กระแสการเมืองจับตาทิศทางของพรรคกล้าธรรม หลังถูกปรับออกจากองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน ท่ามกลางคำถามว่าจะเป็นสัญญาณนำไปสู่การเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่
ขณะที่แกนนำพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยต่างระบุว่า ยังไม่มีการพูดคุยหรือข้อสรุปอย่างเป็นทางการ โดยย้ำการตัดสินใจเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและปรับคณะรัฐมนตรีเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี
‘ภูมิใจไทย’ ยังไร้สัญญาณดีล ‘กล้าธรรม’
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมถอนตัวจากฝ่ายค้าน และมีสัญญาณเตรียมเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ว่า เรื่องดังกล่าวต้องสอบถามนายกรัฐมนตรี โดยขณะนี้ยังไม่มีข้อสั่งการหรือดำริจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
เมื่อถามว่า ในฐานะผู้มีประสบการณ์ทางการเมือง มองว่ารัฐบาลที่มีเสียงอยู่ในปัจจุบันจำเป็นต้องดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ พิพัฒน์ระบุว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และรัฐบาลทำงานมาได้ประมาณ 6 เดือนแล้ว รายละเอียดควรให้ผู้บริหารพรรคหรือนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจ เนื่องจากตนไม่ได้เป็นผู้บริหารพรรค
ส่วนกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรคภูมิใจไทย พิพัฒน์ยืนยันว่า สมาชิกพรรคยังทำงานร่วมกันได้ดี ไม่มีข้อขัดแย้ง และทุกอย่างเดินหน้าไปได้ตามปกติ รวมถึงการทำงานร่วมกันของผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่มีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง
สำหรับกระแสข่าวพรรคฝ่ายค้านอาจเข้ามาร่วมรัฐบาล พิพัฒน์มองว่าเป็นเรื่องปกติของการเมืองในแต่ละยุคสมัย เนื่องจากทุกพรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหาประเทศ จึงมีการพูดคุยหารือกันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือพรรคร่วมรัฐบาล
พิพัฒน์กล่าวด้วยว่า รัฐบาลไม่ได้หารือเฉพาะกับพรรคร่วมรัฐบาล หากข้อเสนอจากพรรคฝ่ายค้านเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน รัฐบาลก็สามารถนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่าการที่มีกระแสข่าวออกมาต่อเนื่อง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่พรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ พิพัฒน์ระบุว่า ไม่ขอออกความเห็น
‘เพื่อไทย’ ย้ำ 5 กระทรวง เดินหน้าตามภารกิจ
ด้าน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึงกรณีพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้าน จะเป็นสัญญาณเตรียมเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทยพูดคุยกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ยังคงเป็นไปตามที่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเคยกล่าวไว้ โดยพรรคจะทำงานเต็มที่ตามสิ่งที่ได้พูดคุยและรับผิดชอบ
ยศชนันระบุว่า ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยรับผิดชอบดูแล 5 กระทรวง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทุนมนุษย์และภาคเกษตร โดยยังไม่มีสัญญาณหรือข้อตกลงอื่น และยังตั้งใจทำงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
ส่วนกรณีหากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล และอาจกระทบต่อการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ยศชนันกล่าวว่า การจัดคณะรัฐมนตรีเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ขณะที่พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ในสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องทุนมนุษย์และเกษตรกร ส่วนรายละเอียดอื่นเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี
เมื่อถามถึงเสถียรภาพของรัฐบาลจากจำนวนเสียงที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยศชนันตอบสั้นๆ ว่า “ตอนนี้เราก็อยู่ได้”
ชี้ ‘กล้าธรรม’ มีสิทธิ์โหวตตามจุดยืน
