ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในรายการ “สนามข่าว 96” โดยมองว่ารัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์สำคัญทั้งด้านการสื่อสาร การผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่
ตลอดจนการรับมือฝ่ายค้านที่เตรียมเดินเกมตรวจสอบรัฐบาล โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะที่ประเด็นคดีฮั้ว สว. และกรณีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
รัฐบาลต้องเพิ่มเกมรุกด้านการสื่อสาร
ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวถึงการพบกันระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับผู้นำสิงคโปร์ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีการหารือแนวทางยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ทั้งด้านความมั่นคง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการ “เปลี่ยนตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” โดยมองว่ารัฐบาลจำเป็นต้อง “เปิดเกมรุกด้านการสื่อสาร” ให้มากขึ้น แม้ รัชดา ธนาดิเรก จะทำหน้าที่อธิบายสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการได้ตามกรอบของโฆษกที่ดี แต่ในเชิงการเมืองอาจจำเป็นต้องมีบุคลิกและความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า รวมถึงต้องมีความเข้าใจเกมการเมืองและ “คลุกวงใน” มากขึ้น
สำหรับการเข้ามารับหน้าที่ของ “หมอเอก” นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ อดีตผู้สมัคร สส.เชียงราย พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของ ภราดร ปริศนานันกุล และมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับพรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันคือพรรคประชาชน
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ประสบการณ์ดังกล่าวน่าจะช่วยให้มีข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกในการรับมือกับฝ่ายค้านและสื่อสารทางการเมืองได้มากขึ้น
เมกะโปรเจกต์เปลี่ยนภูมิทัศน์การเมือง
ผศ.ดร.วันวิชิตยังมองว่า ต้องจับตาโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล ทั้งการลงทุนด้านระบบราง รถไฟทางคู่ รวมถึงโครงการทางยกระดับต่าง ๆ ซึ่งต้องใช้งบประมาณและระยะเวลาหลายปี แต่หากดำเนินการได้สำเร็จ ก็อาจกลายเป็นภูมิทัศน์ใหม่ทางการเมืองและการพัฒนาประเทศ
หนึ่งในโครงการที่น่าสนใจคือการสร้างสะพานเชื่อมไปยังเกาะลันตา ซึ่งมองว่าจะช่วยเพิ่มมิติด้านการท่องเที่ยว รวมถึงสนับสนุนระบบโลจิสติกส์และการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวอาจไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากกระแสข่าวประเด็นส่วนตัวของบุคคลในวงการบันเทิงเข้ามาแย่งพื้นที่ข่าว ทำให้ประเด็นนโยบายและโครงการของรัฐบาลถูกลดความสนใจลง
ประกันภัยช่วยประชาชน แต่ต้องแก้ปัญหาที่ต้นทาง
อีกประเด็นที่ ผศ.ดร.วันวิชิตให้ความสำคัญคือแนวคิดเรื่องการซื้อประกันภัยให้ประชาชน โดยเห็นว่า หากพิจารณาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ทั้งอัคคีภัย อุทกภัย แผ่นดินไหว และภัยพิบัติต่าง ๆ ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับกระบวนการเยียวยาจากภาครัฐที่ล่าช้า
โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มรากหญ้าหรือผู้ที่หาเช้ากินค่ำ หากได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือให้สามารถกลับมาดำรงชีวิตได้อย่างรวดเร็ว การผลักดันระบบประกันภัยจึงอาจช่วยลดภาระและขั้นตอนการเยียวยาของรัฐได้
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า รัฐบาลต้องพิจารณาด้วยว่าการใช้เงินเพื่อซื้อประกันภัยเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทางหรือไม่ เพราะการลงทุนที่ยั่งยืนกว่าอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การป้องกันน้ำท่วม การจัดการเส้นทางน้ำ การขุดลอก หรือระบบระบายน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับความเสียหายตั้งแต่แรก
ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า “คุ้มค่า”
ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า แนวคิดเรื่องประกันภัยหรือการช่วยเหลือประชาชนสามารถเป็นประโยชน์ได้ หากรัฐบาลสามารถอธิบายรายละเอียดให้ประชาชนเห็นภาพอย่างชัดเจน โดยเฉพาะขั้นตอนและระยะเวลาการได้รับความช่วยเหลือว่า จะรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าระบบเดิมมากน้อยเพียงใด
หากระบบใหม่ลดระยะเวลาการเยียวยาได้อย่างมีนัยสำคัญ ก็จะช่วยสร้างประโยชน์ให้ประชาชน แต่หากความแตกต่างจากระบบเดิมมีเพียงเล็กน้อย ย่อมถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าได้
ดังนั้น รัฐบาลต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนในการอธิบายว่าการดำเนินการดังกล่าวคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ และจะช่วยให้ประชาชนได้รับการเยียวยาที่รวดเร็วขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือโดยไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นทาง
เตือนฝ่ายค้าน ต้องใช้หลักฐาน ไม่ใช่ “ดักคอ” ทางการเมือง
เมื่อเข้าสู่ประเด็นสถานการณ์การเมืองและแรงกดดันจากฝ่ายค้าน ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ต้องติดตามว่าการเดินเกมตรวจสอบรัฐบาลจะพุ่งเป้าไปที่ใครบ้าง และจะใช้ข้อมูลหรือหลักฐานในระดับใด โดยเตือนว่าการต่อสู้ทางการเมืองควรดำเนินไปตามกระบวนการและข้อเท็จจริง มากกว่าการใช้การคาดการณ์หรือ “ดักคอ” กันล่วงหน้า
โดยเฉพาะประเด็นที่อาจนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริต จำเป็นต้องมีหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่ถูกกล่าวหา เพราะแม้สังคมจะมีความสงสัยหรือมองว่าพฤติกรรมนั้นมีพิรุธ แต่ในทางกฎหมายยังต้องสามารถพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัยได้
ผศ.ดร.วันวิชิตย้ำว่า การพิจารณาคดีหรือข้อกล่าวหาต้องดูทั้งพฤติกรรมแวดล้อมและความต่อเนื่องของพฤติกรรม หากมีข้อมูลที่สอดคล้องกันและถูกติดตามมาเป็นระยะเวลานาน ก็อาจมีน้ำหนักมากขึ้น แต่หากนำกรณีหนึ่งไปเชื่อมโยงกับอีกบุคคลหนึ่งโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ ก็ต้องระมัดระวัง เพราะอาจเปิดช่องให้ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาสามารถโต้แย้งได้
เตือนใช้เรื่องส่วนตัวผสมคดี อาจลดทอนความน่าเชื่อถือ
ผศ.ดร.วันวิชิตยังยกกรณีดราม่าที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสิงห์บุรีและประเด็นที่ถูกเปิดเผยโดยฝ่ายการเมือง โดยเห็นว่าการนำประเด็นส่วนตัวหรือเรื่องของบุคคลที่สามเข้ามาผสมกับข้อกล่าวหา อาจทำให้ประเด็นหลักถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ แม้จะสามารถสร้างความสนใจในสังคมได้ก็ตาม
เขามองว่าสังคมไทยยังให้ความสนใจกับเรื่องส่วนตัว ข่าวซุบซิบ และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคคลค่อนข้างมาก แต่หากนำมาใช้ในกระบวนการตรวจสอบทางการเมือง สิ่งที่จะถูกตั้งคำถามคือความเป็นธรรมและความเป็นมืออาชีพของกระบวนการ
ดังนั้น หากมีข้อสงสัยต่อเจ้าหน้าที่หรือคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง ควรมุ่งตรวจสอบในประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ หากผู้ถูกพาดพิงไม่สามารถชี้แจงหรือหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลจนเกิดพิรุธ ก็อาจทำให้ข้อสงสัยมีน้ำหนักมากขึ้น แต่หากสามารถหักล้างข้อกล่าวหาได้ และไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงโดยตรง ก็ยากที่จะสรุปว่ามีความผิด
ศึกซักฟอกอาจไม่เปลี่ยนรัฐบาล แต่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง
สำหรับสถานการณ์รัฐบาลที่ต้องเผชิญทั้งการอภิปรายทั่วไป การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด ผศ.ดร.วันวิชิตประเมินว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลไม่น่าจะมีปัญหาในระยะนี้
