เปิดปฏิบัติการล้างบ้าน! สางปม ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ขณะที่ ป.ป.ช.รับเป็น ‘คดีพิเศษ’

8 ก.ค. 2569 - 18:06

  • “คดีทุจริตสอบท้องถิ่น” กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ระบบราชการ และการกระจายอำนาจทั้งประเทศ

  • ‘ปกรณ์ นิลประพันธ์’ ประกาศ “ล้างบ้าน” เดินหน้าตรวจสอบทุกมิติทั้งคดีอาญา วินัย และจริยธรรม พร้อมเร่งอุดช่องโหว่ที่เปิดทางให้เกิดการซื้อขายตำแหน่ง

  • ‘ป.ป.ช.’ รับเรื่องเป็น “คดีพิเศษ” ลุยไต่สวนเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ตั้งแต่ผู้จัดสอบ ผู้แก้คะแนน นายหน้า ไปจนถึงผู้ได้รับประโยชน์จากการทุจริต

เปิดปฏิบัติการล้างบ้าน! สางปม ‘โกงสอบท้องถิ่น’ ขณะที่ ป.ป.ช.รับเป็น ‘คดีพิเศษ’

ปมร้อน “คดีทุจริตโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568” กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ซึ่งถูกทิ่มแทงจากปัญหา “คอร์รัปชัน” มาทุกยุคทุกสมัย อีกทั้งยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบราชการท้องถิ่นโดยตรง

ล่าสุด ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น พร้อมเปรียบการดำเนินการครั้งนี้เป็นโอกาสในการ “ล้างบ้าน” เพื่อกำจัดปัญหาทุจริตที่ฝังรากอยู่ในระบบ

โดยในช่วงเช้า ปกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในกรณีดังกล่าวเป็นครั้งแรก โดยย้ำว่าคดีนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นและหลักการกระจายอำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยตรง

ปกรณ์กล่าวว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญกำหนดให้การบริหารงานบุคคลต้องยึดหลักคุณธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นร้ายแรงเกินกว่าจะอธิบายได้เพียงว่า “ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม” เพราะเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของระบบทั้งระบบ พร้อมระบุว่า คณะกรรมการชุดนี้มีโอกาสสำคัญในการ “ล้างบ้าน” และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา

รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด โดยในส่วนคดีอาญาและการสอบสวนทางวินัยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าตามอำนาจหน้าที่ ขณะที่คณะกรรมการชุดนี้จะมุ่งตรวจสอบช่องโหว่ของระบบทั้งหมด เพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

ผมเป็นอดีตข้าราชการเก่า เห็นภาพแล้วสะเทือนใจอย่างยิ่ง และผมจริงจัง วันก่อนพูดกับผู้สื่อข่าวว่า ดีใจที่เห็นภาพนี้ เพราะจะได้เป็นโอกาสที่จะล้างบ้าน ซึ่งนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะมีโอกาสทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศนี้ เพราะการทุจริตเปรียบเสมือน “มะเร็งร้าย” ระบบท้องถิ่นของประเทศไทย ระบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยถูกทำลายเสียหายยับเยิน และจะเป็นปัญหาอย่างยิ่งต่อการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นหลักสำคัญของรัฐธรรมนูญ ขอฝากคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝากปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย

ปกรณ์ นิลประพันธ์

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเด็นด้านจริยธรรมที่มักถูกมองข้าม พร้อมขอให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณานำมาตรฐานทางจริยธรรมมาใช้ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องควบคู่ไปกับการดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะผู้ที่ใช้ตำแหน่งหรือช่องทางในระบบราชการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่ควรได้รับโอกาสให้อยู่ในระบบการเมืองหรือระบบราชการต่อไป

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงกรอบการทำงานและระยะเวลาการดำเนินงานของคณะกรรมการ โดยเตรียมตั้งคณะทำงานร่วมจากหลายหน่วยงาน เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง

ตั้งกรอบสอบ 30 วัน รายงานนายกฯ สองระยะ

ภายหลังการประชุม ปกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีกรอบเวลาทำงาน 30 วัน โดยจะเร่งดำเนินการทันที แม้เดือนกรกฎาคมจะมีวันหยุดหลายวันก็ตาม ทั้งนี้ รายงานผลชุดแรกจะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายในวันที่ 15 กรกฎาคม และรายงานฉบับที่สองคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 27 กรกฎาคม

สำหรับการดำเนินงาน จะมีการตั้งคณะทำงานร่วม โดยมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นแกนหลัก ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

รื้อทั้งระบบ ปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดซ้ำ

ปกรณ์ เผยด้วยว่าการประชุมครั้งแรกใช้เวลาเพียงประมาณ 30 นาที เพราะทุกฝ่ายทราบแนวทางการทำงานอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหารือนาน แต่ต้องเร่งลงมือปฏิบัติทันที พร้อมย้ำว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นรากฐานสำคัญของการกระจายอำนาจในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นระบบต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ผู้ที่กระทำผิดต้องถูกนำออกจากระบบ

