จาก ‘ผู้ว่าฯ เสาชิงช้า’ สู่สนามการเมืองระดับชาติ

22 เม.ย. 2569 - 17:32

  • ศาลาว่าการ กทม. คือ "กระดานหก" สู่อำนาจระดับชาติ เป็น "ลานประลองบารมี" ที่สะท้อนว่า "การเมืองท้องถิ่น-ประเทศ" เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

จาก ‘ผู้ว่าฯ เสาชิงช้า’ สู่สนามการเมืองระดับชาติ

ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพมหานครในฐานะเขตปกครองพิเศษกับอำนาจรัฐส่วนกลางของประเทศไทยนั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแบ่งลำดับชั้นการบริหารราชการแผ่นดิน แต่เป็นดั่ง "ห้องทดลอง" และ "ลานประลอง" ทางอำนาจที่เข้มข้นที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 

หากเปรียบทำเนียบรัฐบาลเป็นจุดสูงสุดของอำนาจบริหารระดับชาติ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครก็เปรียบเสมือนฐานที่มั่นที่สำคัญที่สุด ซึ่งนักการเมืองหลายคนใช้เป็น "กระดานหก" เพื่อโชว์ฝีมือแล้วกระโดดเข้าสู่โครงสร้างอำนาจระดับประเทศ 

ในทางกลับกัน นักการเมืองระดับชาติหลายคนก็เลือกที่จะมาเล่น ในสนามเมืองหลวงเพื่อพิสูจน์บารมีหรือรักษามวลชนในช่วงวิกฤต การทำความเข้าใจเส้นทางเหล่านี้ จึงต้องอาศัยการย้อนรอยไปตั้งแต่จุดกำเนิดของกรุงเทพมหานค รในยุคเปลี่ยนผ่านจาก เผด็จการ สู่ ประชาธิปไตย

รากฐานประวัติศาสตร์ - ก่อกำเนิด ผู้ว่าฯ กทม.

ก่อนที่จะมีตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้งอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน กรุงเทพฯ เคยถูกปกครองด้วยระบบแต่งตั้งภายใต้อิทธิพลของรัฐบาลทหารอย่างเข้มข้น ในช่วงปี 2516 ภายใต้การนำของ จอมพลถนอม กิตติขจร ได้มีการรวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกันเป็น "กรุงเทพมหานคร" 

โดยมี ชำนาญ ยุวบูรณ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนแรก จากการแต่งตั้ง ในปี 2516 อย่างไรก็ตาม ลมพัดแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เริ่มขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นการลุกฮือของนิสิต นักศึกษา และประชาชน เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย นำไปสู่การสิ้นสุดอำนาจของ ระบอบถนอม-ประภาส

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว มีการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ซึ่งกำหนดให้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้องมาจาก การเลือกตั้ง เป็นครั้งแรก 

การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 10 สิงหาคม 2518 โดย ธรรมนูญ เทียนเงิน จาก พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ชนะและกลายเป็น ผู้ว่าฯ กทม. คนแรก ที่มาจากฉันทามติของประชาชน 

แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวงจรความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เพราะในเวลาต่อมา ธรรมนูญ เองก็เป็นตัวอย่างแรกของการปะทะกันระหว่าง อำนาจท้องถิ่น และ อำนาจส่วนกลาง จนนำไปสู่การถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งโดยรัฐบาลในยุคนั้น

ยุค "มหาจำลอง" และจุดเปลี่ยนสู่การเมืองระดับชาติ

บุคคลที่สามารถสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง ศาลาว่าการ กทม. กับการเมืองระดับชาติได้อย่างทรงพลังที่สุดคนหนึ่งคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เริ่มต้นชีวิตทางการเมืองด้วยการเป็น เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก่อนจะตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2528

ภายใต้ภาพลักษณ์ "มหา" ผู้เคร่งครัดในศีลธรรม กินมื้อเดียว นอนฟาง และใช้ชีวิตอย่างสมถะ

พล.ต.จำลอง ไม่เพียงชนะการเลือกตั้ง แต่เขายังสามารถสร้าง "กระแสจำลอง" ที่ลามไปทั่วประเทศ การบริหารงานที่เน้นความซื่อสัตย์และการปราบปรามทุจริตใน กทม. ทำให้ พล.ต.จำลอง กลายเป็นสัญลักษณ์ของนักการเมืองยุคใหม่ 

ความนิยมนี้เองที่เป็นฐานรากให้ พล.ต.จำลอง จัดตั้ง "พรรคพลังธรรม" เพื่อเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติในการเลือกตั้งทั่วไป พล.ต.จำลอง เป็นผู้ที่นำความสำเร็จจากการบริหารท้องถิ่น มาแปรรูปเป็นอำนาจต่อรองระดับชาติได้อย่างยอดเยี่ยม โดยดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคพลังธรรม และนำทีม สส. เข้าสู่สภาฯ อย่างเป็นกอบเป็นกำ

อย่างไรก็ตาม บทบาทที่สำคัญที่สุดของพลตรีจำลองเกิดขึ้นในปี 2535 เมื่อ พล.ต.จำลอง กลายเป็นผู้นำคนสำคัญในเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" เพื่อต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คณะ รสช. และการก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร

