หนึ่งเกมกำลังแข่งกับเวลา อีกเกมกำลังนับถอยหลังสู่คำตัดสิน เมื่อ “ร่างงบประมาณ 2570” เดินทางเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพิจารณาในรัฐสภา ทุกนาทีจึงมีความหมาย ขณะที่สายตาการเมืองเริ่มหันไปจับอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่กำลังรอความชัดเจนจาก กกต. คำถามจึงไม่ใช่แค่งบประมาณจะจบเมื่อไร แต่หลังจากนั้น รัฐสภาจะต้องเผชิญกับอะไรอีก?
กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 ว่า ขณะนี้เข้าสู่วันที่ 3 ของการพิจารณา โดยกรอบที่หารือกันไว้คือพยายามพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน หลังจากตลอด 2 วันที่ผ่านมา สภาฯ เลิกประชุมประมาณ 01.00 น.
กรวีร์ระบุว่า ฝ่ายรัฐบาลได้ขอความร่วมมือจากสมาชิกมาตั้งแต่วันแรก เนื่องจากการอภิปรายใช้เวลาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะงบประมาณของกระทรวงมหาดไทยที่มีสมาชิกลงชื่อขออภิปรายจำนวนมาก จึงได้หารือกับฝ่ายค้านและเห็นตรงกันว่าไม่ต้องการให้การประชุมเลิกดึกมาก โดยขอให้ทั้งสองฝ่ายลดจำนวนผู้อภิปรายลง เพื่อควบคุมเวลาให้อยู่ในกรอบที่กำหนด
3 วันยังไหว แต่ต้องคุมเวลา
กรวีร์กล่าวว่า สำหรับวันที่ 7-8 ก.ย. ที่ผ่านมา สภาฯ ใช้เวลาพิจารณาวันละกว่า 15 ชั่วโมง โดยฝ่ายรัฐบาลใช้เวลารวม 9 ชั่วโมง 19 นาที ฝ่ายค้านใช้เวลา 13 ชั่วโมง 30 นาที และกรรมาธิการใช้เวลาอีกกว่า 3 ชั่วโมง
“เราพยายามแบ่งเวลากัน เข้าใจว่าฝ่ายค้านมีประเด็นซักถามเยอะ เราก็ให้เวลาในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และให้เวลาซักถามมากกว่าฝั่งรัฐบาล วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ส่วนไหนที่รัฐบาลเราพอปรับลดจำนวนคน โดยเฉพาะในส่วนของพรรคภูมิใจไทย เราก็พยายามทำเพื่อให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด”
— กรวีร์ ปริศนานันทกุล
ส่วนจะสามารถลงมติร่างงบประมาณฯ ได้ในวันที่ 10 ก.ย. หรือไม่ กรวีร์กล่าวว่า วันนี้เข้าสู่มาตรา 20 ของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง จึงคาดว่าจะมีสมาชิกต้องการอภิปรายจำนวนมาก แม้ฝ่ายรัฐบาลจะหารือและปรับลดจำนวนผู้อภิปรายลงแล้วก็ตาม
กรวีร์ยอมรับว่า หากดูจากสถานการณ์ขณะนี้ การพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในวันนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่ยังพยายามดำเนินการตามกรอบเดิม โดยต้องรอหารือเรื่องเวลาอีกครั้งในช่วงบ่าย
ทั้งนี้ การอภิปรายในวาระ 2 เป็นสิทธิของสมาชิกที่ได้แปรญัตติไว้ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบตามข้อบังคับ จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการเวลาให้เหมาะสม
ย้ำรัฐบาลไม่ดึงเกม ยืดอภิปรายไม่ใช่เป้าหมาย
เมื่อถามถึงกรณีหากต้องขยายเวลาการพิจารณาออกไป และอาจถูกตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลไม่ต้องการเปิดทางให้มีการอภิปรายหรือรายงานของ กกต. กรวีร์ยืนยันว่า รัฐบาลแสดงความชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่าต้องการเปิดโอกาสให้สมาชิกติดตามและสอบถามได้อย่างเต็มที่
“เวลาส่วนใหญ่ไม่ใช่รัฐบาลมาดึงเวลาของฝ่ายค้าน ไม่ใช่ว่าเราตั้งใจแล้วก็ดึงเกมเพื่อที่จะให้เป็น 3 วัน 4 วัน ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำอย่างนั้นอยู่แล้ว ยืนยันว่าเราไม่มีความจำเป็นที่ต้องทำแบบนั้น”
— กรวีร์ ปริศนานันทกุล
สำหรับระเบียบวาระในวันพรุ่งนี้ ประธานสภาฯ ได้บรรจุเรื่องกระทู้ถาม ตามด้วยเรื่องรับทราบรายงานและเรื่องชายแดนภาคใต้ ขณะที่เรื่องของ กกต. ที่มีประเด็นอยู่ก็ถูกบรรจุไว้ในระเบียบวาระเช่นกัน
เหตุประท้วงกลางดึก หวังไม่เกิดซ้ำ
ส่วนกรณีที่การประชุมสภาฯ เมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดเหตุประท้วงและบรรยากาศวุ่นวาย กรวีร์กล่าวว่า ตลอด 2 วันที่ผ่านมา การประชุมเป็นไปด้วยดี ต่างฝ่ายต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่ช่วงดึกของเมื่อคืนเกิดเหตุพาดพิงที่ทำให้พรรคการเมืองและสมาชิกได้รับความเสียหาย จึงทำให้ สส. ฝ่ายรัฐบาลต้องลุกขึ้นประท้วงและชี้แจงข้อเท็จจริง
กรวีร์หวังว่า วันนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก เพราะทุกฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกัน หากต้องเสียเวลาไปกับการประท้วงและการโต้เถียงเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งกระทบต่อเวลาการพิจารณางบประมาณ
ส่วนกรณีพรรคกล้าธรรมลงมติในทิศทางเดียวกับพรรคภูมิใจไทย กรวีร์กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ได้มีการโหวตเหมือนกันทุกครั้ง แต่ละพรรคต่างทำหน้าที่ของตนเอง โดยพรรคกล้าธรรมก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ลุกขึ้นท้วงติงและเสนอแนะ ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของ สส. แต่ละคนและแต่ละพรรค พร้อมยืนยันว่าไม่ได้หมายความว่าทั้งสองพรรคจับมือกัน
วุฒิสภาขยับกรอบ 2 วัน รอรับไม้ต่อจากสภาฯ
ด้าน พิสิษฐ์ อภิวัฒนพงษ์ โฆษกคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา แถลงกรอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ว่า วุฒิสภากำหนดกรอบไว้ 2 วัน คือวันที่ 10 และ 11 ก.ย. โดยขึ้นอยู่กับว่าสภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อใด
หากสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแล้วเสร็จภายในวันนี้ วุฒิสภาจะเริ่มพิจารณาได้ในวันที่ 10 ก.ย. แต่หากยังไม่แล้วเสร็จ จะเปิดประชุมในวันที่ 11 ก.ย.
