ปชน. จี้ ป.ป.ช. สอบฮั้วประมูล AI Passport ขู่ผิดละเว้นหน้าที่ - จ่อฟ้อง จนท.รัฐ ถล่มฝ่ายตรงข้าม

21 มิ.ย. 2569 - 14:41

  • ‘ณัฐพงษ์’ ขู่หากนิ่งเฉยเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ อัด ‘ดีเอสไอ’ แถลงข่าวไม่ปกติ เปิดชื่อผู้ต้องสงสัย แต่ปิดชื่อผู้ต้องหา คดี ‘ภาวุธ’ ลั่น ฝ่ายกฎหมาย ‘ปชน.’ จ่อฟ้องกลับ จนท.รัฐทุกคน ถ้าปล่อยตัวเองเป็นเครื่องมือถล่มฝ่ายตรงข้าม วอนสังคมให้ความเป็นธรรม

  • มั่นใจโค้งสุดท้ายศึกเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. ขอทุกคนออกไปกาด้วยความหวัง ชี้ ต้องเลือกคนที่เป็นพ่อเมืองแห่งการเปลี่ยนแปลง น้อมรับผลโพล หลัง ‘มัลลิกา’ แซงเป็นที่ 2 เปรียบเลือกตั้ง 62 อยู่ลำดับ 3 ยังชนะเลือกตั้งมาแล้ว 

  •  ยันไม่ได้ทำสงครามกับพรรคการเมืองใด แต่ทำกับระบอบสีน้ำเงิน ย้อน ‘นิกร’ อย่าบิดเจตนารมณ์ศาล รธน. ชง ชะลอแก้รัฐธรรมนูญทบทวนที่มา สสร.ให้ยึดโยง ปชช.

ปชน. จี้ ป.ป.ช. สอบฮั้วประมูล AI Passport ขู่ผิดละเว้นหน้าที่ - จ่อฟ้อง จนท.รัฐ ถล่มฝ่ายตรงข้าม

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงงานเปิดวิสัยทัศน์นโยบาย Digital และ AI พร้อมแลกเปลี่ยนกับผู้เชี่ยวชาญในวงการวันนี้ ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ว่า วัตถุประสงค์หลักคือต้องการให้คนในแวดวงอุตสาหกรรมไอที รวมถึงประชาชนเห็นว่า ถ้าประเทศไทยมีการดําเนินนโยบาย ในเรื่องเอไอที่ถูกต้อง เราจะได้ประโยชน์อย่างไรกลับมาบ้าง  

ณ ตอนนี้ ไม่ว่าแผนของประเทศไทยเรื่องเอไอจะหน้าตาเป็นแบบไหน แต่จะต้องตอบวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 

1. ควรต้องเปลี่ยนสถานะประเทศไทย จากเดิมที่เราเป็นผู้ซื้อมาเป็นผู้สร้าง 

2. การลงทุนในยุทธศาสตร์หรืออุตสาหกรรมใดก็ตาม ควรจะต้องสร้างผลขยายต่อเนื่องไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ 

3. ควรต้องเพิ่มอํานาจต่อรองของประเทศไทยในเวทีโลก เพราะทุกวันนี้เราอยู่ภายใต้ระเบียบโลกใหม่ ถูกกดดันจากประเทศมหาอํานาจ ดังนั้น ทางเลือกและทางรอดของประเทศไทยต่อจากนี้ คือการเลือกลงทุนให้ถูกจุด และตอบโจทย์สามข้อดังกล่าว  

ณัฐพงษ์ ยังระบุถึง การพิจารณาพระราชบัญญัติโอนงบฯ ปี 69 และงบประมาณรายจ่ายปี 70 มีการเตรียมการอย่างไรบ้างว่า ตอนนี้มีการเตรียมผู้อภิปรายไว้ค่อนข้างพร้อมแล้วสิ่งที่สําคัญ ณ ตอนนี้คือทุกคนรู้ว่า พื้นที่ทางการคลังของประเทศไทยหดตัวเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ สิ่งที่สําคัญคือการลงทุนให้ถูกจุด ซึ่งเอไอก็เป็นหนึ่งในนั้น หัวข้อที่มาบรรยายในวันนี้ ยังเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มีการตั้งบอร์ดขึ้นมา พวกเราเองคงจับตามองเช่นเดียวกัน ทั้งโครงการและงบประมาณที่จะถูกเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ตกลงตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตหรือไม่  

