นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งอีกประมาณ 1 เดือนนับจากนี้ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กับการเลือกตั้ง สส.พร้อมการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ
การเลือกตั้งครั้งนี้ แม้จะเกิดขึ้นท่ามกลางเสถียรภาพทางการเมืองที่ง่อนแง่น แต่เชื่อว่าเป็นการปลุกใจประชาชน คนไทย ด้วยความหวังในการเข้าไปเลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ ขณะเดียวกันยังปลุกประชาธิปไตยของไทยอีกครั้ง เพราะเลือกตั้งครั้งนี้ยังพ่วงการออกเสียงประชามติอีกด้วย
ในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ จะแตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่หลายพรรคการเมืองขับเคลื่อนด้วยกระแสและสัญลักษณ์ แต่การเลือกตั้งปี 2569 บังคับให้พรรคการเมืองต้องตอบโจทย์ชีวิตจริงของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นรายได้ หนี้สิน ค่าครองชีพ คุณภาพชีวิต โดยพรรคการเมืองต่างนำเสนอนโยบายที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจครัวเรือน ปากท้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการชิงที่นั่ง สส.
การตัดสินใจเลือกผู้สมัครหรือพรรคที่ชื่นชอบ เชื่อว่าส่วนใหญ่จะพิจารณาจากนโยบายเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาปากท้องมาเป็นอันดับต้นๆ
Spacebar พาเจาะลึกนโยบายเรือธงของพรรคการเมืองดังหลายพรรค ที่ต่างงัดกลยุทธ์ “ไม้ตาย” ออกมาขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น โดยมีพรรคที่น่าจับตา 6 อันดับแรก ได้แก่
พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” แก้เศรษฐกิจปากท้อง ดันโยบายพักหนี้ทุกรูปแบบ 1 คน 100,000 บาท, นโยบายคนละครึ่งพลัส
พรรค เพื่อไทย (พท.) “เพื่อไทยทำได้” เสนอ นโยบายเร่งด่วน คือ “หวยเกษียณ” ทำได้ใน 3 เดือน และ ล้างหนี้ให้คนไทย ยังคงเดินหน้าแจกเงินหมื่น และรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย
พรรคประชาชน (ปชน.) “ไทยไม่เทา เท่ากัน ทันโลก” แก้รัฐธรรมนูญ ชูนโยบายสวัสดิการ ตั้งแต่เกิดจนเกษียณได้ และกระจายอำนาจ ปฏิรูปอำนาจรัฐ ให้ท้องถิ่น แก้ปัญหาวัยเรียนหลุดออกนอกระบบการศึกษา
รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) “เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ” ยกเลิก MOU 43 – MOU 44, “ออกรบ 200,000 บาท” จ่ายทันทีต่อรอบภารกิจ เกณฑ์ทหารสมัครใจรับ 30,000 บาท,ขยับรายได้ทหารเกณฑ์ขั้นต่ำ 15,000 บาท , ทุบราคาน้ำมันต่ำกว่า 30 บาท/ลิตร ,ค่าไฟเหลือ 3.3 บาท/หน่วย
พรรคกล้าธรรม (กธ.) เน้น “ทำจริง มากกว่าพูด” มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง เกษตรกร
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) “ไทยหายจน” และแนวคิดว่า “ประเทศไทยไม่ทน” เน้นแก้ปัญหาความยากจน ปากท้อง ชูแผนอากาศสะอาดและขนส่งราคาประหยัด คืนรอยยิ้มและคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชน
นโยบายเรือธงที่พรรคการเมืองใช้เป็นนโยบายในการหาเสียง เป็นที่จับตาของสังคมว่าจะทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งแต่ละพรรคการเมือง ยังคงเน้นนโยบายแก้ปัญหาปากท้อง “แบบประชานิยม” เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการเสนอแก้ไขโครงสร้างระยะยาว





