ภายหลัง นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา ถูกสอบวินัยร้ายแรง ให้ออกจากราชการ สืบเนื่องจากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจเอทีเค ขัดระเบียบจัดซื้อจัดจ้างกระทรวงการคลัง
ทำให้ วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ออกมาแถลงว่า หากทุกคนย้อนคิดถึงช่วงโควิดที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ไม่มีใครพูดถึงการตรวจหาเชื้อด้วยเอทีเค แต่ นพ.สุภัทร เป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก ซึ่งปรากฏผลงานของ นพ.สุภัทร ที่ระดมกำลังตรวจหาเชื้อโควิด ตั้งแต่ปี 64 ซึ่งการตรวจหาชื้อในขณะนั้นมีขีดจำกัด และรัฐบาลก็มีขีดจำกัดในการดำเนินการ ดังนั้นการดำเนินการของนพ.สุภัทรถือว่าเป็นคุณูปการอย่างยิ่ง ทำให้คนไทยตื่นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อได้รับการรักษา ซึ่งทำให้ปัญหาเบาบางลง
วีระศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า หากถามความรู้สึกของประชาชนตอนนั้น ถามหัวใจดู ประชาชนชื่นชอบโครงการนี้มาก ซึ่งผมก็เป็นผู้ประสบคนหนึ่ง เพราะขณะนั้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร รู้ว่าใช้จ่ายเงินน้อยมากเพราะติดระเบียบของราชการ ส่วนใหญ่จะเป็นเงินบริษัทที่บริจาคเข้ามา เราจึงเอาเหตุเป็นตัวตั้ง ซึ่งผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ นพ.สุภัทร จัดซื้อเอทีเคมีจำนวนเท่าไหร่ ผิดระเบียบอย่างไร แต่ยืนยันได้อย่างเดียวว่าหมดที่อยู่ในคณะตรวจ นพ.สุภัทรเสียสละอดทน และดำเนินการอย่างมีมนุษยธรรม
ดังนั้นถ้าเป็นดังข่าวว่าจะถูกให้ออกจากราชการจริง ผมและคณะมีความเสียใจอย่างมาก เพราะวันนี้ นพ.สุภัทร ได้เสียสละชีวิตของตนเองได้มาตรวจหาเชื้อ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับโควิดได้เป็นอย่างดี ถามจริงๆ ว่า ณ วันนั้น ระหว่างระเบียบกับความตาย เรื่องไหนสำคัญกว่า ความตายก็ต้องสำคัญกว่าระเบียบเอาไว้ทีหลัง และเหตุการณ์นี้ผ่านมา 4-5 ปีแล้ว เรื่องนี้ยังถูกฟื้นฝอยหาตะเข็บว่าการจัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใสอย่างนั้นเหรอ นี่คือผลตอบแทนของคนที่ทำเพื่อส่วนรวม ผมไม่ทราบว่าสิ่งที่ นพ.สุภัทรดำเนินการมีอะไรบ้าง แต่สิ่งที่หมอชนบทบุกกรุงนั้นได้ประโยชน์อย่างยิ่ง
— วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี
ด้าน เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ในฐานะโฆษก กมธ.ฯ กล่าวว่า ผมยังคงสงสัยว่าทำไมเลือกตรวจเฉพาะกรณีของ นพ.สุภัทร เพราะโรงพยาบาลที่มาร่วมโครงการหมอชนบทบุกกรุงก็มีหลายโรงพยาบาล และการจัดซื้อจัดจ้างเอทีเคก็มีหลายโครงการ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องมีความโปร่งใส และในห้วงเวลาที่มีโควิดระบาดนั้น ทางกรมบัญชีกลางมีหนังสือเรื่องการดำเนินการกรณีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยาหรืออุปกรณ์การแพทย์ หรือการจ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งวัสดุการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อที่ให้ยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงในการกำหนดวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุ โดยเฉพาะเจาะจงจนกว่าจะมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
ข้อมูลของกรมบัญชีกลางนี้ สะท้อนว่ามีแนวนโยบายผ่อนปรนและปลดล็อก จึงคิดว่ากรรมการที่สอบ นพ.สุภัทร ควรจะต้องดูรายละเอียดตรงนี้ด้วย ไม่ใช่ดูแค่ผิดหรือไม่ผิดระเบียบเท่านั้น
— เทวฤทธิ์ มณีฉาย