เมื่อถามถึงการที่รัฐบาลต้องการเห็นการอภิปรายของฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยากเห็นการตอบคำถามที่สร้างสรรค์เช่นเดียวกัน คาดหวังว่าการตอบคำถามที่สร้างสรรค์ เป็นอย่างไรคือรัฐมนตรี ต้องนั่งอยู่ในสภาฟัง สส. อภิปราย และตอบคำถามแบบสดๆ ได้เลยไม่ต้องรอคิว รอสคริปต์ที่ข้าราชการเกียรติให้  

ส่วนต้องเตรียมองครักษ์ไว้หรือไม่ หากมีการประท้วง ณัฐพงษ์ ระบุว่า ปกติมีการเตรียมทีมที่เป็น สส. ที่มีความแม่นยำในข้อบังคับการประชุมอยู่แล้วในทุกการอภิปรายใหญ่ๆ 

เมื่อถามถึงการยื่นสํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ณัฐพงษ์ยืนยันถึง พ.ร.บ.ฮั้วประมูล มาตรา14 วรรคสอง ซึ่งเขียนไว้ค่อนข้างชัดมาก ว่าไม่จําเป็นต้องรอให้พฤติการณ์มีมูล ถ้า ป.ป.ช. เห็นพฤติกรรมที่ส่อเขาว่าจะมีการฮั้วประมูล เช่น การล็อกสเปค การตกลงการยื่นใบเสนอราคามาก่อนหน้า ที่ทําให้เห็นว่าราคาใกล้เคียงกัน แล้วสามารถล็อกได้เลยว่า ควรจะใช้ตรงไหนเป็นราคากลาง รวมถึงมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น เพียงแค่มีพฤติการณ์ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องสอบสวนตามกฎหมาย และเมื่อสอบสวนออกมาแล้ว ถ้ามีมูลก็ต้องดําเนินคดีต่อ  

โดยจากการประชุมคณะกรรมาธิการร่วม 2 คณะที่ผ่านมา มีตัวแทน ป.ป.ช. นั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย ซึ่งตนเองก็ได้มีการพยายามสอบถาม ไม่ต้องดูตามข้อกฎหมาย แต่ดูตามความประพฤติ พฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าเห็นว่ามีพฤติการณ์ที่ส่อเค้า ต้องดําเนินการสอบสวนทันที โดยไม่ต้องมีคนร้องด้วยซ้ํา ถ้า ป.ป.ช.ไม่ทํา แปลว่าทําผิดต่อกฎหมายละเว้นการปฏิบัติต่อหน้าที่เสียเอง ขอยืนยันว่า ป.ป.ช.สามารถดําเนินการได้ในทันที  

ณัฐพงษ์ ระบุอีกว่า รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามงบฯ สภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวในที่ประชุมว่า จะมีการส่งข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการไปยัง ป.ป.ช. ซึ่งเชื่อว่าในตัวข้อสังเกตดังกล่าว จะต้องมีการไล่เรียงบันทึกในที่ประชุมซึ่งทําให้เห็นพฤติการณ์ดังกล่าว ดังนั้น ในเชิงการให้ถ้อยคํา และลายลักษณ์อักษรที่ส่งไป จะเป็นตัวตั้งต้น ป.ป.ช. ต้องสามารถดําเนินการได้เลยทันที ในส่วนของเราก็จะดําเนินการควบคู่ขนานกันไป แต่ยังคงต้องใช้เวลาอีกเกือบหนึ่งเดือน 

ณัฐพงษ์ ย้ําด้วยว่า ป.ป.ช. มีหน้าที่ในการทํางานเชิงรุก เมื่อได้รับข้อสังเกต ต้องสามารถดําเนินการได้ในทันทีโดยไม่ต้องรอคําร้อง  

