เครือข่ายภาคประชาชน ในนามกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (ConforAll) นำโดย ณัชปกร นามเมือง ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ILaw) และภัสราวลีธนกิจวิบูลย์ผล แกนนำเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ ได้ยื่นเจตจำนงต่อการริเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ต่อเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุลรองประธานสภาฯ คนที่สอง
โดย เลิศศักดิ์ กล่าวว่า ตนเองยินดีที่ภาคประชาชนสนใจกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นนิมิตรหมายที่ดีของบ้านเมือง ที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ หลังจากนี้ จะทำตามขั้นตอนของสภาฯ เมื่อรับเรื่องแล้ว จะเสนอต่อโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ซึ่งประชาชนสามารถเริ่มกระบวนการเข้าช่ือให้ได้ 5 หมื่นชื่อ หากครบแล้ว สามารถยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภา โดยสภาฯ จะใช้เวลาตรวจสอบรายชื่อ เมื่อครบถ้วน และมีความพร้อม จะบรรจุเข้าสู่วาระต่อไป
ด้าน ภัสราวลี ระบุว่า วันนี้พวกเราเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ต้องการมายืนยันจุดยืนและหลักการต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่าประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้น ประชาชนต้องสามารถเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ เพราะเราเชื่อว่า 21.6 ล้านเสียงที่ลงมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หวังที่จะเห็นรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นของประชาชน ไม่ใช่รัฐธรรมนูญเพื่อการสืบทอดอำนาจของระบอบใดอีก
ภัสราวลี มองว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ไม่มีแผนเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เขียนไว้เลย แต่ต่อมาภายหลังได้ประมาณเดือนกว่า อยู่ๆก็เร่ง และพรรคภูมิใจไทยก็ออกมาบอกกว่า จะนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าที่ประชุมพรรค และได้ออกมาเป็นโมเดลผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ไม่มีการเลือกตั้งโดยประชาชนอยู่เลย แต่ให้อำนาจรัฐสภาที่สีน้ำเงินได้เปรียบเป็นคนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ซ้ำยังเพิ่มอำนาจให้ สว.มีสิทธิในการเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ ก่อนจะออกสู่การทำประชามติอีก
ภัสราวลี ชี้ว่า การเร่งกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในตอนนี้ของพรรคภูมิใจไทย อาจไม่ใช่ความจริงใจที่ต้องการ ทำตามประสงค์ของ 21.6 ล้านเสียงอย่างแท้จริง แต่อาจเป็นเพราะพรรคภูมิใจไทยมั่นใจแล้วว่า จะสามารถกุมทิศทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ จากความได้เปรียบของที่นั่งในสภา รวมถึงความสัมพันธ์อันดีกับวุฒิสภาเสียงส่วนใหญ่ ที่มักจะเห็นไปในทางเดียวกันกับพรรคภูมิใจไทย และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาโดยตลอด
ภัสราวลี ระบุอีกว่า เราในฐานะประชาชน จึงอดสังสัยไม่ได้ว่า กระบวนการที่เร่งภายใต้กลไกที่พรรคภูมิใจไทยได้เปรียบเช่นนี้ เป็นความตั้งใจจะทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง รวบรัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เอาหล่อ เพื่อสร้างภาพความรับผิดชอบอย่างลวงๆ ต่อ 21.6 ล้านเสียงหรือไม่
ท่ามกลางบรรยากาศของรัฐสภาที่ระบอบสีน้ำเงินมีอำนาจ ความหวังที่จะได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็น้อยลงไปทุกที ซ้ำร้ายยังต้องมาเจอกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ18/68 จากการไม่ได้ถามแต่แถมอย่างไม่มีเหตุผลที่บอกว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ข้อความนี้ขัดแย้งกับหลักการที่ว่า “ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ซึ่งหลักการนี้ ก็ปรากฎอยู่ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 4/64 ด้วยซ้ำ
ภัสราวลี เห็นว่า คำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกันเอง และไม่มีเหตุผลนี้ ได้สร้างความกลัวให้พรรคการเมืองในการออกแบบร่างที่ตรงตามหลักการระบอบประชาธิปไตย และมักถูกใช้เป็นข้ออ้างของคนที่ไม่อยากได้รัฐธรรมนูญประชาชน ไม่อยากให้ประชาชนได้เข้าไปกำหนดอำนาจผ่านการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะใช้กีดกันประชาชนออกจากการเมือง
หากสุดท้ายมีเพียงโมเดล สสร.ของภูมิใจไทยที่ผ่านไปสู่การจัดทำประชามติ เราขอประกาศ ไว้ตั้งแต่วันนี้เลยว่า พวกเราภาคประชาชนจะออกไปโหวตโน ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย อย่างแน่นอน เพราะเราไม่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงินเราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และเมื่อเราหวังกับสมาชิกรัฐสภาได้ไม่มาก พวกเราประชาชนคนธรรมดา ก็จะลงมือทำด้วยตัวเอง
