พบ ‘ทักษิณ‘ เป็นสิทธิ แต่อย่าโดดประชุมสภาฯ

12 มี.ค. 2567 - 11:39

  • ‘สมศักดิ์’ นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม. ชี้ ภาพนายกฯเศรษฐา พบ ‘ทักษิณ-อุ๊งอิ๊ง’ เป็นเรื่องปกติ ไม่ผิดกม. ขณะ ‘ทวี’ แจง ’ทักษิณ‘ ไปเชียงใหม่ พบแพทย์ทางเลือก-เยี่ยมญาติ ไม่มองเป็นเรื่องการเมือง

  • ส่วน ‘บิ๊กทิน’ ยังไม่ชัวร์ตามนายกฯไปตรวจไฟป่าเชียงใหม่หรือไม่ แต่คงยังไม่พบ ‘ทักษิณ’ ด้าน ‘จุลพันธ์’ ชี้ สส.-รมต.พบ ‘ทักษิณ’ เป็นสิทธิส่วนตัว ไม่ได้ห้าม หากเป็นวันหยุดราชการ แต่ลาประชุมสภาฯ ไปไม่เหมาะสม

  • ‘สมคิด’ กําชับ สส.เพื่อไทย อย่าโดดสภา โผล่ต้อนรับ ‘ชลน่าน’ บอกไม่ไปพบ ‘ทักษิณ’ ติดประชุมสส. ย้อนถามเอฟซีไปพบ ทำไมต้องเงียบ

everyone_can_meet_taksin_go_back_chiangmai_SPACEBAR_Hero_5c2ff15980.jpg

สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทน เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่ปฏิบัติภารกิจในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ และกิจกรรมคู่ขนาน ณ กรุงปารีส และเมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส และเยือนสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีอย่างเป็นทางการ และกิจกรรมคู่ขนาน ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 7- 13 มี.ค. 

โดยวันเดียวกันนี้มี ครม.แจ้งลาการประชุม 6 คน ได้แก่ 1.เศรษฐา 2.ภูมิธรรม เวชชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ 3.สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม 4.พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน 5.จักรพงษ์ แสงมณี รมช.การต่างประเทศ และ 6.พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ครม. ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในการเดินทางไปต่างประเทศของเศรษฐาว่า ไม่คุ้มกับงบประมาณในการใช้จ่าย ขณะที่ผลงานในประเทศของรัฐบาลยังไม่ปรากฎว่า ทุกคนก็ทราบดีว่า งบประมาณปี 2567 มีความล่าช้า ซึ่งกว่าจะใช้ได้ก็ประมาณกลางเดือน เม.ย.แล้ว ที่ไปวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใช้งบประมาณจำนวนมากนั้น ถือเป็นการขัดแย้งกับข้อเท็จจริง การที่นายกฯ เดินทางไปต่างประเทศประมาณ 16 ประเทศ และเดินทางไปลงพื้นที่จังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย ถือเป็นมิติใหม่ของนายกฯ ในการเปิดประเด็นให้เห็นถึงแนวคิดในเรื่องการปรับเปลี่ยนของงานด้านต่างๆ ให้เกิดช่องทางการรับรู้ การสร้างงาน และทำให้เกิดการลงทุนเข้ามาภายในประเทศของเรา ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เหมือนกรณีของรัฐมนตรีอื่นๆก็เช่นกัน หากนั่งทำงานในกระทรวงเพียงอย่างเดียวและไม่มีความคิดอะไรใหม่ๆ เข้ามาเลยประเทศจะอยู่กับที่ การใช้งบประมาณจะเป็นรูปแบบเดิม ซึ่งไม่สามารถขยายความเจริญไม่ว่าเรื่องของการลงทุนหรือรายได้ที่จะเข้ามาสู่ประเทศ