ส่วนกรณีฝ่ายรัฐมนตรีมีความมั่นใจ โดยท้าให้ยื่นได้เลยนั้น ณัฐพงษ์มองว่าเป็นเรื่องปกติ ที่จะต้องมีการออกมาแสดงข้อคิดเห็นแบบนั้น และยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเอง แต่ตนเองคิดว่าสิ่งที่รัฐมนตรีจะสามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองได้มากกว่านี้ นอกเหนือจากเรื่องที่ออกมาบอกว่ายินดีให้ตรวจสอบทุกอย่าง ก็คือการเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างให้โปร่งใส และมีการทบทวนการดําเนินโครงการนี้ใหม่ ในเมื่อสังคมตั้งคําถามขนาดนี้ การจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมาซึ่งมีเหตุผิดปกติเยอะ ทําไมไม่ยกเลิกไปก่อน เนื่องจากมีช่องทางตามสัญญาอยู่แล้ว ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง หากทําให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือต่อประโยชน์สาธารณะ ก็ยกเลิกและเปิดประมูลใหม่ได้ตามทีโออาร์ เพื่อคลายข้อสงสัยต่อสังคมมากกว่านี้ 

เมื่อถามว่าเป็นผลให้เกิดคดีของภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนด้วยหรือไม่ หลังจากออกมาเปิดเผยเรื่อง TH-AI Passport ณัฐพงษ์ ระบุว่า ตนเองเคยให้ข้อสังเกตส่วนนี้ไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าการออกมาแถลงข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นการแถลงข่าวที่ไม่ค่อยปกติมากเท่าไหร่ กลายเป็นว่าผู้ต้องสงสัยถูกเปิดชื่อ แต่ผู้ต้องหาไม่มีใครถูกเปิดชื่อเลยสักคน เป็นเรื่องที่แปลก ตนเองอยากให้ดีเอสไอทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา  

เมื่อถามว่าจะดำเนินคดีกลับหรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันในฝ่ายกฎหมายของพรรค ว่าถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฏหมาย หรือทำให้ตัวเองกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการโจมตีทำลายล้างฝั่งตรงข้าม เราเองก็พร้อมที่จะเก็บรวบรวมพยานหลักฐานทุกอย่าง และยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ  

ส่วนที่ภาวุธ ขาดการประชุมสภาในวันพฤหัสบดี ทั้งที่ก่อนหน้าบอกว่ามีประชุมเยอะมากนั้น ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถามภาวุธเอง ว่าทำไมวันนั้นถึงเดินทางมาที่สภาด้วยตนเองคงไปตอบแทนไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าวันนั้นทำธุระอะไรตรงไหน  

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนได้มีการพูดคุยอะไรกับภาวุธเพิ่มเติมหรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเองคงไม่ใช้คำว่าสอบสวน แต่จากกระบวนการสอบถามภายใน มีการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น เข้าใจว่าการทำทุรกรรมออนไลน์อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องการโอนเงินอยู่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้มีเรื่องของเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์เสมอไป ตนเองและพวกเราทุกคนก็ต้องคิดว่า ต้องให้ให้ความเป็นธรรมกับภาวุธด้วยเช่นเดียวกัน  

เมื่อถามว่าพรรคต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบหรือไม่ เหมือนกับกรณีที่ต้องสงสัยหลายกรณีก่อนหน้า ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรามีการตั้งคณะกรรมการเสาะหาข้อเท็จจริง ตนเองได้หารือกับพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากรูปการที่เราเห็นตอนนี้ ยังไม่มีหมายมาเหมือนกรณีสมาชิกพรรคคนอื่น ดังนั้น คงไม่ได้เข้าสู่กระบวนการทางวินัย จะเรียกว่าสอบสวนอาจจะไม่ถูก ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา แต่เราเองก็ไม่ได้นิ่งเฉย ก็มีการยกระดับการตรวจสอบภายในของเรา เพราะฉะนั้น เรื่องนี้คงจะตั้งทีมงานขึ้นมาเสาะหาข้อเท็จจริง และให้ภาวุธเข้ามาชี้แจง 

เมื่อถามว่าเงินจำนวน 28 ล้านบาทที่เข้ามาในบัญชีภาวุธ ได้มีการสอบถามหรือไม่ว่ามีที่มาอย่างไร ณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากคำชี้แจงของภาวุธ เขาเองก็เป็นคนที่เทรดอยู่แล้ว เช่นทองคำ หรืออะไรต่างๆ ตนคิดว่ารายละเอียดเรื่องนี้ เงิน มีที่มาที่ไปอย่างไร ให้ภาวุธชี้แจงด้วยตัวเอง น่าจะดีที่สุด