ขณะที่ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีพรรคกล้าธรรมถูกปรับออกจากองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้านว่า เห็นข่าวการประชุมวิปฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 20 ก.ย. แต่ยังไม่ได้สอบถาม อรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา ในฐานะโฆษกพรรคกล้าธรรม จึงไม่ขอออกความเห็นและไม่ต้องการก้าวก่าย
ภราดรอธิบายว่า ตามหลักการ พรรคการเมืองที่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลย่อมอยู่ในฝ่ายค้านโดยอัตโนมัติ เนื่องจากไม่มีการตกลงร่วมฝ่ายค้านเหมือนการจัดตั้งรัฐบาล จึงมองว่าการตัดความเป็นฝ่ายค้านของพรรคใดพรรคหนึ่งต้องมีหลักเกณฑ์รองรับ
พร้อมระบุว่า การลงมติของ สส.เป็นเอกสิทธิ์ โดยที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมมีทั้งการลงมติแตกต่างจากรัฐบาล งดออกเสียง และลงคะแนนไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาล ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนในการพิจารณาว่าจะลงมติอย่างไร
“ฝ่ายค้านอิสระ” ต้องแบ่งเวลาสภาฯ ใหม่
สำหรับกรณีสิทธิในการอภิปรายของพรรคกล้าธรรม หากไม่ได้อยู่ในองค์ประกอบของวิปฝ่ายค้าน ภราดรมองว่า ต้องจัดสรรตามสัดส่วนของสมาชิกทั้งสภา เพราะสภาฯ ไม่ได้เป็นของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่เป็นของสมาชิกทั้ง 500 คนที่ควรมีสิทธิอภิปรายอย่างเท่าเทียมกัน
หากพรรคกล้าธรรมกลายเป็นฝ่ายค้านอิสระอีกหนึ่งกลุ่มที่มีสมาชิกประมาณ 50–60 คน ก็ควรมีการเจรจาและแบ่งสัดส่วนเวลาอภิปรายกันใหม่ โดยไม่ควรนำเวลาในส่วนของรัฐบาลมาให้ แต่ควรจัดสรรสัดส่วนให้ชัดเจน
ส่วนจำนวนเสียงรัฐบาลที่มีอยู่ประมาณ 300 เสียง ภราดรระบุว่า รัฐบาลบริหารงานภายใต้เสียงจำนวนดังกล่าวมาโดยตลอด และทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ขณะที่กระแสข่าวว่าพรรคกล้าธรรมอาจเข้าร่วมรัฐบาลนั้น ภราดรกล่าวว่า ยังไม่ทราบ และยังไม่ได้พูดคุยกับ อรรถกร รวมถึงไม่ทราบว่าหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและหัวหน้าพรรคกล้าธรรมมีการเจรจาหรือพูดคุยกันหรือไม่
ชูโหวตงบฯ สะท้อน “ยึดประชาชน”
ด้าน พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีพรรคกล้าธรรมออกจากวิปฝ่ายค้านว่า การที่พรรคกล้าธรรมลงมติสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 สะท้อนว่าพรรคให้ความสำคัญกับประชาชน เพราะงบประมาณมีส่วนในการผลักดันเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน
พลพีร์กล่าวว่า ไม่ว่าพรรคกล้าธรรมจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน หากการทำงานในรัฐสภายึดประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก ก็ถือเป็นสิ่งที่ดี พร้อมย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้หารือกันถึงกรณีดังกล่าว และไม่ทราบว่าการถูกปรับออกจากวิปฝ่ายค้านจะเป็นการผลักให้พรรคกล้าธรรมเข้ามาอยู่กับรัฐบาลหรือไม่
ส่วนความเป็นไปได้ที่พรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลและมีส่วนในการปรับ ครม. พลพีร์ระบุว่า ไม่ทราบ เนื่องจากการปรับรัฐมนตรีเป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี และที่ผ่านมาไม่มีการหารือเรื่องนี้ภายในพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคร่วมรัฐบาล
เลี่ยงตอบ “ปรับ ครม.” ชี้ผลงานกำลังออก
นายพลพีร์ยังกล่าวถึงกระแสเรียกร้องให้มีการปรับ ครม. โดยมองว่า ขณะนี้รัฐมนตรีแต่ละคนเริ่มลงตัวและสามารถทำงานร่วมกับข้าราชการประจำได้ดี โดยเฉพาะรัฐมนตรีใหม่ที่อยู่ระหว่างการผลักดันงานและแก้ไขปัญหาที่สะสมมา
นายพลพีร์ระบุว่า “หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” และเชื่อว่าผลงานของรัฐมนตรีแต่ละคนจะทยอยปรากฏให้เห็น
เคลียร์ครหา “ลูกเทพ”
เมื่อถูกถามว่าถือเป็นบทพิสูจน์ของรัฐมนตรีกลุ่ม “ลูกเทพ” หรือไม่ พลพีร์กล่าวว่า หากจะเรียกว่า “ลูกเทพ” ก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย พร้อมยกตัวอย่าง ยศชนันที่เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกและได้รับมอบหมายให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมองว่าผลงานเริ่มเป็นที่ประจักษ์แล้ว
พลพีร์กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหลายคนก็เป็น สส.ที่มีอาวุโสในสภาใกล้เคียงกันหรือน้อยกว่าสมาชิกพรรคภูมิใจไทยบางคน ดังนั้น หากจะเหมารวมว่าเป็น “ลูกเทพ” ก็ขอเป็น “ลูกเทพ” เช่นนี้ พร้อมกล่าวติดตลกว่า “คงไม่ใช่ลูกเทวดา”




