'ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร' รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ รัฐบาลเร่งบูรณาการการทำงานระหว่าง 6 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การรับมือเป็นไปอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การเฝ้าระวังและเตรียมพร้อม ไปจนถึงการช่วยเหลือและฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยมุ่งลดผลกระทบและดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
พม. 'รู้จุด–พร้อมอพยพ' ดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กำชับหน่วยงานในพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนอพยพผู้รับบริการไปยังสถานที่ปลอดภัย และเตรียมพื้นที่ของหน่วยงานเป็นศูนย์พักพิงสำหรับประชาชนและกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ
พร้อมใช้ข้อมูลจาก MSO Logbook ช่วยชี้เป้ากลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือและอพยพได้อย่างทันท่วงที โดยให้หน่วยงานในพื้นที่ประสบภัยรายงานสถานการณ์ทุกวัน ทั้งนี้ ผู้ได้รับความเดือดร้อนสามารถขอความช่วยเหลือผ่าน สายด่วน พม. 1300 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
เกษตรฯ 'คุมจังหวะน้ำ' เฝ้าระวังลุ่มเจ้าพระยาใกล้ชิด
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดตามสถานการณ์น้ำผ่านศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) โดยกรมชลประทานทยอยเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ ไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
แนวทางบริหารจัดการน้ำขณะนี้คือ 'หน่วงน้ำตอนบน–ควบคุมตอนกลาง–เร่งระบายตอนล่าง' เพื่อไม่ให้มวลน้ำจากหลายพื้นที่ไหลมาสมทบพร้อมกัน ขณะเดียวกันเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย และส่งเครื่องสูบน้ำ–เครื่องผลักดันน้ำเข้าช่วยพื้นที่เสี่ยงในภาคตะวันออก
กรมชลประทานยังติดตามระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด โดยข้อมูลล่าสุดในต้นทางระบุว่าอยู่ที่ 16.94 เมตร ใกล้เกณฑ์ควบคุม 17 เมตร จึงมีการปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ศธ. 'โรงเรียนปรับตัวได้' ความปลอดภัยต้องมาก่อน
กระทรวงศึกษาธิการกำหนด 5 มาตรการเร่งด่วน รองรับสถานการณ์น้ำท่วม โดยเปิดทางให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาพิจารณา ปิดเรียนหรือปรับรูปแบบการเรียนตามสถานการณ์จริง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและการเดินทางของนักเรียน ครู และผู้ปกครองเป็นหลัก
พร้อมยืดหยุ่นเวลาเข้าเรียน การส่งงาน และการประเมินผล เพื่อไม่เพิ่มภาระให้ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ เร่งสำรวจนักเรียน ครู และความเสียหายของสถานศึกษา เตรียมทีมอาชีวะลงพื้นที่ช่วยตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องยนต์ และบ้านเรือนหลังน้ำลด รวมถึงเร่งฟื้นฟูโรงเรียนให้กลับมาเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัย
เบื้องต้น สพฐ. จัดสรรงบประมาณ เขตพื้นที่ละ 350,000 บาท เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารเรียนที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่การสอบของคุรุสภาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ มีแนวทางจัดสอบชดเชยสำหรับผู้ที่เดินทางมาไม่ทัน ส่วนผู้ที่เดินทางถึงสนามสอบแล้วให้เข้าสอบตามปกติ
แรงงาน 'เตรียมแผนเลือกตั้ง–ช่วยฟื้นฟูหลังน้ำลด'
กระทรวงแรงงานสั่งให้สำนักงานประกันสังคมและ กกต. สปส. เร่งประเมินผลกระทบของแต่ละพื้นที่ ทั้งความปลอดภัยในการเดินทาง ความพร้อมของเจ้าหน้าที่ สภาพสถานที่ และเส้นทางเข้าถึงหน่วยเลือกตั้ง เพื่อเตรียมทางเลือกทั้ง ย้ายหน่วยเลือกตั้งไปยังจุดที่ปลอดภัย หรือ พิจารณาเลื่อนวันเลือกตั้งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ตามความเหมาะสมของสถานการณ์
พร้อมกันนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเตรียมจุดบริการช่วยเหลือด้านการเดินทาง และทีมช่างสำหรับตรวจเช็กและซ่อมแซมยานพาหนะ ทั้งรถยนต์ทั่วไปและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเร่งฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชน
กลาโหม–มหาดไทย 'ระดมกำลัง' เข้าถึงพื้นที่เสี่ยง
รัฐบาลประสานการทำงานข้ามหน่วยงาน โดยมีการนำรถยกสูงเข้าช่วยอพยพผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็กออกจากพื้นที่ประสบภัย พร้อมเตรียมเพิ่มกำลังเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และทหารช่าง เพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างหนัก
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์และระดับผลกระทบในแต่ละพื้นที่ โดยขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลและประกาศจากหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมและลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้
สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและต้องการความช่วยเหลือด้านสวัสดิภาพ สามารถติดต่อ สายด่วน พม. 1300 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือได้ทันที




