ต่างชาติผิดกฎหมาย “ทุนสีเทา-นอมินี-ฟอกเงิน-แย่งอาชีพ” เป็นภัยร้ายแรงคุกคามประเทศไทย
รายการ “สนามข่าว 96” ส่องประเด็นสังคมการเมือง ปัญหากลุ่มทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในประเทศไทยอย่างไม่ถูกต้อง กำลังเป็นประเด็นที่สังคมไทยจับตามองอย่างใกล้ชิด
ร่วมพูดคุยกับ 'ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์' ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณทิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) หลังผลสำรวจล่าสุดของ "นิด้าโพล" ได้เปิดเผยเรื่อง "ต่างชาติ ผิดกฎหมาย" ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าคนไทยมีความกังวลต่อสถานการณ์ต่างชาติทำผิดกฎหมาย ในระดับที่สูงมาก โดยเฉพาะประเด็นการฟอกเงินและการแย่งชิงทรัพยากรภายในประเทศ
โดย ผศ.ดร.สุวิชา กล่าวว่า เรื่อง “ต่างชาติ ผิดกฎหมาย” (สำรวจระหว่างวันที่ 13-15 กรกฎาคม 2569) พบว่าประชาชนถึงร้อยละ 94 มองว่ากลุ่มทุนสีเทาและการฟอกเงินเป็นภัยร้ายแรงที่สุด รองลงมาคือปัญหาการตั้งตัวแทนอำพรางหรือ “นอมินี” ร้อยละ 87 ตามมาด้วยการแย่งอาชีพคนไทย ร้อยละ 84.96 ซึ่งประชาชนระบุว่าต่างชาติที่แย่งอาชีพคนไทยถือเป็นอันตรายต่อประเทศเช่นกัน
“เจ้าหน้าที่รัฐทุจริต” คือ ต้นตอของปัญหา
ผศ.ดร.สุวิชา กล่าวว่าสาเหตุหลักที่ต่างชาติกล้ากระทำความผิด เกิดจากการทุจริตและรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ช่องโหว่ของกฎหมายไทย เนื่องจากกฎหมายและมาตรการการตรวจสอบของบางหน่วยงานยังมีจุดบอด ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติสามารถใช้เป็นเครื่องมือหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้
นอกจากนี้ อาจมีกลุ่มนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจมืดและผลประโยชน์ทับซ้อน จึงทำให้ต่างชาติเข้ามากระทำความผิดได้ง่าย โดยแนวทางในการแก้ไขและรับมือกับปัญหานี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง
ผศ.ดร.สุวิชา กล่าวต่อว่า ประเด็นดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย โดยมีสาเหตุหลักจากความอ่อนแอของระบบราชการและการบังคับใช้กฎหมาย
สำหรับแนวทางแก้ไข การลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตอย่างเด็ดขาดคือนโยบายที่ควรทำมากที่สุด ซึ่งผลสำรวจร้อยละ 63.82 เห็นควรให้รีบดำเนินการ ตามด้วยการตรวจสอบเส้นทางการเงินเข้มงวดขึ้น และการปรับปรุงกฎหมายคนเข้าเมืองให้ทันสมัย
“หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เร่งปฏิรูปและจัดการอย่างจริงจัง ไม่รีบจัดการให้ดี ปัญหานี้อาจนำไปสู่วิกฤตด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ประเทศไทยเราอาจจะเจอปัญหาที่รุนแรงได้ในอนาคต” ผศ.ดร.สุวิชา กล่าว




