'นายกฯ' แจงเงื่อนไข 'ประกันภัยพิบัติ' เริ่มนับจากวันเกิดเหตุ 1 ต.ค.

1 ต.ค. 2569 - 12:32

  • ครอบคลุม 3 ภัย ‘น้ำท่วม-วาตภัย-แผ่นดินไหว’ จ่ายชดเชยสูงสุด 1 แสน เสียชีวิตรับ 2 ล้าน หากอยู่ในพื้นที่ประกาศภัยพิบัติได้ 1 หมื่น ภายใน 15 วัน ไม่ต้องรอสำรวจ

  • เมินตอบปม ‘ฝ่ายค้าน’ เรียกร้องเข้าประชุมสภา 

'นายกฯ' แจงเงื่อนไข 'ประกันภัยพิบัติ' เริ่มนับจากวันเกิดเหตุ 1 ต.ค.

ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการมหาดไทย ประชุมคอนเฟอเรนซ์ด่วนกับนายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน และแพทย์ประจำตำบล ในพื้นที่อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อมอบนโยบายการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ สำหรับประชาชนทุกหลังคาเรือน

โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลได้ออกโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับการดูแล และคุ้มครองประชาชนจากภัยพิบัติ รัฐบาลตระหนักดีว่า ภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ของประชาชน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดเหตุเท่านั้น แต่ต้องเตรียมความพร้อม และสร้างระบบหลักประกัน ที่สามารถรองรับความเสียหายไว้ล่วงหน้า รัฐบาลจึงได้ดำเนินโครงการดังกล่าว สำหรับประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อเพิ่มกลไกในการดูแลประชาชน โดยภาครัฐเป็นผู้จัดทำประกันภัยให้กับประชาชน เพื่อให้มีหลักประกันรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ

สำหรับกรมธรรม์ดังกล่าว ให้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย การสูญเสียชีวิต และกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร โดยอุทกภัย ความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 90,000 บาท ส่วนวาตภัย ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ส่วนที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท ขณะที่แผ่นดินไหว ความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท ที่เกินเบื้องต้นไม่เกิน 95,000 บาท ส่วนกรณีเกิดภัยน้ำล้อมที่อยู่อาศัยจนไม่สามารถดำรงชีวิตตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน จะได้รับค่าชดเชย 10,000 บาทต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีเสียชีวิตจากภัยที่อยู่ในความคุ้มครอง จะได้รับผลประโยชน์ 2 ล้านบาทต่อคน โดยเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 ครอบคลุมครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 30 ล้านครัวเรือน

นายกฯ กล่าวอีกว่า การดำเนินโครงการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการมอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดความเสียหาย ไปสู่การจัดการความเสี่ยงและการเตรียมหลักประกันไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ประชาชนจะมีสิทธิได้รับความคุ้มครองที่ชัดเจน สามารถเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ เพื่อบรรเทาผลกระทบ สนับสนุนการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน โครงการนี้เป็นการนำกลไกของระบบประกันภัย และภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกระจายความเสี่ยง ช่วยให้ภาครัฐสามารถวางแผนรองรับความเสียหายจากภัยพิบัติ และบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศได้อย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลที่มีตนเองเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งหวังว่าการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติสำหรับประชาชน จะเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยให้การเยียวยา และช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ชัดเจน และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตให้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที

“วันนี้ในนามรัฐบาล ผม และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย มีความยินดีที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติสำหรับประชาชนให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันสำคัญในการรองรับความเสียหาย และเป็นอีกก้าวหนึ่งของการยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการช่วยเหลือเมื่อเกิดความเสียหาย ไปสู่การเตรียมความพร้อม และบริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบจึงขอให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบจ. เทศบาล อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และสารวัตรกำนัน ร่วมกันประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของโครงการ เพื่อแจ้งสิทธิให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง และสามารถเข้าถึงสิทธิ และประโยชน์จากโครงการนี้ได้อย่างเต็มที่”นายกฯ กล่าว

อนุทิน ยังย้ำว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้ประชาชนลดความกังวลว่าเมื่อเกิดเหตุใดก็ตามประชาชนจะได้รับการบรรเทาความเสียหาย โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่มีการจัดทำความคุ้มครองในระดับครัวเรือนอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ ประมาณ 30 ล้านครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนที่ประสบภัยได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอศึกษาเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อสามารถนำไปชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายว่า หากประสบภัยน้ำท่วมในระดับใด จะได้รับความคุ้มครองเท่าใด หรือหากบ้านเรือนได้รับความเสียหายจะได้รับเงินช่วยเหลือสำหรับการซ่อมแซมเป็นจำนวนเท่าใด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากเกิดภัยพิบัติขึ้น ภาครัฐ โดยกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย และแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสิทธิในการเข้าถึงเงินประกันภัย