“ถ้านายกฯไม่เปิดแนวทางหรือประเด็นใหม่ๆให้มากๆ เราจะไปหารายได้เข้าประเทศจำนวนมากได้อย่างไร อีกทั้งจะมีการพัฒนาประเทศได้อย่างไร และถ้านายกฯทำงานต่อไปให้ครบ 4 ปี ก็จะมีข้อมูลจำนวนมากจากการเดินทางไปต่างประเทศและนำมาพัฒนา ซึ่งจะเป็นผลบวกอย่างมาก ถ้ามัวจะไปคิดว่าในประเทศยังไม่มีเงินใช้จ่ายแต่กลับต้องไปเสียค่าเครื่องบิน ค่าที่พักในการเดินทางไปต่างประเทศ มันเป็นเรื่องที่เล็กมาสำหรับค่าใช้จ่ายตรงนี้หากเปรียบเทียบกับโอกาสและผลประโยชน์ที่จะได้มา สิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะไปพูดหรือเสียดสี“ สมศักดิ์ กล่าว

สมศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีคนไปพูดเสียดสีกรณีที่ นายกฯ นำผ้าขาวม้าไปใช้เพื่อให้ชาวต่างประเทศได้เห็น ส่วนตัวมองว่า การที่นายกฯเดินทางไปต่างจังหวัดแล้วมีประชาชนนำผ้าขาวม้ามามอบให้ รวมทั้งของฝากอื่นๆ การที่นายกฯ นำผ้าขาวม้าติดตัวไปต่างประเทศด้วยแสดงให้เห็นว่านายกฯมีความคิดถึงพี่น้องประชาชน คิดถึงคนต่างจังหวัด แม้ตัวจะเดินทางไปอยู่ต่างประเทศ ไปทำงาน แต่ใจก็ยังนึกถึงชาวบ้าน ตนคิดว่าเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งที่นายกฯมีแนวคิดและไอเดียในการพูดคุยกับพี่น้องประชาชนว่าแม้ตัวจะไปต่างประเทศแต่ยังไม่ลืมคนไทย สร้างความรู้สึกของความใกล้ชิดตลอดเวลาเพราะมีผ้าขาวม้าติดตัวไป

_aaedd9eb62.jpg

ส่วนกรณีที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ปรากฎตัวพร้อมกับ แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในต่างประเทศ และอีกไม่กี่วัน เศรษฐา จะไปปรากฎตัวพร้อม ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะสร้างความสับสนหรือไม่ว่า วันนี้ใครเป็นผู้นำกันแน่ว่า เรื่องนี้อย่าไปสับสนว่าใครจะเป็นผู้นำ ส่วนตัวพูดหลายครั้งแล้ว เศรษฐามีเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดินในฐานะนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีกฎหมายรองรับ ส่วนการที่จะไปพบกันกับใครที่ไหนอย่างไรไม่ใช่ประเด็น การที่เศรษฐา จะพบกับอดีตนายกฯ จะพบเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเชียงใหม่ เนื่องจากไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร ไม่มีระเบียบหรือข้อห้ามที่สั่งไม่ให้พบ แต่อาจจะปะเหมาะเคราะห์ดีไปเจอกันที่เชียงใหม่ เชียงราย หรือพะเยา เนื่องจากสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่จังหวัดพะเยา ซึ่งถือเป็นโซนจังหวัดภาคเหนือ และมีกิจกรรมต่างๆจำนวนมาก ซึ่งอาจจะพบกันก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร แต่เท่าที่ดูไม่มีโปรแกรมในการพบกัน 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการวิพาษ์วิจารณ์กรณี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ อาจจะเดินทางกลับประเทศไทยในรูปแบบเดียวกับทักษิณ ผู้เป็นพี่ชาย และจะกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย สมศักดิ์ กล่าวว่า ”โอ้ย ยังอีกไกล เท่าที่ดูคณะกรรมการวิสามัญของสภาเกี่ยวกับแนวทางการนิรโทษกรรมก็เพิ่งจะเริ่มประชุม และคนที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และประเด็นที่จะร่างหรือดำเนินการยังไม่ได้เริ่มเลย จึงอยากจะขอร้องว่า อย่าเพิ่งไปพูดเรื่องการนิรโทษกรรมหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะยังอีกไกลเกินไป ในส่วนของการจะเดินทางกลับมายังประเทศไทยนั้นก็มีกฎและกติกา รูปแบบแนวทางในหลายขั้นตอน รวมถึงการขอพระราชทานอภัยโทษยังอีกไกลมาก และไกลเกินไปที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์ และอาจจะไม่มีประเด็นอะไรมาสร้างความกระทบกระเทือนกับพรรครัฐบาล ก็อาจจะเอาเรื่องนี้มาพูด  ยังอีกไกลมาก ยืนยันว่าไม่ใช่แน่นอน“ 

สมศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มองการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของ เศรษฐา ขอให้อยู่ถึงวันที่ 25 มี.ค. เพื่อให้ทันการซักฟอก ถือว่ามีนัยทางการเมืองอะไรหรือไม่ ว่า ถ้าพูดตรงนี้ส่วนตัวถือว่า นายกฯ ผ่านและชนะแล้ว แค่วันที่ 25 มี.ค.เป็นเรื่องของวาทกรรมที่พูดเพื่อให้น่าสนใจก็ว่ากันไปอย่าไปถือสา เพราะการที่จะมีการอภิรายแบบไม่ลงมติของ สว. หรือพูดอะไรก็จะต้องมีการนำเสนอให้น่าสนใจ เป็นไปไม่ได้อย่างที่กล่าวกันมาเพราะวันที่ 25 มี.ค.ก็จะถึงอยู่แล้ว อีกทั้งเสรีไม่ได้เป็นหมอดูด้วย

_9c3a0fc8f2.jpg

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีถูกพุ่งเป้าอันดับหนึ่ง ของการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 153 ของวุฒิสภา ในประเด็นของทักษิณว่า การอภิปรายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของการเมือง ซึ่งเป็นการช่วยรัฐบาล สอบถามในประเด็นสำคัญ ที่ทำงานมา 6 เดือน มุมมองส่วนตัวเห็นว่า น่าเป็นประโยชน์และเป็นโอกาสของรัฐมนตรี เพราะบางเรื่องไม่สามารถออกไปพูดได้ก็จะมีกรอบป้องกันให้รัฐมนตรีได้ชี้แจงในสภาฯ ยืนยันว่า ไม่ได้กังวลแต่อย่างใด ตั้งใจที่จะไปฟัง 

เมื่อถามย้ำว่า มีการเป้าหลักพุ่งมาที่ รมว.ยุติธรรมโดยเฉพาะประเด็นของทักษิณ ยืนยันว่า เราเก็งคำถามในประเด็นนั้นได้ใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ในเรื่องกระบวนการยุติธรรมมีมากมาย ซึ่งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้ประกาศที่จะฟื้นฟูหลักนิติธรรมให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นที่ยอมรับ ใช้กฎหมายให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และรัฐธรรมนูญต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ในฐานะที่เป็นกฎหมายสูงสุด ต้องพุ่งเป้าเรื่องความผาสุกของประชาชน คิดว่า ไม่มีปัญหา และในรัฐธรรมนูญ กำหนดหน้าที่ของรัฐมนตรีต้องสร้างความปรองดองให้กับคนในประเทศด้วย 

เมื่อถามถึงกรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง 2 มาตรฐาน พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ยืนยันว่าคงต้องชี้แจง และถือเป็นโอกาสดีที่ได้ชี้แจง ในส่วนของคนที่เป็นรัฐมนตรีจะต้องมีมาตรฐานเดียว ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า รัฐต้องปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งต้องดูไปถึงเจตนารมย์และต้องดูหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติ

เมื่อถามว่า จะใช้เวทีนี้เคลียร์ในทุกประเด็นที่สังคมสงสัยหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า มองว่าอาจจะไม่ใช่เป็นการเคลียร์ เพราะบางอย่างอาจจะมีข้อมูลที่ดีในการเรียนรู้ ซึ่งมิติของการอภิปรายสว.ไม่ใช่มิติทางการเมือง แต่เป็นมิติของการทำงานร่วมกันในการตรวจสอบทำให้การบริหารประเทศอยู่ภายใต้ธรรมาภิบาล

