วันที่ 20 ธันวาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่จากกรณีเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อสารมวลชนใดๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และศาลฯได้มีคำสั่งรับคำร้องนี้ไว้พิจารณา รวมถึงสั่งให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.นับแต่วันที่ 19กรกฎาคม 2566 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
ซึ่งในวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดไต่สวนพยานบุคคล และอนุญาตให้เฉพาะคู่กรณีและบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังการไต่สวนเท่านั้น โดยมีการวางมาตรการอย่างเข้มงวด โดยเวลา 08.40 น. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.พร้อมคณะในฐานะตัวแทนของ กกต.ได้เดินทางมาร่วมการไต่สวน โดยไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ


ต่อมาเวลา 09.10 น. นายพิธา และคณะ เดินทางมาพร้อมกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ 2 ใบ และให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมการไต่สวนว่า วันนี้ได้ถือโอกาสสื่อสารข้อเท็จจริง และมั่นใจในข้อเท็จจริง รวมถึงหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากศาลรัฐธรรมนูญ
“ซึ่งประเด็นรายละเอียดของการชี้แจงขอเก็บไว้ชี้แจงในศาลรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่เปิดเผยในเช้านี้และเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงต่อเรื่องที่มีการกล่าวหาคือ บริษัทไอทีวี ไม่ได้เป็นสื่อแล้ว ไม่ได้ประกอบกิจการมาตั้งแต่ปี 50 และสื่อมวลชนก็รายงานว่ารายได้ทั้งหมดมาจากดอกเบี้ยในการลงทุน ดังนั้น เมื่อเทียบกับระบบยุติธรรมคำพิพากษาในอดีตก็ยืนยันได้ว่า ไอทีวีไม่ได้เป็นสื่อ”
พิธา กล่าวว่า ตนพร้อมที่จะตอบคำถามอย่างละเอียดทั้งในแง่มุมของตัวบริษัทไอทีวีเอง และอาจจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของตนก็ได้ทบทวนข้อเท็จจริง แม้ว่ามันจะนานมาแล้วถึง 16 ปี ตั้งแต่คุณพ่อเสียเมื่อปี 49 และไอทีวีหยุดประกอบกิจการเมื่อปี 50 “_ซึ่งก็มั่นใจว่าจะใช้โอกาสนี้ในการพูดเป็นครั้งแรก และถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งก็รอวันนี้มานาน”_
เมื่อถามถึงกระเป๋าเดินทาง 2 ใบเป็นหลักฐานที่เตรียมมาชี้แจงใช่หรือไม่ พิธา กล่าวว่า “ครับ ในชั้นศาลก็จะมีหมายที่ทางศาลเรียก คือมีทั้งผู้ร้อง ผู้ถูกร้องและศาล และวัตถุพยานทั้งหลาย ขณะนี้ตนไม่มีข้อกังวลใดๆ ดีใจที่ได้มีโอกาสพูดและสื่อสารในมุมของเรา แน่นอนว่ากกต.ก็มีหน้าที่ของ กกต. ส่วนของเราถ้าเขามีข้อสงสัยตรงไหนก็ยินดีที่จะตอบให้สิ้นข้อสงสัย”

ทั้งนี้ต่อมาเมื่อเวลา 11.29 น. (20 ธ.ค.) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอีกครั้ง ภายหลังเข้ารับการไต่สวน
โดยระบุว่า เป็นไปตามที่ได้คาดหวังไว้และพอใจ ซึ่งได้มีการไต่สวนครบทุกประการ ซึ่งในรายละเอียดไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ เพราะจะกลายเป็นการละเมิดศาล แต่ในข้อเท็จจริงตามที่สื่อมวลชนได้มีการนำเสนอกันนั้นมีการยุติการประกอบการของไอทีวี
ส่วนการเป็นผู้จัดการมรดกของตนก็ได้มีการไต่สวนจากศาลและฝ่ายกฎหมายของผู้ร้องและผู้ถูกร้องอย่างครบถ้วน ซึ่งในการให้ข้อมูลมีนายคิมห์ สิริทวีชัย ประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
เมื่อถามว่ามีการประเมินน้ำหนักข้อมูลหลักฐานทางฝ่ายตนและผู้ร้องหรือไม่ พิธา กล่าวว่า เรื่องนี้ตนชี้นำไม่ได้ แต่ที่พอจะพูดได้ก็คือตนรู้สึกพอใจ เป็นไปตามที่หวังไว้ทุกประการ ขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นการนัดฟังคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนจะเป็นวันไหนนั้นต้องรอข้อมูลแจ้งจากทางศาล
“ผมไม่ได้คาดหวังอะไรจากทางศาล แต่ก็มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม คำพิพากษาที่ออกมาก็หวังว่าจะได้กลับไปทำหน้าที่รับใช้ประชาชน อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าการถือหุ้นไอทีวีเป็นการถือแทนในฐานะผู้จัดการมรดก”
เมื่อถามย้ำว่า ในฐานะทายาทโดยชอบหุ้นในฐานะ เป็นทายาทโดยชอบธรรมใช่หรือไม่ พิธา กล่าวว่า ตนได้สละเจตนาไปแล้วก่อนเข้าพรรคอนาคตใหม่ และมีการแบ่งปันมรดกกัน ส่วนรายละเอียดคงตอบมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นการชี้นำสังคมและละเมิดศาล
เมื่อถามว่ามีการมองว่าถึงไอทีวีจะไม่ได้ทำสื่อแล้วแต่ก็สามารถกลับมาทำสื่ออีกได้นั้น พิธา กล่าวว่า ถ้าตามเอกสารต้องดูที่ประธานไอทีวีเคยพูดคุยกันในการประชุมผู้ถือหุ้นในปี 2558-2560 ส่วนในรายละเอียดถามนายคิมห์น่าจะเหมาะสมกว่า ตนพูดแทนไม่ได้
“ตามเอกสารที่ออกมาก็จะจะเห็นว่ามีการยุติการประกอบธุรกิจตั้ง 2550 และคลื่นก็ไปอยู่ที่ไทยพีบีเอส ส่วนใบอนุญาตไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นการจะกลับมาประกอบกิจการเดิมก็ยังมีเรื่องคดีความเดิมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) ที่ศาลปกครองสูงสุด”
เมื่อถามว่าเมื่อพ้นข้อกล่าวหาพร้อมที่จะกลับมาทำงานการเมืองทันทีเลยหรือไม่ พิธา กล่าวว่า “แน่นอน”




