กัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคเป็นธรรม เปิดเผยว่า พรรคเป็นธรรมได้รับการจัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาล ต่อที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 11-12 กันยายนนี้ รวม 20 นาที จากเวลาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้รับรวม 14 ชั่วโมง เนื่องจากพรรคเป็นธรรม มี สส.เพียงคนเดียว
สำหรับประเด็นที่จะเน้นการอภิปรายในวันดังกล่าว คือ 4 เรื่อง ได้แก่ ผู้ว่าซีอีโอ, เรื่องสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้, เรื่องการทูตระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน เนื่องจากมองว่า ในรายละเอียดของคำแถลงนโยบายรัฐบาลที่เผยแพร่นั้น มีเพียงสั้นๆ เช่น กรณีของผู้ว่าซีอีโอ จะเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ ที่หลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นการรวบอำนาจมากกว่า ดังนั้น รัฐบาลต้องชี้แจง พร้อมกันนั้น จะมีข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลนำไปดำเนินการ เพื่อให้นโยบายกระจายอำนาจทำได้จริง
ส่วนประเด็นจุดยืนทางการทูต สิทธิเสรีภาพ รวมถึงสันติภาพปาตานีนั้น จากรายละเอียดของนโยบายรัฐบาล พบว่าทั้ง 3 เรื่องนั้น มีเนื้อหาเพียงพารากราฟเดียว ทำให้เป็นข้อสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลถึงให้ความสำคัญน้อย โดยเฉพาะการทูตต่างประเทศ รวมถึงการสร้างสันติภาพ ทั้งที่ควรยกให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่กลับไม่ให้ความสำคัญ
“หากรัฐบาลใหม่ จะยึดมั่นในข้อปฏิบัติเดิมๆ เหมือน 9 ปีที่ผ่านมา ผมว่าไม่มีความชอบธรรม ในแนวทางการสร้างสันติภาพใต้ เม็ดเงินห้าแสนล้านบาท ที่ทุ่มลงไป แต่ทำงานเหมือนเดิม แบบนี้สันติภาพใต้ไม่เกิดขึ้นแน่” กัณวีร์ กล่าว
ส่วนจะโฟกัสไปยังพรรคการเมืองใดเป็นหลักหรือไม่นั้น กัณวีร์ ชี้แจงว่า ต้องถามรัฐบาลเป็นหลัก เพราะแม้รัฐบาลปัจจุบันจะประกอบด้วยหลายพรรค แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การนำของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมต.คลัง ดังนั้นจำเป็นต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่พรรคประชาชาติ หรือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมต.ยุติธรรม แต่คือนายกรัฐมนตรีที่ต้องใช้อำนาจ ในฐานะประธานสภาความมั่นคง ที่มีอำนาจชี้ขาดการแก้ปัญหาในภาวะปัจจุบัน
สำหรับประเด็นที่จะเน้นการอภิปรายในวันดังกล่าว คือ 4 เรื่อง ได้แก่ ผู้ว่าซีอีโอ, เรื่องสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้, เรื่องการทูตระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน เนื่องจากมองว่า ในรายละเอียดของคำแถลงนโยบายรัฐบาลที่เผยแพร่นั้น มีเพียงสั้นๆ เช่น กรณีของผู้ว่าซีอีโอ จะเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ ที่หลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นการรวบอำนาจมากกว่า ดังนั้น รัฐบาลต้องชี้แจง พร้อมกันนั้น จะมีข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลนำไปดำเนินการ เพื่อให้นโยบายกระจายอำนาจทำได้จริง
ส่วนประเด็นจุดยืนทางการทูต สิทธิเสรีภาพ รวมถึงสันติภาพปาตานีนั้น จากรายละเอียดของนโยบายรัฐบาล พบว่าทั้ง 3 เรื่องนั้น มีเนื้อหาเพียงพารากราฟเดียว ทำให้เป็นข้อสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลถึงให้ความสำคัญน้อย โดยเฉพาะการทูตต่างประเทศ รวมถึงการสร้างสันติภาพ ทั้งที่ควรยกให้เป็นวาระแห่งชาติ แต่กลับไม่ให้ความสำคัญ
“หากรัฐบาลใหม่ จะยึดมั่นในข้อปฏิบัติเดิมๆ เหมือน 9 ปีที่ผ่านมา ผมว่าไม่มีความชอบธรรม ในแนวทางการสร้างสันติภาพใต้ เม็ดเงินห้าแสนล้านบาท ที่ทุ่มลงไป แต่ทำงานเหมือนเดิม แบบนี้สันติภาพใต้ไม่เกิดขึ้นแน่” กัณวีร์ กล่าว
ส่วนจะโฟกัสไปยังพรรคการเมืองใดเป็นหลักหรือไม่นั้น กัณวีร์ ชี้แจงว่า ต้องถามรัฐบาลเป็นหลัก เพราะแม้รัฐบาลปัจจุบันจะประกอบด้วยหลายพรรค แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การนำของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมต.คลัง ดังนั้นจำเป็นต้องชี้แจงให้ประชาชนทราบ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแต่พรรคประชาชาติ หรือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมต.ยุติธรรม แต่คือนายกรัฐมนตรีที่ต้องใช้อำนาจ ในฐานะประธานสภาความมั่นคง ที่มีอำนาจชี้ขาดการแก้ปัญหาในภาวะปัจจุบัน




