่อสู้คดีฟ้องร้อง มีฐานแฟนเพิ่มขึ้นทวีคูณ

แม้รักชนก จะพยายามขับเคลื่อนทั้งประเด็นที่ตัวเองติดตาม ตลอดจนรับเรื่องที่เร่งด่วน ช่วยขยายความ ให้สังคมเข้าใจ ยังมีบางส่วนขัดใจอยู่เสมอ จากท่าทีที่ดูก้าวร้าวเกินไป จนกลายเป็นการประชันฝีปาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หากสุดท้ายจวนตัว เรื่องเร่งด่วน ก็ยังจำเป็นต้องให้รักชนกดึงประเด็นไปพูด เพื่อคงความสนใจสังคมไว้

สะท้อนในหลายสัมภาษณ์ ก็เป็นตัวรักชนกเองที่เลี่ยงตอบ หากไม่ใช่ประเด็นที่ตัวเองตั้งธงมาพูด ดูจะไม่กล้าให้ความเห็นมากนัก ในประเด็นอื่นที่ผู้สื่อข่าวตามไปสอบถามเพิ่มเติม แม้เป็นสิ่งที่เคยโพสต์เองก็ตาม เนื่องจากกลัวเรื่องเริ่มต้นถูกกลบไปเช่นกัน

อย่างไรก็ดี เมื่อมีประเด็นโต้แย้ง ก็ยังคงมีแฟนเดนตาย หรือบางแหล่งตั้งข้อสังเกตว่า อาจสนิทจนเข้าไปเป็นทีมงาน หรืออยู่ในวงใกล้ชิด 'ไอซ์ รักชนก' ได้ออกมารวมพลัง โดยแสดงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ไม่ควรด้อยค่าคนทำงาน แต่ควรไปว่าคนทำประเด็นที่ไม่สามารถขยายให้วงกว้างรับรู้ได้มากกว่า

‘ปิยบุตร’ ทวงคืน ‘หลักการ’ ในโลกคลั่ง ‘เอนเกจเมนต์'

มองลึกลงไป 'ปิยบุตร' ไม่ใช่จะมุ่งเป้าไปด่าใครเต็มแรงเสียทีเดียว เพียงหวังให้ทุกคนไม่ลืมราก สานต่อความคิด หากลองเอาตัวเองไปใส่ในรองเท้าเขา ก็อาจจะเข้าใจได้ว่า เขาแค่ต้องการเตือนสติ ให้อย่าใช้วาทกรรม คำด่าทอ เล่นกระแส จนคนไม่สนใจประเด็นที่นำเสนอ เพราะสุดท้ายจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ คนอาจมาเสพแค่ชั่วครู่ชั่วยาม แต่ไม่เข้าใจปัญหาตั้งต้น เพื่อส่งเสียงให้เกิดการแก้ไข

ตามประโยคที่เขาอธิบายว่า แต่ควบคุมไม่อยู่ พรรคและคณะนำของพรรค ก็สูญเสียการนำ กลายเป็น 'ลัทธิวีรชนเอกชน' ครอบงำพรรคไป ทุกคนจะ 'เดินเดี่ยว' ไม่สนใจความเป็นพรรค จังหวะก้าวของพรรค เป้าหมายพรรค หันไปมุ่งสนใจแต่ความนิยมส่วนตน

​ทำให้ความท้าทายการสื่อสารของ ‘พรรคสีส้ม’ ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การแบนความบันเทิงออกจากการเมืองเสียทั้งหมด แต่ต้องสร้างสมดุลให้คนยังสามารถสนุกกับการเมืองได้ โดยไม่ลืมการตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง และต้องเสาะหาแนวทาง ต่อยอดข้อเสนอตัวเองให้สำเร็จเป็นรูปธรรม เพื่อพิสูจน์ความสามารถ คงอุดมการณ์ และหล่อเลี้ยงแนวทางความคิด หวังเปลี่ยนประเทศให้ได้ตามความตั้งใจ

หากองคาพยพทั้งหลาย ยังสื่อสารภายในกันเองไม่ได้ ก็คงยากที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ในประเทศเห็นด้วยหรือคล้อยตาม จนให้ความไว้วางใจได้เป็นรัฐบาล กุมอำนาจรัฐ เพื่อดำเนินแนวทางสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เช่นกัน



เรื่องเด่นประจำสัปดาห์