สงครามรั้ว ‘ราชสีห์’ สิงห์น้ำเงิน-แดง VS สิงห์ดำ จากยุค ‘เพื่อไทย’ สู่ ‘ภูมิใจไทย’

7 พ.ค. 2569 - 16:19

  • ก.พ.ค. ฟัน ‘ภูมิธรรม - ปลัดมท.’ ย้าย 2 อธิบดี ‘ไชยวัฒน์-นฤชา’ เข้ากรุ ’ผู้ตรวจฯ‘ ก.ค.68 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เหตุใช้เวลาเพียง 4 วัน หลังมอบนโยบาย ชี้มีวัตถุประสงค์อื่น ไม่ใช่ประโยชน์ราชการ

  • ‘ไชยวัฒน์‘ เล็งหารือทีมกฎหมายฟ้อง ‘ภูมิธรรม - ปลัด มท.’ เดินหน้าเอาผิด ขอความเป็นธรรม ขณะที่ ‘นฤชา’ รับลูก ‘ไชยวัฒน์’ เล็งฟ้องกลับ ย้ำเป็นบรรทัดฐานให้ ‘ข้าราชการ’ พึงสังวร

สงครามรั้ว ‘ราชสีห์’ สิงห์น้ำเงิน-แดง VS สิงห์ดำ จากยุค ‘เพื่อไทย’ สู่ ‘ภูมิใจไทย’

ก.พ.ค. ฟันวินิจฉัย ‘ภูมิธรรม – ปลัด มท.’ ย้าย ‘2 อธิบดี’ เข้ากรุ

วรวิทย์  สุขบุญ ประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) แถลงผลการประชุม ก.พ.ค. ว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนเมื่อ ก.ค.2568 กรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอรายชื่อต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการโยกย้ายอธิบดีสองรายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ในกระทรวงมหาดไทยโดยให้เหตุผลว่า เพื่อเหตุผลความจำเป็นของราชการ ต่อมาข้าราชการสองรายดังกล่าวได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. เมื่อวันที่ 6 ส.ค.

และวันที่ 14 ส.ค.2568 ตามลำดับ ซึ่ง ก.พ.ค. ได้มีมติรับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาและดำเนินการตามกระบวนการ ขณะนี้ ก.พ.ค. ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว โดยผลการพิจารณา ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จำนวน 6 เสียง (วรวิทย์ สุขบุญ - ภาณุ สังขะวร - สุรพันธ์ บุรานนท์ - อติโชค ผลดี - ธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ และชำนาญ ทิพยชนวงศ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย เสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย คือ นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ และ ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ต่อ ภูมิธรรม เวชยชัย รมว.มหาดไทย ในขณะนั้น

ภายหลังจากที่ รมว.มหาดไทยมอบ นโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในขณะนั้นผู้ร้องทุกข์ยังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่ต้องนำนโยบายที่ รมว.มหาดไทย มอบหมายมา นำไปหาวิธีการหรือแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับภารกิจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมการปกครอง  อีกทั้งในฐานะผู้บริหารของหน่วยงานย่อมต้องถ่ายทอดนโยบายสู่ข้าราชการของกรมซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างเป็นรูปธรรม

ประธาน ก.พ.ค. กล่าวต่อว่า การดำเนินการดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพื่อให้ปรากฏประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อหน่วยงานและประชาชนเสียก่อน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า ภูมิธรรม ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เมื่อวันที่ 3ก.ค. 2568 ต่อมาวันที่ 4 ก.ค.2568 ได้ประชุมมอบนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และต่อมาวันที่ 7ก.ค. 2568 ปลัดกระทรวงมหาดไทย กลับดำเนินการเสนอรายชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสองราย ให้พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและให้พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ตามลำดับ

โดย รมว.มหาดไทย ได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 8ก.ค. 2568 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4 วันนับแต่วันมอบนโยบาย แสดงให้เห็นว่าไม่มีระยะเวลาให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองได้ดำเนินการนำนโยบายที่ได้รับมอบหมายมาไปสู่การปฏิบัติราชการ ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครองเลย

ดังจะเห็นได้จากกระทรวงมหาดไทย เพิ่งมีคำสั่งที่ 2704/2568 ลงวันที่ 3ก.ย.2568 มอบหมายให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รับผิดชอบเขตตรวจราชการ ซึ่งเป็นระยะเวลาล่วงเลยมาหนึ่งเดือนเศษ นับแต่วันมีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองเป็นผู้ตรวจราชการมีผล โดยเฉพาะกรณีของ ไชยวัฒน์ จะเหลือเวลาปฏิบัติราชการไม่ถึง 1 เดือนก็จะเกษียณอายุราชการ 

จึงไม่อาจขับเคลื่อนนโยบาย (แก้ไขปัญหายาเสพติด) ให้สำเร็จได้ และแม้ รมว.มหาดไทย และปลัดกระทรวงมหาดไทยจะมีอำนาจตามกฎหมายแต่ต้องใช้อำนาจดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย

วรวิทย์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นการเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจึงแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทำที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เหตุผลความจำเป็นของทางราชการที่แท้จริง

นอกจากนี้ แม้การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครอง ตามลำดับ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงจะเป็นการโอนให้ไปดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นกัน

ซึ่งทั้งสองตำแหน่งมีเงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราที่เท่ากัน แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก กับลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่าง ๆ ของตำแหน่งอธิบดีกับตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ตามที่ ก.พ. กำหนดไว้ในมาตรฐานกำหนดตำแหน่งจะเห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนว่า ผู้ตรวจราชการกระทรวงไม่มีลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และในด้านบริหารทรัพยากรและงบประมาณ และเมื่อพิจารณาถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ถือเป็นการบริหารงานในฐานะผู้ตรวจราชการและแนะนำการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ หรือให้คำปรึกษาของส่วนราชการระดับกระทรวง และปลัดกระทรวงมหาดไทยยังได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นการมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจราชการในพื้นที่ยุทธศาสตร์

รวมถึงให้มีอำนาจกำกับดูแลในภาพรวมครอบคลุมทุกเขตตรวจราชการ แต่ไม่มีหน่วยงานในสังกัดของตน มีหน้าที่เพียงการตรวจราชการและให้คำแนะนำในการปฏิบัติราชการแก่หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มีอำนาจสั่งการให้ปฏิบัติงานและไม่อาจใช้อำนาจในการบริหารรวมถึงการบังคับบัญชาได้จริง

ประธาน ก.พ.ค. กล่าวว่า ขณะที่ในส่วนของการดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม อันเป็นหน่วยงานเดิมของผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รายนั้น ตำแหน่งอธิบดีทำหน้าที่ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกรม เป็นผู้นำนโยบายจากรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมาสู่การปฏิบัติ และมีอำนาจในการบริหารงาน สั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการทั้งกรม และขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้สัมฤทธิ์ผล ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ อีกทั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครองนับว่ามีภารกิจเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานในจังหวัดและพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ จึงถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญอย่างยิ่งหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย

กรณีจึงเชื่อได้ว่าการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มิได้เกิดจากความจำเป็นของทางราชการหรือเหตุผลด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใด

ประธาน ก.พ.ค. ระบุ

วรวิทย์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นการโอนผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รายจากตำแหน่งอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสำคัญรวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยถอยลง และอาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์ เป็นการกระทำอันมิชอบ

จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42 และมาตรา 57 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

อย่างไรก็ตาม แม้การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายพ้นจากตำแหน่งอธิบดี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่า นฤชา ผู้ร้องทุกข์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีลักษณะเดียวกัน

และ ไชยวัฒน์ ผู้ร้องทุกข์อีกรายได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ดังนั้นการจะเพิกถอนการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิมย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีคำวินิจฉัยให้จำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ

วรวิทย์ กล่าวด้วยว่า ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างน้อย จำนวน 1เสียง (สิทธิพงษ์ ปึงวงศานุรักษ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การโอนย้ายผู้ร้องทุกข์ทั้งสองรายจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและอธิบดีกรมการปกครอง ตามลำดับ ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นไปตามขั้นตอน และวิธีการตามนัยมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 63วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอนหรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2567และเป็นการใช้ดุลพินิจในการโอนผู้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วคำร้องทุกข์ฟังไม่ขึ้น ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรวินิจฉัยให้ยกคำร้องทุกข์ทั้งสองราย