การเปลี่ยนบทบาทจาก ผู้บริหารเมือง ไปสู่ ผู้นำจิตวิญญาณ ของการประท้วงบนถนนราชดำเนิน สะท้อนให้เห็นว่าตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กทม. ได้มอบ "ความชอบธรรม" และ "ความนิยม" ที่แข็งแกร่งพอจะสั่นคลอนรัฐบาลทหารในขณะนั้นได้ 

แม้ในภายหลัง พล.ต.จำลอง จะดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี แต่ประวัติศาสตร์ได้จดจำเขาในฐานะผู้ใช้ศาลาว่าการ กทม. เป็นสะพานสู่การเป็นรัฐบุรุษภาคประชาชน

"สมัคร สุนทรเวช" จาก ผู้ว่าฯ กทม. สู่ นายกฯ

ในบรรดาอดีตผู้ว่าฯ กทม. ทั้งหมด สมัคร สุนทรเวช คือ ผู้ที่ก้าวไปถึงจุดสูงสุดของอำนาจบริหารระดับชาติ นั่นคือตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัครเป็นนักการเมืองที่เจนจัดสนามมาตั้งแต่ยุคพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะแยกตัวมาตั้ง พรรคประชากรไทย ซึ่งมีฐานเสียงหลักในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล  

สมัคร เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ กระทรวงคมนาคมมาแล้วหลายวาระ ก่อนจะตัดสินใจลงสนามผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2543

ชัยชนะของ สมัคร ในปีนั้นเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เพราะ สมัคร ได้รับคะแนนเสียงเกิน 1 ล้านคะแนนเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ 

ในช่วงที่เป็นผู้ว่าฯ สมัคร โดดเด่นด้วยสไตล์การทำงานที่ดุดัน ปราศรัยเผ็ดร้อน และมีรายการโทรทัศน์ประจำที่ทำให้เขายังอยู่ในกระแสความสนใจของประชาชนตลอดเวลา 

เมื่อพ้นวาระ ผู้ว่าฯ กทม. สมัคร ได้รับการทาบทามจาก ทักษิณ ชินวัตร ให้มาเป็น หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่รับช่วงต่อจากพรรคไทยรักไทย ที่ถูกยุบ

ความสำเร็จจากการเป็นผู้ว่าฯ กทม. ที่เข้าถึงใจคนเมือง ผนวกกับฐานเสียงต่างจังหวัดของพรรคพลังประชาชน ทำให้นายสมัครก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ในปี พ.ศ. 2551 

แต่เส้นทางอำนาจของเขาต้องสะดุด เมื่อ ศาล รธน. วินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากการเป็นพิธีกรรายการ "ชิมไปบ่นไป" ซึ่งถือเป็น "ลูกจ้าง" ของบริษัทเอกชน ในขณะดำรงตำแหน่ง 

กรณีของ สมัคร จึงเป็นบทเรียนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากระดับท้องถิ่นสู่ระดับชาติ ที่มีทั้งจุดรุ่งโรจน์และความเปราะบางทางกฎหมาย

อภิรักษ์-ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ยุคทอง "ประชาธิปัตย์" ใน กทม.

ในช่วงปี 2547 - 2559 เรียกได้ว่า กรุงเทพมหานคร กลายเป็นฐานที่มั่นที่สำคัญที่สุดของ พรรคประชาธิปัตย์ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้มาพร้อมภาพลักษณ์นักบริหารหนุ่มรุ่นใหม่ จากภาคเอกชน ชนะการเลือกตั้งและเป็น ผู้ว่าฯ กทม. ที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น 

อภิรักษ์ พยายามเปลี่ยน กทม. ให้เป็น "องค์กรบริการ" ที่ทันสมัย มีสายด่วน 1555 และโครงการสิ่งแวดล้อมต่างๆ 

แม้ อภิรักษ์ จะลาออกเนื่องจากคดีรถดับเพลิงเพื่อแสดงสปิริตทางการเมือง แต่เขาก็ยังก้าวไปมีบทบาทในระดับชาติในฐานะกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคและได้รับบทบาทสำคัญในการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ต่อมา

ต่อจาก อภิรักษ์ คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของการ "ไหลกลับ" จากการเมืองระดับชาติสู่ท้องถิ่น หลังเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีชื่อเสียงระดับสากล 

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. เขาได้รับเลือกถึง 2 สมัย การทำงานของคุณชายหมูสะท้อนให้เห็นว่า ความเป็น "นักการเมืองระดับชาติ" ที่มีความเข้าใจในนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง สามารถนำมาปรับใช้ในการบริหารเมืองหลวงที่มีความสลับซับซ้อนได้

อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายของวาระผู้ว่าฯ กทม. ก็ต้องเผชิญกับข้อครหาต่างๆ จนนำไปสู่การถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง โดยคำสั่งมาตรา 44 ของหัวหน้า คสช.

