จ่อรื้อระบบปืน! คุมทั้งวงจรตั้งแต่ ‘ต้นทาง’ ถึง ‘มือผู้ครอบครอง’

18 ส.ค. 2569 - 18:30

  • รองนายกฯ ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ เปิดแผนรื้อระบบ “ควบคุมอาวุธปืนทั้งระบบ”

  • คุมตั้งแต่นำเข้า ร้านค้า ใบอนุญาต ผู้ครอบครอง ไปจนถึงกระสุน

  • ชูเทคโนโลยีเช็กข้อมูลทุกกระบอก พร้อมเปิดทางนำ “ปืนเถื่อน” คืนรัฐ

จ่อรื้อระบบปืน! คุมทั้งวงจรตั้งแต่ ‘ต้นทาง’ ถึง ‘มือผู้ครอบครอง’

จากปัญหา “ปืนในมือ” สู่โจทย์ใหญ่ของการจัดการ “ทั้งระบบ” รัฐบาลกำลังขยับแนวทางควบคุมอาวุธปืนให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่การนำเข้า การจำหน่าย ใบอนุญาต การครอบครอง ไปจนถึงกระสุน พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาปิดช่องโหว่ของระบบเดิม เพื่อให้รัฐตามให้ได้ว่า “ปืนทุกกระบอกอยู่ที่ไหน และอยู่กับใคร” ขณะที่มาตรการนำ “ปืนเถื่อน” กลับคืนรัฐก็ถูกวางไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดึงอาวุธที่อยู่นอกระบบกลับเข้าสู่การควบคุม

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดรายละเอียดแนวทางปรับปรุงกฎหมายและระเบียบควบคุมอาวุธปืน หลังรัฐบาลเดินหน้าทบทวนมาตรการเกี่ยวกับการครอบครองและการพกพา โดยย้ำว่าการแก้ปัญหาจะไม่มองเฉพาะ “การพกปืน” แต่ต้องควบคุมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การนำเข้า การจำหน่าย การขอใบอนุญาต การครอบครอง การใช้ ไปจนถึงการควบคุมเครื่องกระสุน พร้อมปรับระบบอนุญาตเข้าสู่ระบบเทคโนโลยี เพื่อให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลอาวุธปืนได้อย่างเป็นระบบ

‘มท.’ หารือ ‘กฤษฎีกา’ เดินหน้า “รื้อระบบควบคุมปืน”

ปกรณ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้เข้าหารือในเบื้องต้นเกี่ยวกับแนวทางปรับปรุงกฎหมายและระเบียบด้านอาวุธปืน ก่อนกลับไปประสานงานกับเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมองว่ากระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการแก้ไขปัญหาต้องครอบคลุมทั้งด้านกฎหมายและระบบการปฏิบัติ

สำหรับประเด็นที่สังคมกังวลทั้งเรื่องการครอบครองและการพกพา ปกรณ์ระบุว่า รัฐบาลต้องดูแลตั้งแต่ “ต้นทาง” ได้แก่ การสั่งนำเข้า การจำหน่าย การมีไว้ในครอบครอง ระบบใบอนุญาต ตลอดจนการนำอาวุธปืนไปใช้

นอกจากนี้ยังต้องควบคุม “กระสุนปืน” ให้สัมพันธ์กับมาตรการใหม่ รวมถึงสถานที่ซึ่งมีการใช้อาวุธปืนต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้กระสุนหรืออาวุธรั่วไหลออกไปสู่ตลาด

รื้อระบบใบอนุญาต เปลี่ยนจาก “กระดาษ” สู่ฐานข้อมูลเดียว

ปกรณ์มองว่า ระบบอนุญาตอาวุธปืนที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งช่องโหว่สำคัญ เนื่องจากการดำเนินการจำนวนมากยังเป็นระบบเอกสาร ทำให้ข้อมูลการออกใบอนุญาตแต่ละรายการอาจกระจัดกระจาย และไม่สามารถตรวจสอบภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว

“ระบบการอนุญาตต้องมีการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด”