‘ไชยวัฒน์‘ เล็งฟ้อง ‘ภูมิธรรม - ปลัด มท.’ เดินหน้าเอาผิด ขอความเป็นธรรม

ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องกราบขอบคุณ ก.พ.ค. ที่ให้ความเป็นธรรม หลังจากที่ตนถูกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโยกย้ายให้มาเป็นผู้ตรวจราชการฯ โดยหลังจากนี้จะดำเนินการตามระเบียบกฎหมายต่อไป

ส่วนจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไรนั้น ขอปรึกษาทีมกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อจะเรียกร้องความเป็นธรรม และปกป้องชื่อเสียงของเรา ซึ่งดำเนินการให้เป็นไปตามความชอบธรรมตามระเบียบของกฎหมาย

เมื่อถามว่า การดำเนินการตามกฎหมายหลังจากนี้จะทำเพียงคนเดียวหรือควบคู่กับ นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือไม่ ไชยวัฒน์ ระบุว่า คงจะต้องมีการปรึกษาหารือกัน เนื่องจากตนและนฤชาถูกคำสั่งในลักษณะเดียวกัน

เมื่อถามว่า การโยกย้ายในครั้งนั้น ที่ ก.พ.ค. ระบุว่า ย้ายเพราะมีวัตถุประสงค์อื่น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ เป็นเพราะสาเหตุใด ไชยวัฒน์ กล่าวว่า เนื่องจาก ภูมิธรรม เข้ามาดำรงตำแหน่ง และพวกตนได้รับนโยบาย ซึ่งยังไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ แต่กลับถูกโยกย้าย ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ โดยสิ่งเหล่านี้ก็ว่าไปตามเหตุตามผลต่อไป

 ‘นฤชา’ เล็งฟ้องกลับ - เป็นบรรทัดฐานให้ ขรก. พึงสังวร

นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์ว่า  เพิ่งได้รับทราบจากสื่อที่ปรากฏคำแถลงข่าวจาก ก.พ.ค. ถือว่าเป็นการได้รับความเป็นธรรมจาก ก.พ.ค.ซึ่งพิจารณาล่าช้ามาก  ทราบว่ามีการโต้ตอบหนังสือ กลับไปกลับมา ขอขยายเวลาชี้แจงข้อเท็จจริงเป็นหนังสือจากผู้มีหน้าที่ตั้งหลายครั้ง

สุดท้ายตนต้องทำหนังสือทวงถามผลการพิจารณาเอง เพราะอยากรู้ว่าการกระทำเช่นนั้นมันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต่อไปก็จะต้องมาพิจารณาว่าขั้นตอนการเสนอเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายตนนั้น มีการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาชอบหรือไม่ชอบอย่างไร  มีเหตุผลหรือไม่ กล่าวคือตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นจน ครม. เห็นชอบใครตั้งเรื่อง ใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนสั่ง ชอบหรือไม่ เจ้าหน้าที่ผู้ที่ทำหน้าที่ตรงนั้น ก็ต้องไปชี้แจงต่อศาลเอง 

เรื่องนี้จะเป็นบรรทัดฐานให้ผู้บังคับบัญชา ข้าราชการที่มีอำนาจ แต่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย พึงสังวร  การใช้อำนาจต้องคู่กับคุณธรรม นอกจากเคสนี้ยังมีการกระทำเช่นนี้อีกหลายกรณี ทั้งย้ายผู้บริหารส่วนกลาง ถอยกลับไปเป็นนายอำเภอ ทำให้เสียสิทธิ์ เสียโอกาสในความเจริญก้าวหน้า เป็นต้น

นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ กล่าว

นฤชา กล่าวด้วยว่า ตนเห็นด้วย กับ ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตอธิบดีกรมปกครอง ที่ หลังจากนี้ดำเนินการตามระเบียบกฎหมายต่อไป และตนก็เอาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ภูมิธรรม อดีตรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย จบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ (สิงห์ดำ) อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดมหาดไทย จบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ (สิงห์ดำ) ส่วน นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง จบปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ (สิงห์แดง) อดีตผู้ว่าฯ จ.บุรีรัมย์ และ ไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ จบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง อดีตอธิบดีกรมปกครอง อดีตผู้ว่าฯ จ.บุรีรัมย์

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์