ณัฐพงษ์ กล่าวถึงความมั่นใจช่วงโค้งสุดท้ายของการสู้ศึกเลือกตั้งกรุงเทพมหานครของชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน ว่า มั่นใจในทีมงานของพรรคประชาชนทุกคน ทั้งชัยวัฒน์ และ ทีมผู้บริหาร ผู้สมัครสก. ทั้ง 50 คน และเหลือเวลาอีก 7 วันสุดท้าย ก่อนถึงวันที่ 28 มิ.ย. สิ่งที่สำคัญที่สุดของชาวกรุงเทพมหานครในวันนี้อยากให้ทุกคนออกไปกา เพื่อการเปลี่ยนแปลง ให้กทม. ดีขึ้น เรามีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ มาหลายสมัย แต่ที่ผ่านมา กทม. มีปัญหาที่ใหญ่กว่าปัญหาหน้าบ้าน นอกเหนือจากปัญหาทางเท้า ถนนไม่เรียบ น้ำไม่ระบาย ไฟไม่สว่างต่าง ๆ จริง ๆ ปัญหาค่าห้องชีพส่วยเทศกิจที่ยังอยู่ สินบนใบอนุญาตที่มีอยู่ สิ่งเหล่านี้มันแก้ไม่ได้ ถ้าเราไม่มีการเมืองท้องถิ่นในสภา กทม. ที่เข้ามาช่วยผู้ว่าฯ อีกแรง  

ดังนั้น การมีพลังของ สก. ที่เป็นตัวแทนของประชาชนที่แท้จริง ที่มาช่วยจัดการพิจารณางบประมาณให้โปร่งใส ผ่านข้อบัญญัติที่ก้าวหน้า คิดว่าจะเป็นอีกแรงสำคัญที่ทำให้เราเปลี่ยน กทม. ได้ดีกว่านี้ได้ ดังนั้น พรรคประชาชนเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีทีมบริหารอย่างชัยวัฒน์ที่พร้อมทำงาน มี สก. 50 คน 50 เขต และยังมีพลังของ สส. อีก119 คนในการผลักดันกฎหมายระดับประเทศที่สภาด้วย 

ส่วนผลโพลตอนนี้ที่มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แซงชัยวัฒน์ ไปแล้วนั้น จะทำให้คะแนนกลับมาได้หรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราน้อมรับทุกข้อคิดเห็นจากผลโพล แต่ตนเองสมัยการเลือกตั้งปี 2562 ผลโพลตนเอง อยู่ที่ 3 - 4 ด้วย แต่ก็ชนะการเลือกตั้งมาได้ โพลที่แม่นที่สุด คือโพลในวันเลือกตั้ง ดังนั้น จากวันนี้จนถึงวันเลือกตั้ง ตนเองและพรรคประชาชน ก็มีหน้าที่ออกไปทำให้พี่น้อง กทม. เห็นความสำคัญในสนามการเลือกตั้งครั้งนี้ แล้วออกไปเลือกตั้งด้วยความหวัง ครั้งนี้เราไม่ได้เลือกแค่มาแก้ปัญหาหน้าบ้าน แต่เราเลือกพ่อเมืองที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ออกไปด้วยความหวังให้กทม.ดีขึ้นกว่านี้ 

ส่วนหากพรรคประชาชนชนะการเลือกตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ จะยังเป็นที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ อยู่หรือไม่ ณัฐพงษ์กล่าวว่า ยังคงเป็นอยู่ในขณะนี้ ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไร 

ส่วนจะมีหมัดเด็ดอะไรในช่วงท้ายหรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า จาก Policy Fest ที่เรามีมีการเปิดงานออกไปเมื่อวานนี้ มีการแสดงวิสัยทัศน์ พูดถึงปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง การทำงานในสภา กทม. ที่ยกระดับมากขึ้น รวมถึงนโยบาย 100 วันจากวันนี้ถึงวันเลือกตั้ง เรามีการสื่อสารออกมาเรื่อย ๆ อยู่แล้วว่าอะไรที่เป็นประโยชน์มากที่สุดของคน กทม. ฝากให้ทุกคนติดตามการสื่อสารการทำงานของพวกเรา และผู้สมัครทุกคน เพื่อให้ทุกคนออกใช้สิทธิ์วันที่ 28 มิ.ย. นี้ ได้อย่างมีพลังมากที่สุด 