เมื่อถามถึงกรณีที่ทักษิณ จะเดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอาจมีมวลชนเสื้อแดงมารอรับอยู่ในกรอบที่สามารถทำได้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ว่า อธิบดีกรมคุมประพฤติรายงานมาว่า ระหว่างวันที่ 14 ถึง 16 มี.ค.นี้ ทักษิณขออนุญาต มาเดินทางไปเพื่อพบแพทย์ทางเลือก และเยี่ยมญาติ ไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่ห้ามออกนอกประเทศ เรื่องนี้ไม่จำเป็นจะต้องชี้แจงอย่างเป็นทางการของกรมราชทัณฑ์ เป็นเรื่องของกรมคุมประพฤติระดับเขต 

เมื่อถามย้ำว่า กรณีของทักษิณไม่ถือเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่ได้มองในประเด็นนั้น เนื่องจากการเดินทางจะมีพยาบาลไปด้วย เพื่อไปพบแพทย์ทางเลือก 

เมื่อถามถึงความคืบหน้า ระเบียบ อภัยโทษและล้างมลทิน ในปีมหามงคล พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ยังไม่ได้พิจารณา แต่กรมราชทัณฑ์จะมีกรอบอยู่แล้วว่า หยิบเรื่องเก่าๆ มาดู ซึ่งเป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรี หากคิดว่าจะมีเมื่อไหร่ กรมราชทัณฑ์ก็ต้องทำให้ทัน แต่เรื่องไม่ได้มายังตัวรัฐมนตรี

_bf1b9c49ce.jpg

สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงผลงาน 6 เดือนของรัฐบาล ในส่วนของกระทรวงกลาโหม ที่เป็นผลงานชิ้นโบแดงว่า ตอนนี้เริ่มออกมาเห็นผลแล้ว เช่น เอาที่ดินไปให้ประชาชนใช้ประโยชน์ โดยมีการโครงการนำร่องไปแล้วหลายพื้นที่ และถ้าได้โมเดลที่ลงตัวแล้วงานจะเริ่มไหล นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการเกณฑ์ทหาร มีการออกมาตรการจูงใจชัดเจน เหลือรอดูเดือน เม.ย.ว่า ผลจะเป็นอย่างไร ปีนี้อาจจะได้ผลดีขึ้นมา แต่ยังไม่จบเสียทีเดียว เพราะมันยังคงมีปัจจัยลบออกมาเรื่อยๆ แต่เรายังต้องเดินหน้าต่อ หรือเรื่องปรับลดกำลังพล ซึ่งนโยบายเสริมปรับลดกำลังพลคือ การเออร์ลี่ รีไทร์ ส่วนตัวคิดว่า พอเปิดรับเข้าโครงการนี้ ทหารนายพลจะเข้าสู่โครงการนี้จำนวนมาก กำลังพลจะลดลงมาก ส่วนนโยบายการช่วยเหลือประชาชน ทุกวันนี้จะเห็นว่า ทหารไปช่วยเหลือประชาชน ใกล้ชิดมากขึ้น อย่างการไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ วันนี้ถือว่า มีความเปลี่ยนแปลงมาก คือ การทำให้ทหารกับประชาชนมีช่องว่างน้อยลง ตนมั่นใจว่า ความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อทหารดีมากขึ้นกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้ถือว่า เป็นผลงานลำดับแรกๆ ของกระทรวงกลาโหม ส่วนงานต่อไปก็จะเดินเร็วขึ้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า วันที่ 16 มี.ค. นายกรัฐมนตรีจะไปดูปัญหาไฟป่าที่ จ.เชียงใหม่ จะไปด้วยหรือไม่ สุทิน กล่าวว่า แม้ไม่ได้ไปก็ติดตามตลอด ต้องดูภารกิจก่อน ซึ่งนายกฯเองกำชับว่า เวลาไปตรวจงานที่ไหน รัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องไปเยอะ ถ้ามีงานมีภารกิจก็แยกกันทำ ถ้าไม่มีภารกิจก็จะไป