“ผมยืนยันว่า จะดำเนินการให้ประชาชนได้รับสิทธิอย่างทั่วถึง และไม่ตกหล่นแน่นอน พร้อมย้ำว่า กรมธรรม์ดังกล่าวจะให้ความคุ้มครองปีต่อปี คือตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 ถึงวันที่ 1 ต.ค. 2570 แต่ไม่ได้ทำแค่ปีเดียว แต่จะทำปีต่อปี จึงขอให้ทุกคนสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ว่าจะได้รับความคุ้มครองจากประกันภัยพิบัติและเข้าถึงการชดเชยได้อย่างรวดเร็ว“ นายกฯ กล่าว

อนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ในพื้นที่น้ำท่วมก่อนวันที่ 1 ต.ค. แล้วยังคงท่วมอยู่จะเข้าเงื่อนไขหรือไม่ว่า อันนี้จะได้รับการเยียวยาภายใต้ พ.ร.บ.ปภ. สำหรับประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน จะครอบคลุมเหตุที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.

เมื่อถามว่า นับจากวันเริ่มเกิดเหตุใช่หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า จะนับเป็นภัยพิบัติแบบครั้งๆ อย่างกรณีที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 ต.ค. เราต้องใช้งบประมาณตามกฎหมายป้องกันภัย แต่โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน ถือว่าดีกว่า เพราะจะครอบคลุมเป็นกรณีๆ ด้วย เป็นครั้งๆ ด้วย โดยมีเงื่อนไขตามที่กฎหมาย ปภ.กำหนด

ส่วนกรณี ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯ โพสต์ภาพอนุทินตรวจโรงครัวภูมิใจไทย พร้อมเรียกร้องให้อนุทิน เข้าประชุมสภาฯ ที่อยู่ระหว่างพิจารณาญัตติน้ำท่วมนั้น อนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าว กล่าวเพียงว่า “ไม่เอาแล้ว ไปแล้ว” แล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าประเมินฝ่ายค้านจะนำเรื่องน้ำท่วมมาอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ อนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด

ด้าน เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชนว่า เหตุการณ์ที่ต่อเนื่องอยู่ จะไม่เข้าหลักเกณฑ์ประกันภัย คนที่จะเข้าหลักเกณฑ์ประกันภัยนั้น จะเริ่มเวลา 00.01 น. ของวันที่ 1 ต.ค. โดยเราใช้การยืนยันจากภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งในวันที่ 30 ก.ย. มีการถ่ายภาพถ่ายดาวเทียมของ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) ตีเส้นไว้เรียบร้อยแล้ว ประกันภัยตรงนี้ จะได้รับการคุ้มครองที่รวดเร็วกว่า และชัดเจนกว่า ประชาชนสามารถรู้ตัวเลขได้ชัดเจนว่า ได้รับการเยียวยา 10,000 บาทแน่ๆ จะได้วางแผนใช้เงินตรงนี้อย่างไร

ส่วนการซ่อมแซมบ้านเรือน จะใช้วิธีเหมาจ่าย โดยจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ยกตัวอย่าง หากน้ำสูง 50 เซนติเมตร จะได้รับการเยียวยา 10,000 บาท โดยไม่ต้องมานั่งสำรวจความเสียหายอีกต่อไป และหลักเกณฑ์ของประกันภัยนั้น หากจังหวัดประกาศพื้นที่ภัยพิบัติหรือประสบภัยจริง จะเข้าหลักเกณฑ์เลย ไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพ โดยจะได้รับเงินภายใน 15 วัน

เจเศรษฐ์ กล่าวว่า โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชนนี้ ให้การครอบคลุมเหตุน้ำล้อมด้วย ซึ่งตรงนี้ใช้เวลาในการเจรจานานมาก และโครงการนี้ ยังครอบคลุมบ้านเรือนที่ไม่มีบ้านเลขที่ด้วย ต่างจากการเยียวยาก่อนหน้านี้ ที่กรมการปกครองจะสำรวจตามบ้านเลขที่เป็นหลัก และประกันภัยจะเยียวยาครอบคลุม 30 ล้านครัวเรือน วงเงินสูงสุด 7.5 หมื่นล้านบาท หากเกินยอดตรงนั้นไปแล้ว รัฐบาลจะเป็นผู้เยียวยา โดยหลักเกณฑ์เดียวกันกับประกัน

เมื่อถามถึงสถานการณ์น้ำที่ประชาชนกังวลว่า จะเข้ากรุงเทพฯ เพิ่มเติม เจเศรษฐ์ กล่าวว่า ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่รับน้ำซึ่งผันจาก กทม. ก่อนออกสู่อ่าวไทยระดับน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่เราจะประคองให้ค่อยๆ ยกตัว โดยประสานสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เราจะได้แจ้งเตือนประชาชน ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ปริมาณน้ำในแม่น้ำจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยจากน้ำป่าหรือน้ำท่วมขังจากฝนที่ตกลงมา สถานการณ์จะดีขึ้นใน 1-2 วันนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์