ปกรณ์ นิลประพันธ์

ปกรณ์ยกตัวอย่างว่า ที่ผ่านมาเมื่อมีการออกใบอนุญาตคนละใบหรือหลายใบ อาจไม่สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่ใด

แนวทางใหม่จึงต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการข้อมูล เพื่อให้ภาครัฐสามารถเห็นยอดและสถานะอาวุธปืนได้ครบถ้วน ทั้งยังช่วยให้การอนุมัติอนุญาตรวดเร็วขึ้น ควบคุมได้ง่ายขึ้น และสามารถวิเคราะห์ได้ว่าระบบมีช่องโหว่บริเวณใด

ข้อมูลของกรมการปกครองระบุว่า ใบอนุญาตเกี่ยวกับอาวุธปืนมีหลายประเภท เช่น ใบอนุญาตให้สั่งหรือนำเข้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน หรือ ป.2 ใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน หรือ ป.3 และใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน หรือ ป.4 โดยกรมการปกครองมีบทบาทสำคัญในฐานะนายทะเบียนอาวุธปืนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

“ตอนนี้จะไม่มีอนุมัติเพิ่ม” คุมจำนวนปืนไม่ให้ขยายตัว

เมื่อถามถึงจำนวนอาวุธปืนที่มีอยู่ในประเทศ ซึ่งมีการกล่าวถึงตัวเลขประมาณ 10 ล้านกระบอก ว่าหลังจากนี้จะไม่เพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ ปกรณ์ตอบว่า “ตอนนี้จะไม่มีอนุมัติเพิ่ม”

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของรัฐบาลที่ต้องการหยุดการขยายตัวของอาวุธปืนในระบบ ขณะเดียวกันก็เร่งจัดระเบียบข้อมูลปืนที่มีอยู่เดิม เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าปืนแต่ละกระบอกอยู่ในความครอบครองของใคร และอยู่ภายใต้ใบอนุญาตประเภทใด

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจำนวนปืนดังกล่าวควรแยกให้ชัดระหว่างอาวุธปืนที่จดทะเบียนถูกต้องกับอาวุธปืนผิดกฎหมาย เนื่องจากฐานข้อมูลของรัฐและจำนวนอาวุธปืนที่มีอยู่จริงในประเทศเป็นคนละประเด็นกัน

ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ “ร้านปืน” ต้องร่วมรับผิดชอบ

ปกรณ์เสนอให้แบ่งการกำกับดูแลออกเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรกคือ ร้านจำหน่ายอาวุธปืน ซึ่งต้องเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบในการขายมากขึ้น

เขาเห็นว่าการควบคุมไม่ควรตกอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ร้านค้าที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายอาวุธปืนต้องช่วยรัฐตรวจสอบด้วยว่า ผู้ซื้อเป็นใคร มีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่ รวมถึงต้องพิจารณาปัจจัยเกี่ยวกับสุขภาพจิตของผู้ขอซื้อ ซึ่งเป็นแนวทางที่บางประเทศนำมาใช้

ส่วนที่สองคือ เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งต้องเพิ่มความเข้มข้นในการกำกับตรวจสอบ ขณะที่ส่วนที่สามคือ ผู้ครอบครองและผู้ใช้อาวุธปืน ซึ่งต้องมีความรับผิดชอบต่อการใช้อาวุธ

ปกรณ์ยอมรับว่าการจัดระเบียบอาวุธปืนที่มีอยู่จำนวนมากเป็นเรื่องยาก เพราะในช่วงที่ผ่านมาอาวุธปืนได้รั่วไหลออกสู่ตลาดและอยู่ในมือประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการควบคู่กัน ทั้งการกำกับดูแลและการสร้างความตระหนักไม่ให้ประชาชนใช้อารมณ์หรือความรุนแรงเป็นตัวนำ