เมื่อถามว่า ถ้ามีโอกาสได้ไป จ.เชียงใหม่ด้วย จะไปพบทักษิณหรือไม่ สุทิน กล่าวว่า ถ้าไปราชการแบบนั้นแล้วไปพบทักษิณไม่น่าจะเหมาะ แต่ถ้ามา กทม. แล้วมีโอกาสก็จะไปพบนายทักษิณ เมื่อถามย้ำ เตรียมนัดหมายเข้าพบหรือยัง สุทิน กล่าวว่า กำลังประสานกับเลขาทักษิณอยู่ แต่ทักษิณยังไม่โล่ง ยังยุ่งๆ จึงคิดว่า อาจจะอีกสักพักหนึ่ง

เมื่อถามว่า ถ้าได้พบทักษิณ จะพูดคุยเรื่องอะไร สุทิน กล่าวว่า จะไปขอแนะนำเรื่องการบริหารราชการ ในฐานะท่านเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ ส่วนที่มีข่าวว่า พรรคเพื่อไทยปราม สส.ในพรรคไม่ให้ไปพบทักษิณที่ จ.เชียงใหม่นั้น ไม่ทราบว่า ปรามหรือไม่ แต่ สส.ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ถ้ามีภารกิจหน้าที่ของเราก็ต้องทำไป ซึ่งทักษิณก็มีความประสงค์อย่างนั้นอยู่ 

“หลายครั้งที่ผมขอเข้าพบท่าน ท่านก็ไม่ให้พบ ท่านก็ไล่ไปทำงาน ซึ่งท่านบอกว่า ถ้ามีงานก็ทำงานไปก่อน ถ้าว่างจริงๆ แล้วค่อยมา เห็นงานคุณยุ่ง งานคุณเยอะอยู่ ก็ทำงานไปก่อน ท่านพูดแบบนี้” สุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่า การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะไม่ถูกปรับออก สุทิน กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ได้คิด ไม่รู้ ไม่ได้วิเคราะห์เลย ส่วนตัวก็ทำงานไป และมันเป็นอำนาจของนายกฯ ในฐานะหัวหน้าทีมฟุตบอล ที่อาจจะมีการปรับผู้เล่นหรือปรับแผนการเล่น เป็นไปได้ทั้งนั้น ตนไม่ได้กังวลอะไรมากมาย เมื่อถามว่า คิดว่า ตอนนี้ผลงานเข้าตานายกฯหรือไม่ สุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบเหมือนกัน ต้องถามนายกฯ

_7c2253f785.jpg

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะรมช.คลัง ยังได้ให้สัมภาษณ์กรณีจะมีสส.ไปพบกับทักษิณ ที่เชียงใหม่ว่า ไม่ทราบ เพราะส่วนตัวเดินทางไปกับคณะนายกรัฐมนตรี ช่วงเย็นวันที่ 15 มี.ค. แต่ไม่ได้มีนัดหมายกับทักษิณ แต่ถ้าได้พบก็ดี เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับก๊วน สส.หรือไม่ว่าจะไปพบกับทักษิณ จุลพันธ์ กล่าวว่า คิดว่าคนที่อยากพบท่านมีเยอะ เป็นสิทธิของแต่ละคน อย่างไรก็ตามประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฏร(วิปรัฐบาล) ได้แจ้งแล้วในวันประชุมสภา หรือแม้แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ต้องเข้าร่วมประชุมสภา คงไม่มีโอกาสได้ไปพบทักษิณ แต่หากเป็นวันหยุดราชการ ถ้าสมาชิกท่านใดอยากไปพบก็เป็นสิทธิไม่ได้ห้าม 

