



ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ลุกขึ้นหารือต่อ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เรื่องการบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังเกิดข้อขัดแย้งจากปมเอ่ยชื่อบุคคลภายนอกอย่าง ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ในญัตติฯ โดยตั้งข้อสงสัยว่า หนังสือที่ตอบกลับมาจากเลขาธิการสภาฯ เป็นคำสั่งโดยตรงจากประธานสภาฯ หรือไม่ พร้อมขอความชัดเจนว่า หากปรับถ้อยคำตามที่เสนอ สมาชิกจะสามารถอภิปรายได้เต็มที่หรือไม่
ถ้าวันนี้ พวกผมจะยอมปรับถ้อยคำในญัตติ ผมอยากได้ความชัดเจนว่าถ้าในวันประชุมจริง ท่านประธานฯ ต้องยึดตามข้อบังคับว่า การอภิปรายพาดพิงถึงบุคคลภายนอกกระทำได้ และพวกผมพร้อมที่จะเป็นผู้รับผิดรับชอบต่อการกระทำนั้นเอง โดยที่ประธานฯ จะไม่ใช้อำนาจของประธานฯ ในการขัดขวางการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
— ณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ขณะที่ประธานสภาฯ ยืนยันว่าหากอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ ก็สามารถอภิปรายได้ ไม่มีการขัดขวาง แต่ยืนกรานต้องตัดชื่อบุคคลภายนอก
ผมขอเรียนด้วยความสุจริตใจว่า เราจะให้คนใดคนหนึ่งหรือพูดล่วงหน้าไม่ได้ เพราะกติกาข้อบังคับมีหลายข้อ ขอความกรุณาเมื่อท่านบอกว่ายินดีจะแก้ญัตติ ก็ขอให้แก้อยู่ในกติกา และผมไม่ใช่คนแรกที่ให้มีการแก้ญัตติ, ผมอยู่ในสภาฯ นี้มา 40 ปี สมัยที่ท่านชวน เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนั้น อุทัย พิมพ์ใจชน เป็นประธานสภาฯ ท่านก็ขอให้ผู้ยื่นญัตติคือท่านชวน กับคณะไปแก้ไข ซึ่งท่านชวน ก็ไม่ได้เห็นด้วยว่าญัตติของท่านบกพร่อง แต่เพื่อให้ความร่วมมือการอภิปรายดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ท่านก็แก้ไขในบางส่วน สุดท้ายการประชุมก็ดำเนินไปด้วยดี
— วันมูหะมัดนอร์ มะทา
ฝ่ายค้านแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้ดุลพินิจของประธานฯ ในการตัดชื่อบุคคลภายนอกออกจากญัตติ โดยเห็นว่าไม่เป็นบรรทัดฐานที่เหมาะสม ขณะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอให้ใช้ข้อบังคับเปิดทางให้นายกฯ นำบุคคลภายนอกเข้าชี้แจงเพื่อความเป็นธรรม
ทางด้าน ชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นชี้แจงหลังถูกประธานสภาฯ พาดพิง โดยอธิบายถึงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจสมัยที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ว่ามีการขอให้แก้ไขถ้อยคำในญัตติ ไม่ได้เกี่ยวกับชื่อบุคคลใด โดยประธานสภาฯ ได้ขอให้แก้ไขคำว่า “กดขี่ข่มเหงราชการ” ให้เป็นอย่างอื่น จึงแก้เป็น “รัฐบาลชอบอำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงรังแกประชาชน” ซึ่งถือว่าแก้แล้วหนักกว่าเดิม แต่ประธานสภาฯ ไม่สามารถให้แก้เป็นครั้งที่ 2 ได้ ทำให้การอภิปรายในวันนั้น อภิปรายไปทั้งข้อความกดขี่ข่มเหงราชการและข้อความที่แก้ไขใหม่ พรอมย้ำว่า “ไม่ได้เกี่ยวกับชื่อบุคคล”
สุดท้าย ประธานสภาฯ ยืนยันว่าต้องดำเนินการตามกติกา และเปิดให้มีการหารือเพิ่มเติมในช่วงบ่ายเพื่อหาทางออกที่เหมาะสม