ดังนั้น วันนี้พวกเราขอยืนยันว่า ประชาชนต้องได้เลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยการยื่นริเริ่ม เพื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 กำหนดโมเดล สสร.จากประชาชน ตามหลักการที่ว่าประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ
มีใจความสำคัญ ดังนี้ ในส่วนภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 300 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน 2 ระบบ คือแบบบัญชีรายชื่อ (ตัวแทนเชิงประเด็น) 150 คน หากใครได้ไม่ถึง 1 % ไม่ได้เป็นสสร. และแบบแบ่งเขต (ตัวแทนเชิงพื้นที่) 150 คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จังหวัดละ 1-5 คน ตามสัดส่วนประชากร
โดยมีกรรมธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวนไม่เกิน 35 คน มาจากการเห็นชอบโดย สสร. ซึ่งเลือกจาก สสร. ไม่น้อยกว่า 25 คน และจากผู้ที่มีความรู้ควาสามารถ ความเชี่ยวชาญอื่นๆ ไม่เกิน 10 คน โดยทั้งหมดนี้ ต้องคำนึงถึงความหลากหลายให้ครอบคลุมทุกกลุ่มคน และห้ามไม่ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารมาเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูยใหม่โดยเด็ดขาด
สำหรับการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องผ่าน 2 ด่าน คือ สสร.ต้องให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 แบบไม่ผ่านรัฐสภา ไม่ผ่านสว.สีน้ำเงิน และต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากการออกเสียงประชามติโดยประชาชน นี่คือรูปแบบการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามระบอบประชาธิปไตย ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่ประชาชน
หากพรรคการเมือง หรือกลุ่มก้อนการเมืองใด กลัวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากการสืบทอดอำนาจของระบอบเผด็จการ ก็ขอให้หลีกทางให้กับร่างของภาคประชาชน เปิดทางให้สภาเป็นพื้นที่ในการส่งต่อข้อเสนอนี้สู่การจัดทำประชามติ เพื่อถามประชาชน ว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากผลประชามติออกมาว่า ประชาชนต้องการตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนุญโดยตรง ไม่ใช่เพียงแค่ศาลรัฐธรรมนูญ 7 คน ไม่ว่าใครก็คงไม่สามารถหยุดยั้งผลมตินี้ได้ เราจะใช้สนามนี้ในการสู้กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวของพวกเราเอง
ดังนั้น หากพรรคการเมืองใด สีไหน หรือใครคิดจะขวางประชาชน คิดจะปัดตกร่างของประชาชน นั่นหมายความว่า คุณต้องการประกาศตัวเป็นศัตรูกับประชาชน เช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ และไม่ได้ต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นของประชาชน และอย่าอ้างว่า เรื่องกลัวคำวินิจฉัย เพราะหากคุณสยบยอมต่อคำวินิจฉัยเช่นนี้ แสดงว่าคุณเองก็ไม่เชื่อว่าประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเช่นกัน
นับจากนี้ ขอประกาศเชิญชวนประชาชนคนธรรมดา ร่วมกันลงชื่อยืนยันเจตนารมย์ ว่าประชาชนต้องได้เลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ มาร่วมกันสู้กับคำวินิจฉัยที่ไร้เหตุผล ยืนตัวตรงแทนคนในสภา เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญใหม่ฉบับประชาชน รัฐธรรมนูญที่คนธรรมดาได้ร่วมกันขีดเขียนอนาคตด้วยมือของเราเอง เพราะประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
ขณะที่ ณัชปกร กล่าวว่า ในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ จะเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อสนับสนุนผ่านทางเว็ปไซต์ของเครือข่ายฯ โดยคาดว่า จะใช้เวลารวบรวมรายชื่อได้ครบภายใน 1 เดือน อย่างไรก็ดี การเข้าชื่อดังกล่าวจะใช้กระบวนการออนไลน์ เบื้องต้นจะช่วยร่นเวลาของสภาต่อการตรวจสอบรายชื่อผู้สนับสนุน ที่เชื่อว่าจะใช้เวลาตรวจสอบน้อยกว่า 45 วัน
ส่วนมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภากำหนดเป็นต้นเดือน ก.ค. ควรชะลอออกไปก่อนหรือไม่ ณัชปกร กล่าวว่า ตนเองบอกไม่ได้ ว่ารัฐสภาควรจะรอหรือไม่ ถือเป็นความเห็นของประธานรัฐสภา ที่จะดำเนินการ
เมื่อถามว่าหากรัฐสภาโหวตไม่รับหลักการร่างแก้รัฐธรรมนูญของภาคประชาชน เพราะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร ณัชปกร กล่าวว่า สมาชิกรัฐสภาไม่ใช่ศาล ดังนั้น จะขัดหรือไม่ขัด คนที่ชี้คือศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมมองว่า สมาชิกรัฐสภาไม่ควรด่วนสรุป เมื่อสามารถบรรจุวาระแล้ว รัฐสภาควรพิจารณาดำเนินการ และให้ประชาชนตัดสินใจในคูหาประชามติ ตามที่ศาลวินิจฉัยว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน อย่าขวางตั้งแต่ต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การยื่นเจตจำนงของภาคประชาชนดังกล่าว พบว่ามีกลุ่ม สว. ได้แก่ นันทนา นันทวโรภาส เทวฤทธิ์ มณีฉาย สุนทร พฤกษพิพัฒน์ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย




