โฆษกรัฐบาลโต้ ‘เขมร’ ปล่อยเฟคนิวส์

13 พ.ย. 2568 - 19:08

  • โฆษกรัฐบาลโต้ ‘กัมพูชา’ เผยแพร่ข่าวปลอม

  • ยืนยันไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ โปร่งใสและปลอดภัย

  • ตรวจสอบหลักฐานชายแดนชัดเจน ชี้ข้อกล่าวหาไม่เป็นจริง

โฆษกรัฐบาลโต้ ‘เขมร’ ปล่อยเฟคนิวส์

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีกัมพูชาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับเหตุทุ่นระเบิดและเหตุยิงปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมยืนยันว่า ข้อกล่าวหาของกัมพูชาทั้งหมดเป็นการบิดเบือน สร้างภาพ และไร้หลักฐานรองรับ โดยรัฐบาลไทยได้ดำเนินการทางการทูตและทางทหารอย่างครบถ้วน โปร่งใส และสอดคล้องตามกติกาสากลทุกประการ

โฆษกรัฐบาลระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ปล่อยข่าวเท็จอย่างต่อเนื่อง เพื่อกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง ยิงใส่พลเรือน และวางทุ่นระเบิดเอง ทั้งที่หลักฐานข้อเท็จจริงในพื้นที่ และการตรวจพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่ ชี้ชัดว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ “ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย”

  1. กรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด: ยืนยันเป็นทุ่น PMN-2 ที่ฝ่ายกัมพูชาวางใหม่

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอ้างถึงข้อมูลจากกองทัพบกว่า การตรวจสอบพื้นที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่กองทัพกัมพูชาเคยใช้ และพบว่ามีการวางใหม่ในพื้นที่

โดยในบริเวณใกล้เคียงยังพบทุ่นอีก 3 ทุ่น และมีรายงานว่าในพื้นที่อื่น ๆ มีทุ่นชนิดเดียวกันปรากฏเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบการตัดลวดหนามก่อนพบเหตุทุ่นระเบิด สอดคล้องกับที่มีกำลังพลกัมพูชาลักลอบเข้ามาในเขตไทย

ดังนั้น การกล่าวหาว่า “ไทยวางทุ่นเองและทหารไทยเหยียบเอง” เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลและไร้ความรับผิดชอบ

  1. กรณีกัมพูชาเปิดฉากยิงก่อนที่บ้านหนองหญ้าแก้ว: ไทยได้ตอบโต้ตามกฎการใช้กำลัง

โดยข้อมูลอ้างอิงจากโฆษกกองทัพบก ได้ยืนยันว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้ามาในดินแดนไทยก่อน ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องยิงตอบโต้ตามกฎการใช้กำลัง เพื่อป้องกันตนเองและประชาชนไทย โดยตำแหน่งทิศทางการยิงและมุมกระสุนชี้ชัดว่า กองทัพไทยไม่ได้มุ่งยิงไปยังพลเรือน

การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าพลเรือนตนได้รับผลกระทบ จึงสะท้อนว่ากัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ และผสมกำลังทหารกับประชาชนในพื้นที่อย่างไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนของตัวเองแม้แต่น้อย

  1. การนำภาพศพประชาชนที่เสียชีวิตด้วยโรคไปบิดเบือนเป็น “ศพเชลยศึก”

ขอชี้แจงว่า ภาพที่กัมพูชานำไปบิดเบือนเป็น “ศพเชลยศึกถูกส่งคืน” แท้จริงคือ ประชาชนกัมพูชาที่เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัวในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ที่ญาติได้ประสานทางการไทยเพื่อขอส่งศพกลับ และไทยได้อำนวยความสะดวกตามหลักมนุษยธรรม

แต่ฝ่ายกัมพูชากลับนำภาพดังกล่าวไปสร้างข่าวปลอมอย่างไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เสียชีวิตและครอบครัว

โฆษกรัฐบาลยังเน้นย้ำว่า ไทยทำงานรวดเร็ว ครบถ้วน มีการประสานงานอย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม “ไม่เคยล่าช้า” ทั้งการประท้วงผ่านช่องทางทางการทูต ผ่านรัฐบาลญี่ปุ่น ในฐานะประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Ottawa Convention) และการส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อแจ้งข้อเท็จจริงและการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศของกัมพูชา รวมถึงการจัดการบรรยายชี้แจงข้อเท็จจริงแก่คณะทูตและองค์การระหว่างประเทศในไทยทันที

ขณะที่กระทรวงกลาโหม กองทัพ และฝ่ายปกครอง ได้เร่งการพิสูจน์หลักฐาน ควบคุมสถานการณ์ และการดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในจุดเกิดเหตุ เพื่อพิสูจน์ความจริงต่อไป

โฆษกรัฐบาลย้ำว่า ไทยยึดมั่นสันติภาพ แต่จะไม่ยอมให้ผู้ใดบิดเบือนข้อเท็จจริง ไทยพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสาธารณะและนานาชาติทุกกรณี

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์