เมื่อถามว่า หาก สส.จะลาการประชุมสภาเดินทางไปจ.เชียงใหม่ในวันที่ 14 มี.ค. ถือว่าไม่เหมาะสมใช่หรือไม่ จุลพันธ์ กล่าวว่า คงไม่เหมาะสม เพราะก็ไปสภาเหมือนกัน เมื่อถามถึงกรณีที่ประธานวิปรัฐบาลสั่งห้ามไม่ให้สส.ไปพบกับทักษิณ จุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีคำสั่งห้าม เพราะเป็นความรับผิดชอบของแต่ละคน ความเป็นสส. สิ่งสำคัญที่สุดคือสภาผู้แทนราษฎร เมื่อมีการประชุมก็ต้องอยู่ปฏิบัติภารกิจ

_fb22d8b739.jpg

สมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง เปิดเผยถึงกรณีทักษิณ เดินทางไปเชียงใหม่ 14 มีนาคมนี้ จะมี สส.พรรคเพื่อไทย ไปต้อนรับหรือไม่ว่า วิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้ขอความร่วมมือ สส.ไม่ให้เดินทางไป จ.เชียงใหม่ ช่วงวันที่ 13-14 มีนาคม เพราะรัฐสภามีโหวตร่างกฎหมายหลายฉบับ จึงไม่อยากให้เกิดปัญหา ซึ่งจะมีการกําชับในที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทย อีกครั้งบ่ายวันนี้

เมื่อถามว่า การที่ทักษิณ เดินทางไป จ.เชียงใหม่ แฝงนัยยะทางการเมืองหรือไม่ เพราะอาจมีการไปพบกับแฟนคลับ สมคิด กล่าวว่า แล้วแต่จะมอง หลักๆ ทักษิณ ไปไหว้บรรพบุรุษ และเข้าใจว่า ไม่มีการนัดหมายอะไร แต่เพราะมีคนรักและคนเกลียดเลยมีปัญหา มองว่าทักษิณ เดินทางไปส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องการเมือง 

เมื่อถามว่า พรรคฝ่ายค้านเตรียมนำเรื่อง ทักษิณ มาเป็นประเด็นอภิปรายแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 สมคิด กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นหน้าที่ฝ่ายค้านที่จะต้องอภิปราย ถ้าเห็นด้วยกับรัฐบาล ก็ไม่ใช่ฝ่ายค้าน ส่วนคนจะเชื่อหรือไม่เป็นอีกเรื่อง ยืนยันว่ารัฐบาลตอบได้อยู่แล้ว

สมคิด ยังเปิดเผยอีกว่า ในวันที่ 13 มีนาคม ส่วนตัวจะร่วมประชุมวิปฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในช่วงบ่าย เพื่อตกลงกรอบเวลาการอภิปรายว่าจะใช้เวลาทั้งหมดกี่วัน ซึ่งพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นผู้นัดหมาย

_f83bf36d15.jpg

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีจะเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่เพื่อพบกับ ทักษิณ หรือไม่ว่า ส่วนตัวไม่ได้ไป วันที่ 14-15 มี.ค. สส. ก็มีหน้าที่จะต้องประชุมในสภาฯ

เมื่อถามว่าจะคาดโทษอะไรหรือไม่หาก สส.ในพรรค เดินทางไปพบทักษิณ นพ.ชลน่าน ตอบว่า ไม่ทราบ คงจะไม่มีการคาดโทษแต่ว่าคงไม่เหมาะสม ถ้าสาเหตุการลาเป็นแบบนี้ มันก็คงไม่ใช่

เมื่อถามว่า หาก สส.หรือแฟนคลับที่จะไปพบทักษิณจะสามารถไปกันอย่างเงียบๆ ได้หรือไม่ นพ.ชลน่าน ตอบว่า ไม่ทราบ พร้อมถามกลับว่า ทำไมต้องเงียบ หรือทำไมไม่เงียบ มันก็ต้องถามว่าทำไมด้วย เพราะว่า การที่ทุกคนจะไปเจอกัน จะทำลับลับหรือเปิดเผยอะไรคือเหมาะสม อันนี้สังคมโดยรวมจะเป็นคนตัดสินเอง เพราะหากไปแบบลับๆ และสังคมโดยรวมรู้ ก็จะมีข้อสงสัยว่า ไปทำอะไรกัน สังคมขณะนี้ต้องการความโปร่งใสเปิดเผย และตรวจสอบได้ ส่วนตัวคิดว่า ถ้ามีความจริงใจต่อกันในมุมนี้ เปิดเผยโปร่งใสตรวจสอบได้ และพฤติการณ์หรือพฤติกรรมถ้าทุกคนเห็นหมดมันก็จะได้จบคำถามว่าอะไรทำไม เมื่อถามถึงกรณีฝ่ายค้านมอง การเดินทางของทักษิณไปเชียงใหม่เป็นเรื่องการเมือง นพ.ชลน่าน กล่าวว่าต้องดูในข้อเท็จจริง และก็อยู่กับการนิยามของพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งคงจะปฏิเสธไม่ให้แต่ละคนแสดงความคิดเห็นได้ ขอให้ดูที่ข้อเท็จจริงและเจตนารมย์จะดีกว่า บอกคนเราไม่ได้ป่วยอยู่ตลอดเวลา 

เมื่อถามว่าสังคมเข้าใจว่าทักษิณมีอาการป่วยหนัก และการเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ อาจกระทบต่อสุขภาพหรือไม่ นพ.ชลน่าน ตอบกลับว่า ป่วยหนักวิกฤตเป็นคำนิยามที่ทุกคนมอง สถานะบุคคลขณะใดบุคคลขณะหนึ่ง ก็ไม่ได้ป่วยอยู่ตลอดเวลา ก่อนย้อนถามกลับผู้สื่อข่าวว่า ”น้องป่วย ถ้าไม่รักษาน้องจะหายไหม ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะหาย ในการที่จะรักษา และการจะตัดสินว่าหนักหรือไม่หนัก ก็ต้องตัดสินขณะใดขณะหนึ่ง ไม่ใช่ว่าจะป่วยตลอดปีตลอดชาติและไม่มีสิทธิ์ไปไหน“ นพ.ชลน่านกล่าว 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าอาการของทักษิณขณะนี้ดีขึ้นแล้วใช่หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ส่วนตัวไม่ใช่เป็นคนตรวจทักษิณ ถ้ากรมราชทัณฑ์หรือแพทย์ที่ดูแล ให้ความเห็นที่จะสามารถไปไหนมาไหนได้ ก็หมายความว่าสภาพร่างกายของท่านอาจจะดีขึ้น

_219c3a1842.jpg

จิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตสส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ทักษิณ เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 14 มี.ค.นี้ ท่ามกลางเสียงวิพาก์วิจารณ์ทั้งสส.พรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงไปรอต้อนรับว่า การที่ทักษิณไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่คนจะไปหาหรือไปพบก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ส่วนสส.พรรคเพื่อไทย ประธานวิปรัฐบาลพูดชัดเจนแล้ว จึงคิดว่า ถ้าอยู่ในเวลาประชุมสภาฯ คงไม่มีสส.คนไหนไป และคนที่เป็นผู้แทนก็คงไม่มีใครกล้าไป เพราะถ้าไปแล้วมีคนเห็นถ่ายรูปมาก็จะลำบาก ฉะนั้นตนเชื่อว่าคนที่ไปพบทักษิณก็เป็นเรื่องดี เพราะโลกของประเทศไทยก็หมุนรอบทักษิณมา 17 ปีแล้ว วันนี้ก็หมุนเร็วขึ้น ดังนั้นไม่ว่าใครจะไปพบทักษิณก็ไปขอความรู้

“จริงๆ แล้ว ผมคุยกับท่านทักษิณทั้งเจอหน้าและทางโทรศัพท์มีความรู้สึกว่าทำไมประเทศไทยเราสูญเสียโอกาสตั้ง 16-17 ปี ท่านกลับมาแล้วก็ไปถามว่า 16-17 ปีที่ผ่านมาท่านบริหารกิจการของท่านในต่างประเทศ ทำไมค้าขายถึงได้ดี” จิรายุ กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์