เปิดทาง “มอบปืนคืนรัฐ” ปลดภาระผู้ครอบครองผิดกฎหมาย

อีกแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยเสนอคือ การเปิดช่องให้ผู้ที่มีอาวุธปืนแต่ไม่มีใบอนุญาตให้มีและใช้ หรือ ป.4 สามารถนำปืนมามอบคืนให้ทางราชการ โดยมีแนวคิดว่าจะไม่ถือเป็นความผิดภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ปกรณ์ระบุว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ และชี้ว่าผู้ที่ครอบครองปืนโดยไม่ถูกต้องไม่จำเป็นต้องรอให้กฎหมายฉบับใหม่ออก หากมีปืนที่ครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจได้

กรมการปกครองอธิบายหลักการตามกฎหมายปัจจุบันว่า การมีและใช้อาวุธปืนไม่ได้เป็นสิทธิที่บุคคลจะมีได้โดยทั่วไป แต่ต้องได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ และต้องไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

ชี้รับจำนำก็ผิดกฎหมาย

ปกรณ์ยังย้ำถึงความเข้าใจผิดของประชาชนกรณีการนำอาวุธปืนไปจำนำ โดยระบุว่า โดยหลักแล้ว ปืนไม่สามารถนำไปจำนำได้ เพราะใบอนุญาตออกให้เฉพาะตัวผู้ได้รับอนุญาต

ดังนั้น การนำปืนไปวางเป็นหลักประกันเพื่อแลกเงินจึงไม่ใช่การจำนำที่ถูกต้องตามกฎหมาย และผู้รับจำนำก็มีความผิดเช่นกัน

ปกรณ์จึงเสนอว่า หากประชาชนมีปืนที่ถูกนำไปจำนำหรือครอบครองโดยไม่ถูกต้อง การนำกลับมามอบให้รัฐย่อมเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา แทนที่จะปล่อยให้สถานะการครอบครองผิดกฎหมายดำเนินต่อไป

“ปืนเถื่อน” ก็ต้องคืน ชี้เคยเปิดรับมาแล้ว 8 ครั้ง

เมื่อถามว่ามาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมถึง “ปืนเถื่อน” หรือไม่ ปกรณ์ตอบว่า “ทั้งหมด” โดยย้ำว่าอาวุธปืนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะปืนเถื่อน เป็นปัญหาที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง

ปกรณ์ย้อนถึงบริบทในอดีตว่า ในช่วงที่เกิดสงครามเวียดนามและสงครามในกัมพูชา อาวุธปืนจำนวนมากทะลักเข้ามาในประเทศไทย ทำให้ปืนผิดกฎหมายหาได้ง่าย และรัฐบาลในหลายยุคพยายามเปิดช่องให้ประชาชนนำอาวุธเหล่านี้มาคืน โดยกำหนดกลไกทางกฎหมายเพื่อไม่ให้ผู้ที่นำมาคืนต้องรับผิดในบางกรณี

เขาระบุว่า ที่ผ่านมามีการดำเนินมาตรการลักษณะดังกล่าวมาแล้วประมาณ 8 ครั้ง แต่สามารถนำปืนกลับคืนมาได้เพียงบางส่วน เนื่องจากระบบอนุมัติและอนุญาตที่ล้าสมัยยังเป็นอุปสรรคสำคัญ

ยก ‘ออสเตรเลีย’ เทียบโมเดล “ซื้อปืนคืน” แต่ยอมรับยังถกเถียง

ปกรณ์ยังยกกรณีออสเตรเลียเป็นตัวอย่างของประเทศที่พยายามลดจำนวนอาวุธปืนผ่านมาตรการ “ซื้อคืน” โดยเชื่อมโยงกับเหตุกราดยิงที่หาดบอนได

ข้อมูลล่าสุดของออสเตรเลียระบุว่า รัฐบาลกลางเดินหน้าระบบซื้อคืนอาวุธปืนครั้งใหญ่ หลังเหตุโจมตีที่ Bondi Beach ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 15 คน โดยโครงการระดับชาติครอบคลุมอาวุธที่เกินความจำเป็น อาวุธที่ถูกห้ามใหม่ และอาวุธผิดกฎหมาย และรัฐบาลกลางประกาศว่าจะเริ่มโครงการในวันที่ 2 พ.ย. 2026

