‘มหาดไทย’ แถลงชัดที่ดิน ‘เขากระโดง’ เป็นของ รฟท. เพิกถอน 5 พันไร่ 2 ส.ค.นี้

1 ส.ค. 2568 - 19:08

  • ‘ภูมิธรรม-เดชอิศม์’ ประสานเสียง! ที่ดิน ‘เขากระโดง’ เป็นของ รฟท.

  • เดินหน้าเพิกถอนโฉนด 5 พันไร่ เริ่ม 2 ส.ค.นี้ พร้อมแนวทางเยียวยา

  • ย้ำไม่ใช่เกมการเมือง ฝ่ายดีเอสไอยันมี พ.ร.ฏ.เวนคืนชัดเจน

‘มหาดไทย’ แถลงชัดที่ดิน ‘เขากระโดง’ เป็นของ รฟท. เพิกถอน 5 พันไร่ 2 ส.ค.นี้

ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการนายกฯ พร้อมด้วย เดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน กรณีไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณเขากระโดง ต.อิสาณ และ ต.เสม็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์

โดยมี อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, เชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง, มานะ สิมมา ที่ปรึกษาด้านกฎหมายสำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย, วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย, ไกรศรี สว่างศรี ผู้อำนวยการส่วนแผนที่และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ร่วมแถลงข่าว

ภูมิธรรม ระบุว่า “เรื่องที่ดินเขากระโดงมีข้อค้างคา ข้อขัดแย้ง หรือพิจารณาที่แตกต่างกันมาตลอด และผมได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้ยื่นหนังสือมา ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่าเขากระโดงเป็นที่ดินของรัฐเมื่อศาลมีคำสั่ง แต่เหตุใดจึงไม่มีการจัดการให้เหมาะสมและถูกต้องเป็นไปตามคำสั่งของศาล”

“โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม โดยมี เดชอิศม์ ในฐานะกำกับดูแลกรมที่ดิน เป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อไต่สวนเรื่องต่างๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 31 ส.ค. พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ได้ยื่นเรื่องขอย้ายจากตำแหน่ง เพื่อเปิดโอกาสให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และไม่มีส่วนได้เสีย เรื่องนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการย้ายไปอยู่ตำแหน่งใดนั้น ก็ว่าไปตามกระบวนการ”

government-orders-land-revocation-khao-kradong-SPACEBAR-Photo02.jpg

เดชอิศม์ กล่าวว่า “ที่ดินกว่า 5,000 ไร่อยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา และคำพิพากษาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้ว ทางการรถไฟฯ ได้ทำหนังสือถึงกรมที่ดินเพื่อให้ทำการเพิกถอนโฉนดที่ดิน แต่ในขณะนั้นกรมที่ดินเพิกเฉย ไม่ทำตามศาลฎีกา การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทำการฟ้องกรมที่ดินกับศาลปกครองกลาง เพื่อให้กรมที่ดินเพิกถอนตามคำสั่งศาลฎีกา แต่ปรากฏว่าศาลปกครองกลางได้พิพากษาว่า ให้เพิกถอนโฉนดตามคำพิพากษาของศาลฎีกา”

ส่วนไหนที่ไม่มีปัญหาเรื่องขอบเขต ให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8 ได้เลย แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่มีการแย้งเข้ามา เรื่องขอบเขตที่ดินข้างนอก เมื่อมีปัญหาแบบนี้ ท้ายของคำพิพากษาของศาลปกครองมีคำสั่งว่าให้อำนาจอธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อทำประมวลกฎหมายมาตรา 61 วรรคสอง ให้กรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ร่วมกับการรถไฟฯ เพื่อสอบเขตที่ไม่ชัดเจน เพื่อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากนั้นจะได้เพิกถอนตามคำพิพากษาของศาลฎีกา

เดชอิศม์ ขาวทอง

เดชอิศม์ ระบุว่า “แต่ในขณะนั้นกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งตามที่คณะกรรมการจะทำให้ครบตามคำสั่งศาลฎีกาที่เป็นขอบเขตที่ละเอียด แต่ปรากฏว่าตามรายงานไม่มีการสอบเขตเลย แถมมีคำสั่งว่าให้ยุติเรื่อง ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา อธิบดีกรมที่ดินเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการชุดนั้น”

“หลังจากนั้นเป็นที่พูดถึงกัน มีพี่น้องทั้งประเทศไทยสงสัยว่าทำไมกรมที่ดินไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลฎีกา นอกจากไม่ปฏิบัติตามแล้ว ยังปฏิบัติตรงข้าม ค้านสายตาชาวไทย ค้านสายตาผู้พิพากษา เมื่อผมได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับโอกาสจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมากำกับดูแลกรมที่ดิน ผมได้รับหนังสือร้องเรียนเกือบทุกวันว่าจะ แก้ปัญหาอย่างไรกับเรื่องเขากระโดง”

“เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อตรวจสอบว่าคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินถูกต้องหรือไม่ โดยผลสรุปของคณะกรรมการระบุว่าคณะกรรมการชุดนั้นตามมาตรา 61 วรรคสอง ไม่ได้ทำตามกระบวนการที่ครบถ้วน”

ฉะนั้นคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินเลยไม่ชอบ ผมจึงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ระหว่างกรมที่ดินและการรถไฟมีการสอบเขตแล้วหรือไม่ ผลปรากฏว่าในปี 2567 กรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ร่วมกันสอบแนวเขตมาชัดเจนแล้ว วันนี้สรุปได้ว่า อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอนโฉนดเขากระโดงตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8 ได้เลย

เดชอิศม์ ขาวทอง

government-orders-land-revocation-khao-kradong-SPACEBAR-Photo05.jpg

ศาลชี้ชัดที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ รฟท.

ขณะที่ เชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 842-876/2560 คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 8027/2561 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หมายเลขคดีเลขแดงที่ 1112/2563 และคำพิพากษาศาลปกครองกลางเลขแดงที่ 548/2566 เป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ และเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นที่ดินรถไฟที่มีไว้ใช้ในราชการตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟและทางหลวง พ.ศ. 2464 มาตรา 3 (2) และได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 6 (1) และ (2) โดยมีขอบเขตพื้นที่ตามพระราชกฤษฎีกาและแผนที่แสดงเขตที่ดินเพื่อสร้างทางรถไฟ และเพื่อจัดหาแหล่งวัสดุมาใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟและลำเลียงอิฐ ซึ่งจัดทำขึ้นเสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2465”

กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งถือเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล เนื่องจากมีหน้าที่และอำนาจในการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคล และการจัดการที่ดินของรัฐ รวมทั้งดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ดังนั้น กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินจึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล โดยการตรวจสอบและเพิกถอนโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกให้ในที่ดินของรัฐ ซึ่งผมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติและแก้ไขคำสั่งทางปกครองตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลปกครองกลาง เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว

เชษฐา โมสิกรัตน์

ทำ ‘สนามฟุตบอล-แข่งรถ’ ผิดกฎหมาย! ‘กรมที่ดิน’ เพิกถอนได้ตั้งแต่ 2 ส.ค.

ภูมิธรรม กล่าวว่า “จากกรณีดังกล่าว ผมได้รับการร้องเรียนเรื่องเขากระโดง และสื่อมวลชนมีการเปิดประเด็นว่าการดำเนินการนั้นโดยชอบหรือไม่ เนื่องจากขัดกับที่ศาลปกครอง ศาลฎีกา และศาลอาญา ที่ได้มีการสรุปและตัดสินไปแล้วว่า ที่ดินนี้เป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเรื่องการบังคับใช้ หากดูแผนที่ที่ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ 5 ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นที่ดินของหลวงและเป็นที่ดินของรัฐโดยแท้ และเมื่อปี 2465 มีการออกพระราชกฤษฎีกา”

“และขณะนั้นมีชาวบ้านครอบครอง 18 ครอบครัว และการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ไปซื้อที่ดินมาจากชาวบ้าน ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ในอดีตว่า ที่ดินที่มีการครอบครองจากชาวบ้านได้ขายให้การรถไฟฯ ซึ่งถือว่าเป็นที่ดินของการรถไฟโดยชอบทั้งหมด ฉะนั้นโดยกระบวนการทางกฎหมาย ที่ดินต่างๆ จะต้องถูกประกาศยกเลิก ขีดฆ่าออกจากสารบบ เพราะเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญ หลังจากที่ได้ดำเนินการและฟ้องร้องกัน”

ใจกลางของที่ดินทำสนามฟุตบอลและสนามแข่งรถของที่ดินแปลงนี้ จึงมิชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีเหตุที่ทำให้เอกชนมายึดครองที่ดินของรัฐ แล้วมาอ้างว่าเป็นที่ดินของตัวเอง จากการสืบสวนสอบสวนได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง สรุปออกมาอย่างไรก็ยืนยันว่าเป็นที่ดินของรัฐ และศาลได้พิจารณาเรื่องนี้แล้วชัดเจน อย่างไรก็ตาม ตามมาตรา 61 (8) กรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอนได้ทันที ตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. เป็นต้นไป ฉะนั้นที่ดินเหล่านี้ตกเป็นของรัฐ จึงจะดำเนินการตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ส่วนที่ดินชายขอบที่มีปัญหาอยู่บ้าง ที่มีการทับซ้อน จะต้องมีการตรวจสอบ หากเป็นเอกชนรายใดก็จะต้องมีการดำเนินการต่อจากนั้นให้เกิดความชัดเจนตามกรอบของที่ดิน

