ฝนถล่ม–น้ำท่วม โจทย์ใหญ่ ‘รบ.’ ระดม 6 กระทรวงรับมือ จับตาศักยภาพฝ่าวิกฤต

26 ก.ย. 2569 - 15:59

  • 'รัฐบาล' กางแผน 6 กระทรวง รับมือน้ำท่วม

  • ผนึกกำลัง 'เฝ้าระวัง–ช่วยเหลือ–ฟื้นฟู' ครบวงจร

  • ดูแลประชาชนทุกกลุ่ม ลดผลกระทบทุกพื้นที่

ฝนถล่ม–น้ำท่วม โจทย์ใหญ่ ‘รบ.’ ระดม 6 กระทรวงรับมือ จับตาศักยภาพฝ่าวิกฤต

'ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร' รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รัฐบาลเร่งบูรณาการการทำงานระหว่าง 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การรับมือเป็นไปอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อม ไปจนถึงการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยมุ่งลดผลกระทบและดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ 

พม. 'รู้จุด–พร้อมอพยพ' ดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ 

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กำชับหน่วยงานในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนอพยพผู้รับบริการไปยังสถานที่ปลอดภัย และเตรียมพื้นที่ของหน่วยงานเป็นศูนย์พักพิงสำหรับประชาชนและกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ 

พร้อมใช้ข้อมูลจาก MSO Logbook ช่วยชี้เป้ากลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือและอพยพได้อย่างทันท่วงที โดยให้หน่วยงานในพื้นที่ประสบภัยรายงานสถานการณ์ทุกวัน ทั้งนี้ ผู้ได้รับความเดือดร้อนสามารถขอความช่วยเหลือผ่าน สายด่วน พม. 1300 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง 

เกษตรฯ 'คุมจังหวะน้ำ' เฝ้าระวังลุ่มเจ้าพระยาใกล้ชิด 

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดตามสถานการณ์น้ำผ่านศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) โดยกรมชลประทานทยอยเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ ไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 

แนวทางบริหารจัดการน้ำขณะนี้คือ 'หน่วงน้ำตอนบน–ควบคุมตอนกลาง–เร่งระบายตอนล่าง' เพื่อไม่ให้มวลน้ำจากหลายพื้นที่ไหลมาสมทบพร้อมกัน ขณะเดียวกันเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย และส่งเครื่องสูบน้ำ–เครื่องผลักดันน้ำเข้าช่วยพื้นที่เสี่ยงในภาคตะวันออก 

กรมชลประทานยังติดตามระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยข้อมูลล่าสุดในต้นทางระบุว่าอยู่ที่ 16.94 เมตร ใกล้เกณฑ์ควบคุม 17 เมตร จึงมีการปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง 

ศธ. 'โรงเรียนปรับตัวได้' ความปลอดภัยต้องมาก่อน 

กระทรวงศึกษาธิการกำหนด 5 มาตรการเร่งด่วน รองรับสถานการณ์น้ำท่วม โดยเปิดทางให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาพิจารณา ปิดเรียนหรือปรับรูปแบบการเรียนตามสถานการณ์จริง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและการเดินทางของนักเรียน ครู และผู้ปกครองเป็นหลัก 

พร้อมยืดหยุ่นเวลาเข้าเรียน การส่งงาน และการประเมินผล เพื่อไม่เพิ่มภาระให้ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ เร่งสำรวจนักเรียน ครู และความเสียหายของสถานศึกษา เตรียมทีมอาชีวะลงพื้นที่ช่วยตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องยนต์ และบ้านเรือนหลังน้ำลด รวมถึงเร่งฟื้นฟูโรงเรียนให้กลับมาเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัย 

เบื้องต้น สพฐ. จัดสรรงบประมาณ เขตพื้นที่ละ 350,000 บาท เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารเรียนที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่การสอบของคุรุสภาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ มีแนวทางจัดสอบชดเชยสำหรับผู้ที่เดินทางมาไม่ทัน ส่วนผู้ที่เดินทางถึงสนามสอบแล้วให้เข้าสอบตามปกติ 

แรงงาน 'เตรียมแผนเลือกตั้ง–ช่วยฟื้นฟูหลังน้ำลด' 

กระทรวงแรงงานสั่งให้สำนักงานประกันสังคมและ กกต. สปส. เร่งประเมินผลกระทบของแต่ละพื้นที่ ทั้งความปลอดภัยในการเดินทาง ความพร้อมของเจ้าหน้าที่ สภาพสถานที่ และเส้นทางเข้าถึงหน่วยเลือกตั้ง เพื่อเตรียมทางเลือกทั้ง ย้ายหน่วยเลือกตั้งไปยังจุดที่ปลอดภัย หรือ พิจารณาเลื่อนวันเลือกตั้งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ 

พร้อมกันนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเตรียมจุดบริการช่วยเหลือด้านการเดินทาง และทีมช่างสำหรับตรวจเช็กและซ่อมแซมยานพาหนะ ทั้งรถยนต์ทั่วไปและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเร่งฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชน 

กลาโหม–มหาดไทย 'ระดมกำลัง' เข้าถึงพื้นที่เสี่ยง 

รัฐบาลประสานการทำงานข้ามหน่วยงาน โดยมีการนำรถยกสูงเข้าช่วยอพยพผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็กออกจากพื้นที่ประสบภัย พร้อมเตรียมเพิ่มกำลังเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และทหารช่าง เพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างหนัก 

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์และระดับผลกระทบในแต่ละพื้นที่ โดยขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลและประกาศจากหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้  

สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือด้านสวัสดิภาพ สามารถติดต่อ สายด่วน พม. 1300 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือได้ทันที 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์