‘สภาฯ’ ถกเข้ม-โต้เดือด! ปม ‘นิรโทษกรรม ม.112’

17 ต.ค. 2567 - 16:18

  • ‘สภาฯ’ ถกรายงาน ‘นิรโทษกรรม’ สส. 2 ฝั่งอภิปรายเดือดปม ‘มาตรา 112’

  • ‘ชูศักดิ์’ ย้ำ ‘มาตรา 112’ ยังเป็นประเด็นอ่อนไหว-อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

  • แจงไม่มีบทบังคับ-ผูกมัดให้ ‘ครม.’ ดำเนินการ

House_of_Representatives_meeting_In_the_matter_of_amnesty_SPACEBAR_Hero_b055c836f2.jpg

ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี ภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวาระพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่มี ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กมธ. พิจารณาเสร็จแล้ว

ชูศักดิ์ ชี้แจงถึงรายงานตอนหนึ่ง ว่า การนิรโทษกรรมไม่ใช่การยกเลิกความผิด การกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายแต่สมควร เป็นการยกเลิกความรับผิดแก้ปัญหาข้ดแยงในบ้านเมืองในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

ทั้งนี้ การตรากฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือให้ประเทศเดินหน้า ซึ่งในอดีต ประเทศไทยมีกฎหมายนิรโทษกรรม 23 ฉบับ สำหรับรายงาน กมธ. เป็นการศึกษาแนวทางการตรากฎหมาย ไม่ใช่การพิจารณาหรือยกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งมีข้อเสนแนะแนวทางหากมีการยกร่าง หรือตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมต่อไปว่า ควรหรือไม่ควรรวมการกระทำที่เป็นประโยชน์ที่ต่อประเทศชาติโดยรวม

กมธ.เสนอความเห็นในทุกมิติ เพื่อให้สภาฯ ศึกษา เรียนรู้ รับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน แม้รายงานเป็นการศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ. แต่ได้เสนอแนะแนวทางอื่นๆ เพื่อยุติความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีของสังคมไทย เช่น ขอพระราชทานอภัยยโทษ แนวทางล้างมลทิน การชะลอการฟ้อง สั่งไม่ฟ้องคดีที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ และตรา พ.ร.บ.ที่มีเงื่อนไขตามกระบวนการที่เกิดขึ้น

— ชูศักดิ์ ศิรินิล

ชูศักดิ์ กล่าวถึงสาระของรายงาน กมธ. ว่าควรกำหนดขอบเขตการนิรโทษกรรม ตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน การกระทำที่ควรได้รับนิรโทษกรรม เน้นมูลเหตุที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง โดย กมธ.แยกในคดีหลัก เช่น ในฐานะเป็นกบฏ การกระทำในคดีรอง เช่น ความผิดต่อเจ้าพนักงาน และแยกคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองออกมาพิจารณาเฉพาะ

โดยแสดงเหตุผลทุกมิติ ทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงการแสวงหามาตรอื่นๆ เช่น การนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนไข สำหรับรูปแบบการนิรโทษกรม กำหนดให้เป็นการนิรโทษกรรมแบบอัตโนมัติ มีคณะกรรมการพิจารณาและผสมผสาน

ทั้งนี้ กรณีตั้งกรรมการนั้น เนื่องจากช่วงเวลาของเหตุการณ์ซึ่งมีคดีที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก เมื่อมีคณะกรรมการพิจารณาจะทำให้การนิรโทษกรรมถูกต้องเป็นธรรม

ชูศักดิ์ กล่าวด้วยว่า มีการเสนอแนะแนทางการตรา พ.ร.บ.อาจทำเป็นหลายฉบับเพราะเหตุการณ์ หรือพฤติกรรมของการกระทำนั้นแตกต่างกัน สำหรับข้อสังเกตของ กมธ.นั้นมีหลายแนวทาง เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องและ ครม.รับไปดำเนินการ เช่น การอำนวยความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 110 และ มาตรา 112 ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตของ กมธ.ไม่ได้บังคับหรือผูกมัด ครม.ที่จะดำเนินการตามที่เสนอ

รายงานนี้ ขอเลื่อนการพิจารณามา 2-3 ครั้ง เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันว่าไม่ใช่การพิจารณา พ.ร.บ. แต่เป็นการศึกษาของ กมธ.ที่ได้รับมอบหมายจากสภาฯ ดังนั้น ที่ประชุมควรรับทราบรายงาน เพื่อนำผลการศึกษาไปพิจารณาประกอบกับการยกร่างกฎหมายในอนาคต