ภูมิธรรม เวชยชัย

ภูมิธรรม เผยด้วยว่า “พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ได้ยื่นใบขอย้ายออกจากกรมที่ดินเพื่อให้สามารถพิจารณาเรื่องต่างๆ ให้ชัดเจน และไม่ต้องคำนึงว่าท่านเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งปลัดกระทรวงก็จะดำเนินการให้ถูกต้องต่อไป”

ส่วนเมื่อถามว่าประชาชนที่ได้ที่ดินมาโดยสุจริตจะต้องเยียวยาอย่างไร? ภูมิธรรม กล่าวว่า “ก็เป็นไปตามกระบวนการความยุติธรรมและตามกฎหมาย แต่ทั้งหมดนี้ต้องถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ สามารถยึดครองได้ และขีดฆ่าโฉนดที่ดินได้ ถ้าใครได้มาอย่างถูกต้องก็ให้ว่าไปตามกฎหมาย มีสิทธิ์เสนอเรื่องเข้ามาฟ้องร้องก็ได้ ว่ากันไปตามกระบวนการ แต่ต้องยืนยันว่าที่ดินตอนนี้เป็นของรัฐ ถ้าจะมีการขอเช่าต่อก็ว่าไปตามกระบวนการ ไม่ว่ากัน”

เมื่อถามว่าเป็นเกมไล่บี้ “เครือข่ายพรรคภูมิใจไทยและบ้านใหญ่บุรีรัมย์” ต่อเนื่องจากการโยกย้ายอธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น? ภูมิธรรม กล่าวว่า “ไม่ใช่การไล่บี้ เพราะสื่อมวลชนทุกสาขาไล่บี้เรื่องนี้กับผมมาโดยตลอด โดยเมื่อผมเข้ามาทำหน้าที่ ได้มีประชาชนเข้ามายื่นเรื่องให้ตรวจสอบ ไม่เกี่ยวกับการไล่บี้หรือไม่ไล่บี้ใคร หรือไม่พอใจใคร หรือพอใจใคร แต่เกี่ยวกับที่ศาลฎีกาและศาลปกครองมีคำสั่งที่เป็นยุติแล้ว และที่ผ่านมา มีการดำเนินการตามคำสั่งของศาลไม่ครบถ้วน”

ซึ่งได้มีการมาเคลียร์และดูตรงนี้ทั้งหมด พบว่าสามารถดำเนินการตามกฎหมายมาตรา 61 วรรค 8 ซึ่งสามารถดำเนินการนำที่ดินกลับมาเป็นของรัฐตามที่ประชาชนเฝ้ามองอยู่ ซึ่งว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งตรงนี้หากใครมองว่าไม่ชอบอย่างไรก็สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้ แต่เรามีหน้าที่ทำให้ที่ดินส่วนนี้กลับมาเป็นที่ดินของรัฐ เพราะไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาในเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และยังมีอีกกฎหมายที่เราต้องรับผิดชอบร้ายแรง

ภูมิธรรม เวชยชัย

เมื่อถามว่าคนที่จะมาเพิกถอนที่ดินเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ จะเป็นอธิบดีคนใหม่ใช่หรือไม่ และจะใช้แนวทางตามที่กล่าวข้างต้นใช่หรือไม่? ภูมิธรรม กล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีท่านไหนก็ต้องดำเนินการ เพราะเป็นคำสั่งศาล ที่ได้มีคำสั่งมายังกรมที่ดิน และอำนาจเพิกถอนเป็นของกรมที่ดิน แต่ถ้าไม่มี ก็เป็นผู้บังคับบัญชาระดับต่างๆ ที่จะต้องบังคับดำเนินการ”

เมื่อถามว่าจะได้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เมื่อไหร่? ภูมิธรรม กล่าวว่า “อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนจะเร็วหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการทั้งหมด ที่ผมดูแลเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว”

เมื่อถามถึงงบประมาณที่จะต้องนำมาใช้ในการเยียวยา? ภูมิธรรม กล่าวว่า “ก็ต้องชัดเจนก่อนว่าใครที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมายละเมิด”

เมื่อถามว่า การดำเนินการตั้งแต่พรุ่งนี้ ในพื้นที่ตรงกลางที่เป็นของประชาชนมีจำนวนเท่าไหร่? ไกรศรี สว่างศรี ผู้อำนวยการส่วนแผนที่และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะกรรมการ กล่าวว่า “พื้นที่ตรงกลางคิดเป็น 90% ของ 800 แปลง ซึ่งสามารถดำเนินการได้”