อย่างไรก็ตาม พรรคที่น่าจะถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือพรรคเพื่อไทย ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้เคยมีท่าทีแข็งกร้าวต่อประเด็นทางการเมืองบางเรื่อง แต่ระยะหลังกลับลดการพูดถึงประเด็นดังกล่าวลง แม้จะอธิบายได้ด้วยมารยาททางการเมือง แต่ก็อาจส่งผลต่อจุดยืนและความเชื่อมั่นของประชาชน
ส่วนกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า หากรัฐมนตรีที่ถูกพาดพิงไม่สามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจน ย่อมมีต้นทุนทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐมนตรีชัยชนะ ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในบุคคลที่ฝ่ายค้านให้ความสนใจ สิ่งที่ต้องจับตาคือ แม้จะสามารถตอบข้อกล่าวหาได้ แต่คำชี้แจงนั้นอาจเปิดประเด็นใหม่ให้ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ “ไอซ์”รักชนก ศรีนอก และ “ไอติม”พริษฐ์ วัชรสินธุ สอง สส.พรรคประชาชนสามารถขยายผลและไล่เรียงไปสู่ข้อมูลหรือข้อสงสัยอื่นได้หรือไม่
ด้วยเหตุนี้ รัฐมนตรีและรัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลและ “ติวเข้ม” ให้พร้อม ขณะที่นายกรัฐมนตรีก็มีประเด็นที่จะต้องตอบในเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และพลังงาน รวมถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานและการใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้อง
บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด “ไม่เหมาะสม” แม้ต้องรอศาลชี้ขาด
สำหรับประเด็นบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่าแตกต่างจากประเด็นฮั้ว สว. เพราะข้อสงสัยเรื่องบาร์โค้ดเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง และไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ให้ความสนใจในระหว่างกระบวนการเลือกตั้ง
หากข้อสงสัยดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเลือกตั้ง เช่น ผู้ใช้สิทธิเห็นบาร์โค้ดบนบัตรและตั้งคำถามหรือคัดค้านในทันที ย่อมอาจมีน้ำหนักในทางคดีมากกว่า แต่กรณีนี้เป็นการนำข้อสังเกตหรือแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการที่อาจเกิดขึ้นมาพูดถึงภายหลังการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องความลับของบาร์โค้ดจะเป็นประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาและวินิจฉัย แต่ในมุมของความเหมาะสม ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่ารูปแบบการใช้บาร์โค้ดดังกล่าว “ไม่เหมาะสม” และ กกต. ควรต้องระมัดระวังต่อประเด็นนี้ต่อไป
“ฮั้ว สว.” ยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเมือง
ท้ายที่สุด ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ประเด็นบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดไม่น่าจะนำไปสู่อุบัติเหตุทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่เรื่องที่น่าจับตากว่าคือคดีฮั้ว สว. โดยเฉพาะคำถามว่าจะมีผู้ถูกดำเนินการหรือถูกพาดพิงมากน้อยเพียงใด และเส้นทางของเรื่องจะเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใดบ้าง
ประเด็นดังกล่าวจึงอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะสะท้อนว่า การเมืองไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด โดยต้องจับตาความคืบหน้าของคดีฮั้ว สว. เป็นหลักในช่วงเดือนกันยายน
ภาพรวมการวิเคราะห์ของ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง สะท้อนว่า รัฐบาลยังพอเดินหน้าต่อได้จากความสัมพันธ์ของพรรคร่วม แต่กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องรับมือแรงกดดันทางการเมืองรอบด้าน ทั้งศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประเด็นนโยบายเศรษฐกิจ-พลังงาน และข้อถกเถียงเรื่องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด
ขณะที่ตัวแปรสำคัญที่สุดอาจอยู่ที่ “คดีฮั้ว สว.” ซึ่งหากมีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลหรือกลุ่มการเมืองในระดับใด ย่อมมีศักยภาพที่จะเขย่าความเชื่อมั่นและส่งผลต่อภูมิทัศน์การเมืองในช่วงต่อจากนี้