— ชูศักดิ์ ศิรินิล

สส.เห็นต่าง 2 ฝั่ง ปม ‘นิรโทษกรรม ม.112’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงการอภิปรายรายงานของ กมธ.พร้อมกับแสดงความเห็นเพิ่มเติมต่อประเด็นการนิรโทษกรรม คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้นเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยทาง สส.พรรคฝ่ายค้าน ที่มีพรรคประชาชนเป็นแกนนำ ได้สนับสนุนให้การนิรโทษกรรม รวมถึงคดีมาตรา 112 ด้วย

‘พรรคประชาชน’ ลั่นต้องมีวุฒิภาวะ! อย่าขวาง ‘นิรโทษกรรม’ มองปิดประตูใส่ลูกหลาน

วีรนันท์​ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน อภิปรายว่า ในประเด็นของมาตรา 112  ที่ กมธ.วางแนวทางให้เป็นคดีอ่อนไหวทางการเมือง เชื่อว่าจะเป็นตีกรอบการนิรโทษกรรมที่คับแคบเกินไป ทั้งที่ควรเปิดกว้าง เบื้องต้นคาดว่าจะมีผลคือ กีดกันคดีดังกล่าวออกจากการนิรโทษกรรม

หากต้องการก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างความสามัคคี ต้องมัดรวมการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ด้วย

— วีรนันท์​ ฮวดศรี

ทางด้าน ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง สส.พระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน อ้างรายงานของ กมธ.ที่แสดงความเห็นต่อคดีมาตรา 112 แบบอิหลักอิ ไม่ชัดเจน จะทำให้ผู้ที่ต้องคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกกลั่นแกล้ง หรือแจ้งความเกินกว่าเหตุ จะเคว้งทันที

กรณีไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา112 จะไม่เกิดประโยชน์สูงสุดตามจำเป็น เท่ากับปิดประตูไม่ให้ลูกหลานเข้าบ้าน ดังนั้น ควรเปิดใจและคุยแบบมีวุฒิภาวะ

— ชริน วงศ์พันธ์เที่ยง

ขณะที่การอภิปรายของ สส.ฝั่งรัฐบาล มีความชัดเจนว่า การนิรโทษกรรม ไม่ควรรวมคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง หรือ มาตรา 112

โดย นพดล ปัทมะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุถึงการนิรโทษกรรมมาตรา 112 ตามรายงานดังกล่าวมีข้อสรุป แต่ไม่สรุป และระบุแนวทางเป็น 3 แนวทาง คือ ไม่นิรโทษกรรม, ให้นิรโทษกรรม และนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนไข พร้อมมองว่า ในประเด็นดังกล่าวสังคมมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ยังมีเวลาที่จะหาฉันทามติ แต่ไม่เห็นด้วยกับการรวมมาตรา 110 และมาตรา 112

‘ภูมิใจไทย’ ลั่นไม่ขอเป็นมิตร-ไม่ร่วมพิจารณาหากมีปม 112

ทางด้าน สนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีทางยอมให้มีการนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112  

ทั้งนี้ ไม่มีใครได้รับผลกระทบจากสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ปัจจุบัน มีกลุ่มบุคคลปลูกฝังให้คนเห็นต่าง เห็นความไม่สำคัญต่อสถาบัน ซึ่งไม่เห็นด้วย หากรายงานฉบับนี้ ผ่านไปถึง ครม.​และต้องร่างกฎหมาย หากอ้างว่าเป็นมติของสภาฯ ที่เห็นชอบรายงานศึกษา จะให้นิรโทษกรรม การกระทำล่วงละเมิดสถาบัน ทั้งมาตรา 110 หรือมาตรา 112

ยืนยันต่อประชาชนว่า คนของภูมิใจไทย ไม่เป็นมิตรและไม่ยินยอมกับการกระทำ ยืนยันเจตนารมณ์ว่า จะจงรักภักดีและปกป้องสถาบันให้ถึงที่สุด

— สนอง เทพอักษรณรงค์

ขณะที่ นันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจ กล่าวว่า การนิรโทษกรรมคดีการเมืองที่ชัดเจน พรรคภูมิใจไทยพร้อมร่วมพิจารณา แต่จะไม่ร่วมพิจารณามาตรา หรือรายงานฉบับนี้ทุกกรณี หากมีมาตรา 112

เรามีจุดยืนไม่แตะต้องและปกป้องมาตรา 112 ด้วยชีวิต พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยจะแตะต้องมาตรา 112 และจะไม่พิจารณาเด็ดขาดกับคนที่ทำผิดมาตรา 112 เพราะไม่ใช่ความผิดทางการเมือง

— นันทนา สงฆ์ประชา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์