ณัฐพงษ์ กล่าวถึงกรณีการตั้งข้อสังเกตเรื่องสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันว่าเป็นการทำสงครามระหว่างค่ายสีน้ำเงินกับค่ายสีส้มนั้น ว่า ตนเองและพรรคประชาชนคงไม่ได้พุ่งเป้าการทำสงครามไปที่้พรรคการเมืองใด แต่สิ่งที่เราทำสงครามคือการเมืองในระบอบสีน้ำเงินที่ตนเองเคยพูดไปว่าใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทยซึ่งครอบคลุมไปถึงองค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐอื่นๆ รวมถึงธุรกิจการเมืองที่เกี่ยวข้องกับผู้รับเหมาสัมปทานภาครัฐต่างๆ ด้วยที่เป็นเสาค้ำจุนระบอบสีน้ำเงินนี้อยู่  

เรื่องนี้สุดท้ายก็โยงมาที่เรื่องกติกาสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ โดยจากกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกมาให้ความเห็นว่าตกลงแล้วผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญในคำวินิจฉัยที่ผ่านมาถึงคนที่เขียนเลยหรือกรรมการยกร่าง 

ดังนั้น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ก็สามารถมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนได้ ซึ่งขณะนี้แม้ว่าพรรคประชาชนจะยังไม่มีมติในที่ประชุม สส.นั้น แต่ตนเองสามารถให้ความเห็นได้เลยว่าเราพร้อมจะกลับมาปรับปรุงและทบทวนร่างใหม่ เพื่อให้ที่มาของ สสร.ยึดโยงกับประชาชนโดยตรงมากขึ้น 

“ขอส่งข้อเรียกร้องไปยังพรรคการเมืองทุกพรรคว่า ในเมื่อทุกพรรคพยายามบอกว่าอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน และเมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกมาให้ความเห็นเช่นนี้แล้ว ก็อยากให้ทุกพรรคทบทวนที่มาของ สสร.ที่มีความยึดโยงกับประชาชนและมาจากคูหาเลือกตั้งโดยตรงไปเลย วันนัดประชุมร่วมรัฐสภาที่จะมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้วนั้น ผมคิดว่าสามารถชะลอออกไปได้ ประชาชนสามารถรอได้หากเราได้ร่างรัฐธรรมนูญที่ดีขึ้น” ณัฐพงษ์ กล่าว  

เมื่อถามถึง กรณีที่นิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ออกมาระบุว่าความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่คำวินิจฉัย ไม่สามารถใช้ได้ มองว่าพรรคภูมิใจไทยอยากได้ สสร.ที่มาจากการเลือกของรัฐสภาโดยตรงเลยหรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องถามกลับไปไปยังนิกรว่าคนที่เขียนคำวินิจฉัยใช่ตุลาการหรือไม่ ดังนั้น ข้อคิดเห็นของตุลาการก็คือเจตนารมณ์ของคำวินิจฉัย หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่อยากให้นิกรหรือพรรคการเมืองอื่นๆ พยายามออกมาบิดคำตรงนี้ ตนเองคิดว่าข้อคิดเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญค่อนข้างชัดเจน  

เมื่อถามว่า เรื่องชะลอการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปนั้น พรรคประชาชนจะมีการส่งคนไปพูดคุยทำความเข้าใจกับฝั่ง สว.หรือไม่ ณัฐพงษ์ กล่าวว่า หาก สว.ใช้อำนาจของตัวเองที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่มีอิทธิพลของกลุ่มการเมืองใดครอบงำ ตนเองคิดว่าแต่ละคนก็เห็นได้ว่าเราสามารถชะลอกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญออกไปได้ จนกว่าเราจะได้ร่างใหม่เข้ามาตามที่ตุลาการให้ความเห็นไว้ ปรับปรุงให้ที่มาของ สสร.ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง

แต่หากทุกอย่างเดินหน้าก็เห็นได้ค่อนข้างชัด การให้ความเห็นของพรรคการเมืองในสภาล่าง การขยับเขยื้อนของสมาชิกวุฒิสภาในสภาบนบังเอิญออกมาในทิศทางเดียวกัน และยังยืนยันที่จะเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญที่เราเห็นว่า ไม่ใช่ร่างที่ประชาชนต้องการมากที่สุด หากเป็นเช่นนั้น ตนเองคิดว่ากระบวนการไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น  

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์