เดิมวุฒิสภากำหนดพิจารณาร่างงบประมาณฯ เพียงวันเดียว คือวันที่ 10 ก.ย. แต่เมื่อเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรยังพิจารณาได้เพียง 17 มาตรา จากทั้งหมด 41 มาตรา จึงขยายกรอบเป็น 2 วัน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของการพิจารณาในสภาฯ
พิสิษฐ์กล่าวว่า เบื้องต้นมีสมาชิกวุฒิสภาแสดงความประสงค์อภิปรายประมาณ 46 คน ใช้เวลาคนละประมาณ 8 นาที และประธานวุฒิสภาได้ประกาศเรียกประชุม รวมถึงแจ้งกำหนดการผ่านแอปพลิเคชันไลน์ให้สมาชิกทราบแล้ว
สัปดาห์หน้า 6 ร่างกฎหมายรอคิววุฒิสภา
สำหรับการประชุมวุฒิสภาในวันที่ 14-15 ก.ย. จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 6 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือร่าง พ.ร.บ.ระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีการปรับรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพ้นจากสมาชิกสภากลาโหมผู้ทรงคุณวุฒิกรณีเป็นบุคคลล้มละลาย
อีกฉบับคือร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาล ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการยกเลิกศาลจังหวัดทหาร การเปิดทางให้ผู้เสียหายซึ่งไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารสามารถเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาได้เอง รวมถึงการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลทหารในเวลาไม่ปกติ กรณีมีการประกาศกฎอัยการศึก ภายใต้ข้อยกเว้นเกี่ยวกับความจำเป็นด้านความมั่นคงของชาติในระดับสูงสุด
ส่วนในวันอังคาร วุฒิสภาจะพิจารณาร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรทัศน์
จับตา กกต. ชี้ชะตา 138 สว. คดีฮั้ว
ขณะเดียวกัน เมื่อถูกถามถึงการประชุมวุฒิสภาในสัปดาห์หน้าซึ่งตรงกับช่วงที่ กกต. เตรียมพิจารณาคดีฮั้ว สว. จำนวน 138 คน พิสิษฐ์กล่าวว่า ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า กกต. จะมีประกาศออกมาอย่างไร และจะส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาอย่างไร
พิสิษฐ์อธิบายว่า หาก กกต. ประกาศรายชื่อแล้ว เรื่องจะถูกส่งต่อไปยังศาลฎีกา และหากศาลฎีการับเรื่องไว้พิจารณา สมาชิกที่เกี่ยวข้องจะถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โดยเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้มีการหารือในที่ประชุมวิปวุฒิสภา เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ทราบจำนวนที่ชัดเจน
ส่วนกระแสการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านจะมีผลต่อการตัดสินใจของ กกต. หรือไม่นั้น พิสิษฐ์มองว่าไม่น่าจะมีผล เพราะ กกต. ควรตัดสินใจตามระเบียบ หลักการ เหตุผล และกรอบกฎหมาย รวมถึงพิจารณาความผิดของแต่ละบุคคลเป็นรายกรณี
“เกมงบประมาณ 2570” จึงยังอยู่บนเส้นแบ่งระหว่าง “เวลา” กับ “สิทธิในการอภิปราย” ฝั่งสภาผู้แทนราษฎรพยายามปิดเกมให้ได้ตามกรอบ 3 วัน ขณะที่วุฒิสภาเตรียมขยับกำหนดการเป็น 2 วันเพื่อรอรับร่างกฎหมายต่อทันทีเมื่อผ่านจากสภาฯ
แต่เหนือกว่าคิวงบประมาณ ยังมีอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่กำลังรออยู่ในสัปดาห์หน้า นั่นคือท่าทีของ กกต. ต่อคดี “ฮั้ว สว.” ซึ่งอาจกลายเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของบรรยากาศการเมืองและการทำงานของรัฐสภา