"ชัชชาติ" กับ การเมือง กทม. ในยุคเปลี่ยนผ่าน

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คือตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของนักการเมืองระดับชาติที่ย้ายมาสู่สนามท้องถิ่นด้วยคะแนนนิยมถล่มทลาย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ได้รับฉายาว่า "รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" ตัดสินใจลาออกจากพรรคเพื่อไทยเพื่อมาลง สมัครในนามอิสระ 

ชัยชนะด้วยคะแนน 1.3 ล้านเสียงของ ชัชชาติ คือข้อพิสูจน์ว่า ประชาชนชาวกรุงเทพฯ ถวิลหานักการเมืองระดับชาติที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาแก้ปัญหาระดับเมือง 

การบริหารงานของ ชัชชาติ ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคเรื่องงบประมาณ ที่ถูกตัดทอนจากนโยบายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรอยต่อความขัดแย้งระหว่างการเมือง 2 ระดับ ที่ยังคงดำเนินอยู่ในปัจจุบัน

หากเราวิเคราะห์ลึกลงไปถึงสาเหตุที่ทำให้นักการเมืองไทยต้องพยายามยึดครองหรือผ่านสนาม ผู้ว่าฯ กทม. เราจะพบปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ

  1. ความเป็นศูนย์กลางของอำนาจและงบประมาณ เพราะกรุงเทพฯ คือศูนย์กลางเศรษฐกิจและสังคมที่มีงบประมาณมหาศาล การบริหาร กทม. ได้สำเร็จจึงเป็นใบเบิกทางที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารประเทศ
  2. พื้นที่สร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง เห็นได้จากผู้ว่าฯ กทม. เป็นตำแหน่งที่สื่อมวลชนให้ความสนใจรายวัน นโยบายที่ทำใน กทม. มักจะกลายเป็นกระแสระดับประเทศได้ง่ายกว่านโยบายท้องถิ่นอื่นๆ
  3. การเป็นฐานเสียงเชิงสัญลักษณ์ ด้วยกรุงเทพฯ คือที่รวมของชนชั้นกลางและปัญญาชน หากพรรคการเมืองใดสามารถปักธงใน กทม. ได้ จะถือว่าพรรคนั้นได้รับการยอมรับในเชิงคุณภาพและความทันสมัย ซึ่งมีผลต่อการเลือกตั้งระดับชาติอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ก็มีความขัดแย้งในตัว บ่อยครั้งที่ ผู้ว่าฯ กทม. มาจาก พรรคฝ่ายค้าน ทำให้เกิดการเตะถ่วงงบประมาณ หรือความไม่ลงรอยในโครงการระดับใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือ นโยบายค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย 

ซึ่งรัฐบาลกลางมักจะมีความกังวลเรื่องการนำภาษีคนทั้งประเทศมาอุดหนุนคนเมืองหลวง ความขัดแย้งเหล่านี้เองที่มักจะผลักดันให้ ผู้ว่าฯ กทม. ต้อง "ก้าวขึ้นไป" เล่นการเมืองระดับชาติ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่พวกเขาพบเจอในระดับท้องถิ่น

ประวัติศาสตร์ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สะท้อนให้เห็นว่า "ศาลาว่าการเสาชิงช้า" ไม่ใช่จุดหมายปลายทางสุดท้ายของนักการเมือง แต่เป็นเพียงสถานีหนึ่งในเส้นทางอำนาจที่ยาวไกล ที่ตอกย้ำว่า การเมืองไทย ไม่เคยแยกขาดจากกันระหว่าง ระดับท้องถิ่น และ ระดับประเทศ

ในอนาคต เราควรคาดหวังว่าได้เห็นการถ่ายเทของนักการเมืองในลักษณะนี้มากขึ้นในจังหวัดอื่นๆ ที่ไม่ใช่กรุงเทพมหานคร เนื่องจากปัญหาของเมืองต่างๆ ไม่ได้มีปัญหาที่ยิ่งหย่อนไปกว่ากรุงเทพมหานครเลย ทั้งเรื่องฝุ่น PM 2.5 การจราจร และการจัดการผังเมือง ล้วนเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวของประชาชนในท้องถิ่น

ส่วนมีโอกาสที่จะมีการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด หรือไม่ ? ในแง่หนึ่งก็จะ ทับซ้อน กับ นายก อบจ. ที่มาจากการเลือกตั้งอยู่แล้ว และมีสภา อบจ. ทำหน้าที่ตรวจสอบ "ความทับซ้อน" นี้ อยู่ภายใต้โครงสร้างการปกรอง ส่วนท้องถิ่น และ ภูมิภาค

สิ่งสำคัญ คือ การปรับแนวคิด-จัดลำดับความสำคัญเรื่องการพัฒนา ที่ควรพัฒนาทุกพื้นที่-จังหวัด อย่าง "เสมอภาค" กัน ไม่ยึดติดว่า "เมืองหลวง" ต้องพัฒนาก่อนหรือมากกว่าใคร

จาก-‘ผู้ว่าฯ-เสาชิงช้า’ (1)-3.jpg

อ้างอิง

news / thaipbs / bangkok / kpi / thematter / mgchamlong / kpi / thaipbs / kpi / prachatai / matichon / today / thaipbs / themomentum / themomentum / mfa / researchcafe / policywatch / isranews / ect/

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์