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังเผชิญความเห็นต่างระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลรัฐและดินแดน โดยเฉพาะประเด็นการร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายและรูปแบบการจำกัดจำนวนอาวุธปืน ขณะที่บางพื้นที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางเดียวกันทั้งประเทศ

ปกรณ์จึงยกกรณีดังกล่าวเป็นตัวอย่างว่า การควบคุมอาวุธปืนเป็นโจทย์ที่หลายประเทศต้องเผชิญ แต่รายละเอียดของกฎหมายและวิธีการแก้ปัญหาย่อมแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละประเทศ

เทียบ ‘อเมริกา–ออสเตรเลีย’ ย้ำ ‘ไทย’ ต้องออกแบบกติกาให้เหมาะตัวเอง

ปกรณ์ระบุว่า นโยบายเกี่ยวกับอาวุธปืนไม่สามารถนำกฎหมายของประเทศหนึ่งมาใช้กับอีกประเทศหนึ่งได้ทั้งหมด เพราะแต่ละประเทศมีระบบกฎหมายและแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิในการครอบครองอาวุธแตกต่างกัน

เขายกสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของประเทศที่มีแนวคิดเรื่องสิทธิในการครอบครองอาวุธปืนในระดับสูง ขณะที่ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใช้ระบบควบคุมเข้มงวดกว่า

สำหรับระบบที่เปิดกว้างกว่าอย่างสหรัฐฯ ปกรณ์ชี้ว่าร้านจำหน่ายอาวุธปืนมีบทบาทสำคัญ เพราะไม่ได้เป็นเพียงผู้ขาย แต่ยังมีส่วนในการตรวจสอบผู้ซื้อและสามารถปฏิเสธการขายได้ แม้ผู้ซื้อจะมีใบอนุญาตก็ตาม

ส่วนออสเตรเลีย แม้ระบบจะควบคุมเข้มงวด แต่ก็ยังมีผู้ครอบครองปืนจำนวนมาก โดยบางคนมีอาวุธหลายสิบกระบอกจากความชื่นชอบหรือวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่ปัญหาสำคัญอีกด้านคืออาวุธปืนเถื่อน ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐต้องให้ความสำคัญในการสกัดกั้น

จาก “คุมการพก” สู่การรื้อระบบทั้งห่วงโซ่

แนวทางที่รองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เปิดเผย สะท้อนว่าการปรับกติกาอาวุธปืนของรัฐบาลกำลังถูกขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่อง “การพกพาปืน” ไปสู่การจัดระเบียบทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการนำเข้าและการจำหน่าย ไปจนถึงปลายน้ำอย่างการครอบครอง การใช้ การควบคุมกระสุน และการนำอาวุธปืนผิดกฎหมายกลับคืนรัฐ

หัวใจสำคัญอีกด้านคือการเปลี่ยนระบบใบอนุญาตจากฐานข้อมูลแบบแยกส่วนและพึ่งพาเอกสาร ไปสู่ระบบดิจิทัลที่สามารถตรวจสอบจำนวน ผู้ครอบครอง และสถานะของอาวุธปืนได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกรมการปกครองที่มีการพัฒนาระบบงานใบอนุญาตและการติดต่อราชการทางอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว

แต่โจทย์สำคัญหลังจากนี้ไม่ได้อยู่เพียงว่า “จะออกกฎหมายเข้มแค่ไหน” หากอยู่ที่การทำให้ฐานข้อมูลของรัฐแม่นยำ การบังคับใช้กฎหมายจริง การตรวจสอบร้านค้าและผู้ได้รับใบอนุญาต ตลอดจนการดึงปืนที่อยู่นอกระบบกลับเข้าสู่การควบคุมของรัฐ

เพราะหากรัฐมองเห็น “ปืนทุกกระบอก” และรู้ว่า “อยู่ที่ไหน–อยู่กับใคร–ได้มาอย่างไร” การควบคุมอาวุธปืนจึงจะขยับจากการแก้ปัญหาปลายเหตุ ไปสู่การปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทางอย่างแท้จริง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์