ประเด็น “กัญชา” ถูกหยิบยกมาพูดถึงในเวทีการเมืองอีกครั้ง หลังพรรคประชาชนเปิดเกมรุกโจมตีรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยว่าปล่อยให้เกิด “ช่องว่างทางกฎหมาย” จนปัญหาการลักลอบส่งออกกัญชาและผลกระทบต่อสังคมขยายตัว ขณะที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขออกมาตอบโต้ทันควัน ยืนยันว่าไม่เคยปล่อยปละละเลย และกำลังเร่งอุดช่องโหว่ผ่านมาตรการควบคุมและการผลักดันกฎหมายฉบับใหม่
ที่รัฐสภา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า ประเทศไทยกำลังถูกจับตามองจากนานาชาติในฐานะแหล่งต้นทางการลักลอบส่งออกกัญชา หลังหลายประเทศตรวจยึดกัญชาจากประเทศไทยได้ต่อเนื่อง ทั้งในฮ่องกง โปแลนด์ เยอรมนี และอินโดนีเซีย รวมมูลค่าหลายร้อยล้านบาท
พร้อมยกข้อมูลการจับกุมของกรมศุลกากรช่วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 ที่พบคดีลักลอบขนกัญชาเกือบ 3,000 คดี น้ำหนักรวมกว่า 300,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท สะท้อนว่าปัญหากำลังลุกลามและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
หัวหน้าพรรคประชาชนยังชี้ว่า ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในต่างประเทศ แต่ยังสะท้อนผ่านตัวเลขผู้ป่วยจิตเวชที่เกี่ยวข้องกับการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปี 2562 ที่มีประมาณ 6,500 ราย หลังการปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ตัวเลขในปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20,000 ราย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าตัวตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ และมองว่าปัญหาสำคัญคือการขาดกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่กำกับดูแลการผลิต การจำหน่าย และการเข้าถึงของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ
พรรคประชาชนไม่ได้เห็นค้านในการใช้กัญชาทางการแพทย์ แต่การมีกฎหมายกำกับควบคุมดูแลที่เข้มงวดและดีเพียงพอเป็นสิ่งที่ อนุทิน และพรรคภูมิใจไทยมีการละเลยใน 4 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2565 – 2569
— ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
หัวหน้าพรรคประชาชนยังตั้งข้อสังเกตว่า ระบบกำกับดูแลกัญชาในปัจจุบันยังมีช่องว่างหลายประการ ทั้งการขาดกฎหมายควบคุมผู้เสพอย่างชัดเจน การกำหนดบทลงโทษที่ไม่เข้มงวดเพียงพอ และการไม่มีใบอนุญาตสำหรับการผลิตกัญชา ทำให้ภาครัฐไม่สามารถตรวจสอบปริมาณการผลิตและสต๊อกกัญชาในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน ป.ป.ส. หน่วยงานด้านความมั่นคง และกรมศุลกากร เพื่อสกัดกั้นการลักลอบส่งออกกัญชาและยาเสพติด พร้อมเดินหน้าผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชาที่ครอบคลุมและรัดกุมมากขึ้น เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย ลดผลกระทบต่อสังคม และป้องกันไม่ให้ภาพลักษณ์ของประเทศได้รับความเสียหายมากไปกว่านี้
ผมเชื่อว่า 4 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่พรรคภูมิใจไทยอาจจะ “เกียร์ว่าง” ไปหน่อย ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายจนทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายมาถึงปัจจุบัน
— ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
สธ.โต้ไม่เคยเกียร์ว่าง ชูยุทธศาสตร์ 4 ด้านคุมกัญชา
อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขออกแถลงโต้ข้อกล่าวหาของพรรคประชาชน โดยยืนยันว่า รัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุน “กัญชาเพื่อการแพทย์และสุขภาพ” เท่านั้น ไม่เคยสนับสนุนการใช้เพื่อสันทนาการ และไม่ได้ปล่อยปละละเลยการกำกับดูแลตามที่ถูกวิจารณ์
กระทรวงฯ ระบุว่า ตลอดที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการควบคุมผ่านยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ การทำงานเชิงรุก (Proactive) ด้วยการจัดระเบียบร้านกัญชาและใช้ระบบดิจิทัลติดตามใบอนุญาต, การปกป้องสุขภาพและสังคม (Protect) ผ่านระบบเฝ้าระวังและคัดกรองผู้มีความเสี่ยง, การจัดระบบบริการที่ปลอดภัย (Provide) โดยจำกัดการเข้าถึงของเยาวชนและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงกำหนดมาตรฐานร้านจำหน่าย และ การส่งเสริมกฎหมาย (Promote) ด้วยการเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง เพื่อควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
กระทรวงสาธารณสุขทำงานบนฐานของข้อมูลวิชาการและการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหัวใจหลัก เราเข้าใจในความกังวลของสังคม จึงขอเรียกร้องให้พรรคประชาชน รวมถึงทุกพรรคการเมืองในสภาฯ นำความห่วงใยนี้มาเปลี่ยนเป็นการร่วมมือกันพิจารณาและผลักดันร่าง พ.ร.บ.กัญชาฯ ให้สำเร็จ เพื่อสร้างกฎหมายที่เข้มแข็งในการดูแลประชาชน มากกว่าการใช้ประเด็นทางสาธารณสุขเป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง
— รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุ
ด้านรองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่า การลักลอบส่งออกกัญชาเป็นการกระทำผิดกฎหมายของผู้กระทำผิด ไม่ใช่ผลโดยตรงจากนโยบายของรัฐ พร้อมโต้กลับว่า หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง คดีเหล่านี้ก็จะไม่ถูกตรวจพบและจับกุมได้
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตกลับไปยังพรรคประชาชนว่า ในอดีตพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นต้นกำเนิดของพรรคประชาชน เคยเสนอแนวคิดพื้นที่ทดลองใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ หรือ Recreational Sandbox มาก่อน จึงควรอธิบายพัฒนาการของจุดยืนทางนโยบายต่อสาธารณะเช่นกัน
แม้ทั้งสองฝ่ายจะเห็นตรงกันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายควบคุมกัญชาที่ชัดเจนและเข้มงวดมากขึ้น แต่สิ่งที่ยังเป็นข้อถกเถียงคือคำถามสำคัญว่า ใครต้องรับผิดชอบต่อช่องว่างที่เกิดขึ้นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ระหว่างฝ่ายที่มองว่ารัฐปล่อยให้กฎหมายตามไม่ทันนโยบาย กับฝ่ายที่ยืนยันว่าปัญหาเกิดจากกระบวนการทางการเมืองที่ทำให้กฎหมายไม่สามารถเดินหน้าได้
บทสรุป : การเมืองเรื่อง “กัญชา” และ “เกียร์ว่าง”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กัญชาไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านสาธารณสุขหรือเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็นสนามต่อสู้ทางการเมืองเป็นระยะ ซ้อนทับด้วยโจทย์ใหญ่ที่ว่าประเทศไทยจะสามารถสร้างระบบกำกับดูแลกัญชาที่ชัดเจน ทันสมัย และลดผลกระทบต่อสังคมได้หรือไม่ เพราะยิ่งเกมการเมืองยืดเยื้อเท่าใด ช่องว่างที่ทุกฝ่ายยอมรับว่ามีอยู่จริง ก็อาจยิ่งเปิดกว้างมากขึ้นเท่านั้น
ในวันที่ทุกฝ่ายต่างยืนยันว่าต้องการ “อุดช่องโหว่” คำถามที่สังคมกำลังรอคำตอบ จึงไม่ใช่ว่า “ใครเกียร์ว่าง” แต่คือเมื่อไรประเทศไทยจะมีเกียร์เดินหน้าเรื่องกัญชาอย่างจริงจังเสียที




