อดีต สว. ‘วันชัย สอนศิริ’ วิเคราะห์ฉากทัศน์การเมืองผ่านรายการ ‘สนามข่าว 96’ ชี้ 4 ปัจจัยเสี่ยงทำ ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’ ล่มสลาย ทั้งไร้ผลงาน ทุจริตคอร์รัปชัน ความขัดแย้งภายใน และการแตกแยกของพรรคร่วม พร้อมมองหากสถานการณ์การเมืองเดินมาถึงจุดวิกฤต อาจเกิดการปรับเปลี่ยนผู้นำรัฐบาล โดยยกชื่อ ‘เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ เป็นหนึ่งในทางเลือกเชิงสมมติภายใต้สมการพรรคร่วมเดิม
วันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “สนามข่าว 96” วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองและเสถียรภาพของรัฐบาล โดยระบุว่าจากประสบการณ์และการติดตามการเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลที่ต้องพ้นจากอำนาจมักเกิดจากปัจจัยสำคัญ 4 ประการ
ปัจจัยแรกคือการไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมจนประชาชนยอมรับและรู้สึกพึงพอใจ ปัจจัยที่สองคือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่เคยนำไปสู่การชุมนุมประท้วง การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการรัฐประหารในหลายยุคหลายสมัย ส่วนปัจจัยที่สามคือความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล และปัจจัยสุดท้ายคือการแตกแยกของกลุ่มการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล
วันชัยมองว่า รัฐบาลปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันจากข้อครหาด้านความโปร่งใสและปัญหาการทุจริตหลายประเด็น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา รวมถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่อองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบต่าง ๆ
“ความศรัทธาของประชาชนที่จะเชื่อมั่นเรื่องการปราบการทุจริต การคอร์รัปชั่น มันไม่มีเสียแล้ว”
— วันชัย สอนศิริ
อดีต สว. ยังประเมินว่า หากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยยังคงจับมือกันอย่างเหนียวแน่น รัฐบาลก็ยังมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากทั้งสองพรรคมีจำนวน สส. รวมกันเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร
“ถ้าภูมิใจไทยกับเพื่อไทยกอดกันอยู่อย่างนี้ ยังไงก็เป็นรัฐบาลตลอดไป”
— วันชัย สอนศิริ
อย่างไรก็ตาม วันชัยเห็นว่า หากปัญหาเศรษฐกิจยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งในและนอกสภาเพิ่มความรุนแรงขึ้น รัฐบาลอาจเผชิญแรงกดดันทางการเมืองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องหาทางออกเพื่อรักษาเสถียรภาพ
เขามองว่า หากสถานการณ์เดินมาถึงจุดที่ผู้นำรัฐบาลไม่สามารถประคับประคองสถานการณ์ต่อไปได้ หนึ่งในทางเลือกที่อาจเกิดขึ้นคือการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี แต่ยังคงรักษาสมการพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเอาไว้ มากกว่าการยุบสภาหรือการเผชิญหน้าทางการเมืองที่รุนแรง
ในการวิเคราะห์ดังกล่าว วันชัยได้หยิบยกชื่อ ‘เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จากพรรคเพื่อไทย ขึ้นมาเป็นตัวอย่างของบุคคลที่อาจถูกพิจารณาเป็นทางเลือก หากเกิดการปรับเปลี่ยนตัวผู้นำรัฐบาลภายใต้โครงสร้างพรรคร่วมเดิม
“คุณอนุทินรู้ว่า จะไปไม่รอดลาออก แล้วก็ตกลงกันซะ เฮ้ย คุณสีหศักดิ์ ก็อาจจะไม่ใช่นะ เอาคุณเชนดีกว่าไหม”
— วันชัย สอนศิริ
วันชัยอธิบายว่า แนวทางดังกล่าวเป็นเพียงการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในเชิงสมมติฐาน โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนว่าหากพรรคร่วมรัฐบาลยังต้องการรักษาอำนาจและเดินหน้าร่วมกันต่อไป ก็อาจเลือกใช้วิธีปรับเปลี่ยนตัวบุคคลแทนการปล่อยให้ความขัดแย้งลุกลามจนกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลทั้งหมด
นอกจากนี้ เขายังมองว่าพรรคการเมืองทุกพรรคต่างคำนึงถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปเป็นสำคัญ หากการอยู่ร่วมรัฐบาลส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรค ก็อาจนำไปสู่การปรับยุทธศาสตร์ทางการเมืองในอนาคต
วันชัยย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจนอกระบบหรือการรัฐประหาร เพราะกลไกของรัฐสภาและระบบประชาธิปไตยยังสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ หากเสียงสนับสนุนทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป
“ผมถึงบอกว่า ใครที่ไปคิดบอก เฮ้ย จะมีการปฏิวัติรัฐประหาร เรื่องแบบเนี้ยเลิกคิดเลย เพราะปฏิวัติรัฐประหารเดี๋ยวก็เลือกตั้ง ปฏิวัติรัฐประหารแล้วก็วนมาอยู่ที่เดิมเนี่ย และปฏิวัติรัฐประหารก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาอะไรให้กับประเทศได้ อันนี้เลิกคิด ไอ้ที่ปล่อย ‘ศ.’ มา บอกหวังมาตรา 5 เพราะรู้ว่า แหม...นักการเมืองต่างๆ นี่มองดูแล้วไม่น่าจะไปได้ ก็เลยมีคนปล่อย ‘ศ.’ มา ‘ศ.’ ก็หวัง แหม...เรียกว่าวิธีการพิเศษนะ มาตรา 5 ผมว่าบ้านเมืองยังไม่ถึงจุดตรงนั้น”
— วันชัย สอนศิริ
อดีต สว.ทิ้งท้ายว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดยังคงเป็นเรื่องการบริหารประเทศและความสามารถในการแก้ปัญหาของรัฐบาล หากไม่สามารถจัดการปัญหาทุจริตและปัญหาปากท้องของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลก็อาจเผชิญจุดจบทางการเมืองจากการกระทำของตัวเอง
“ตราบใดที่ยังติดแหง็กอยู่กับการโกงจริงทุจริตคอรัปชั่น และตราบใดที่ยังแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติไม่ได้ ไม่มีใครทำหรอกครับ ทำตัวเองแล้วก็ล้มได้ด้วยตัวเอง”
— วันชัย สอนศิริ