เมื่อถามว่าแผนที่ที่นำมาแสดงอยู่ในพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินหรือไม่? ไกรศรี กล่าวว่า “แผนที่ที่นำมาแสดงใช้ในชั้นศาลเป็นพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินปี 2465 และให้การรถไฟ กรมที่ดินมาแสดงกับคณะกรรมการ ซึ่งมีเอกสารชัด”

เมื่อถามว่าเอกสารของการรถไฟเป็นรูปแบบอย่างไรที่ยืนยันแนวเขต? ไกรศรี กล่าวว่า “หนังสือของการรถไฟที่ให้คณะกรรมการเป็นหนังสือตอบโต้ และแนบเอกสารแผนที่ ซึ่งเป็นแผนที่ปี 2465 เป็นต้น”

government-orders-land-revocation-khao-kradong-SPACEBAR-Photo04.jpg

แนวเขตชัด ‘โฉนด’ ต้องเพิกถอน

ด้าน มานะ สิมมา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า “ถ้ากรมที่ดินทบทวน และดำเนินการตามที่ศาลสั่งที่มีแผนที่ตามแนวเขตที่ชัดเจนตรงกัน พื้นที่อยู่ตรงกลาง หรือที่อยู่ภายในเขตของรัฐ ก็ต้องเพิกถอนโฉนด เนื่องจากการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองไปทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นโมฆะตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งเป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดิน และกรมที่ดินในการเพิกถอน ซึ่งถ้าอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่มา เมื่อมีการตรวจสอบชัดเจนแล้ว และมีการเพิกถอนโฉนด ก็หมดเรื่องที่จะให้ศาลปกครองวินิจฉัย เพราะถือว่าความเดือดร้อนของ รฟท. ได้รับการเยียวยา หรือได้รับการแก้ไขไปแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ไปฟ้องศาลปกครอง เรื่องก็จบลงในชั้นการบริหาร”

ทั้งนี้ การที่ภูมิธรรมตั้งคณะกรรมการชุดนี้เข้ามาตรวจสอบไม่ได้เป็นการก้าวล่วงอำนาจของศาลปกครอง แต่ภูมิธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการทุกส่วนในกระทรวงมหาดไทย รวมถึงอธิบดีกรมที่ดินและกรมที่ดินด้วย เมื่อผู้บังคับบัญชาเห็นแล้วว่า การดำเนินการของผู้ใต้บังคับบัญชา หรือหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ยังไม่ครบถ้วน ดำเนินการไม่สิ้นกระแสความ ก็สั่งให้ดำเนินการแก้ไขให้ครบถ้วน ซึ่งเป็นเรื่องการออกคำสั่งทางปกครอง เมื่อดำเนินการแล้วทุกอย่างก็จบ ส่วนในประเด็นคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่สั่งชอบหรือไม่ชอบนั้น เป็นอำนาจของศาลปกครองที่จะวินิจฉัย

เมื่อถามว่ากรณีที่มีการฟ้องต่อศาลยุติธรรมเพื่อขับไล่ผู้บุกรุกทั้ง 995 แปลง ปัจจุบันเมื่อมีข้อเท็จจริงใหม่ กระบวนการตรงนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่? มานะ กล่าวว่า “กระบวนการที่ประชาชนได้มาโดยสุจริต ก็มีสิทธิ์ที่จะร้องศาล ซึ่งศาลก็จะมีขั้นตอนพิจารณาว่าหากประชาชนได้มาโดยสุจริต ก็จะได้รับการเยียวยาโดยหลักนิติฐานะ เพราะเมื่อศาลปกครองออกโฉนดให้กับประชาชนไปแล้ว ถ้าดำเนินการถูกต้อง ศาลก็จะเป็นผู้วินิจฉัยเอง”

เมื่อถามว่าการชดเชยของประชาชนที่สุจริต ที่ระบุว่าต้องใช้ประมาณหมื่นล้านจะนำเงินมาจากส่วนใด? มานะ กล่าวว่า “ก็ต้องดูว่าหน่วยงานใดทำความเสียหาย ที่กระทำการละเมิด”

เมื่อถามว่าเช่นนั้นก็ต้องไล่บี้กรมที่ดินที่ออกโฉนดให้กับประชาชนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเลยใช่หรือไม่? มานะ กล่าวว่า “ก็มีระบบกฎหมายอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่าจะได้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เมื่อไหร่? ภูมิธรรม ตอบว่า “อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนจะเร็วหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการทั้งหมด ที่ผมดูแลเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว”

ส่วนงบประมาณที่จะต้องนำมาใช้ในการเยียวยานั้น ภูมิธรรม กล่าวว่า “ก็ต้องชัดเจนก่อนว่าใครที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมายละเมิด”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์