เขาระบุว่า ในส่วนของคดีอาญา ป.ป.ช. กำลังดำเนินการอยู่ ขณะที่กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบด้านวินัย ส่วนคณะกรรมการชุดนี้จะมุ่งตรวจสอบช่องโหว่ของกระบวนการสอบทั้งหมด รวมถึงพิจารณาประเด็นด้านจริยธรรมของข้าราชการและบุคลากรท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ขาดจริยธรรมเข้ามาอยู่ในระบบราชการอีก

เมื่อถูกถามว่าคณะกรรมการชุดนี้จะมีบทบาทคล้ายคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีสำคัญระดับประเทศที่ผ่านมาหรือไม่ ปกรณ์ ระบุว่าแนวทางการทำงานใกล้เคียงกัน คือมุ่งหาช่องโหว่ของระบบและเสนอแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ รวมถึงพิจารณาความจำเป็นในการปรับปรุงหรือออกกฎหมายใหม่ โดยข้อสรุปทั้งหมดจะถูกรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ไม่ใช่แค่คดีอาญา แต่ต้องเอาผิดทางจริยธรรม

ส่วนประเด็นด้านจริยธรรม ปกรณ์ ย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การดำเนินคดีทางกฎหมาย เพราะผู้ที่ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงย่อมไม่ควรดำรงตำแหน่งสำคัญในภาครัฐหรือทางการเมือง จึงได้มอบหมายให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ และให้สำนักงาน ก.พ. ศึกษาแนวทางตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรม เพื่อใช้จัดการผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม

สำหรับกรณีที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ตรวจพบคะแนนสอบไม่ตรงกับกระดาษคำตอบมากกว่า 5,000 ราย นายปกรณ์ระบุว่า ยังต้องรอข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกระทรวงมหาดไทยเพื่อประกอบการพิจารณา เนื่องจากคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจวินิจฉัยโดยตรง ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ในการกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป

ดัน e-Exam ลดความเสี่ยงทุจริตในอนาคต

นอกจากการสะสางคดีที่เกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลยังมองไปถึงการป้องกันปัญหาในระยะยาว โดย ปกรณ์ กล่าวถึงแผนยกระดับการสอบของสำนักงาน ก.พ. ที่เตรียมปรับการสอบภาค ก. เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Exam มากขึ้น

เขามองว่าระบบดังกล่าวจะช่วยลดภาระการเดินทางของผู้เข้าสอบทั่วประเทศ เพิ่มความสะดวกในการจัดสอบ และลดโอกาสการทุจริตในกระบวนการสอบได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องคำนึงถึงความถูกต้องในการตรวจข้อสอบและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัดด้านอินเทอร์เน็ต ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี จึงจะขยายระบบได้ครบทุกพื้นที่

ป.ป.ช. รับเป็น “คดีพิเศษ” ลุยไต่สวนผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม

ในวันเดียวกัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยกระดับคดีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการไต่สวนในฐานะ “คดีพิเศษ”

โดย สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า จากการรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐาน พบข้อเท็จจริงและหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายกลุ่มร่วมกระทำการทุจริต ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีหน้าที่จัดสอบและประกาศผลสอบ ตลอดจนบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขคะแนนและเรียกรับผลประโยชน์

ป.ป.ช. เห็นว่าคดีดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ อยู่ในความสนใจของประชาชนและส่งผลกระทบในวงกว้าง จึงมีมติรับเรื่องไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 51 เพื่อดำเนินการตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ ไปจนถึงกลุ่มผู้แก้ไขคะแนน กลุ่มนายหน้าเรียกรับเงิน และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการทุจริต

พร้อมกันนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. จะประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสนับสนุนการไต่สวน

กางโผบัญชีโยงปมฉาว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อผู้ถูกตรวจสอบเบื้องต้นครอบคลุมทั้งอดีตและปัจจุบันของผู้บริหารกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกข้อสอบและประกาศผลสอบ ตลอดจนเครือข่ายบุคคลที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการแก้ไขคะแนนและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบจำนวนมาก

โดยรายชื่อกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดสอบและประกาศผลสอบ ได้แก่

  1. ร.ต.ท. ภพชนก ชลานุเคราะห์
    อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (29 ก.ค. 2568 - 11 พ.ย. 2568)
  2. ธีรุตม์ ศุกวิบูลย์ผล
    อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (12 พ.ย. 2568 - 24 มิ.ย. 2569)
  3. วันชัย จันทร์พร
    ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.ท. และประธานคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  4. วรสุดา รัตนสุคนธ์
    ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
    (ภรรยาของ แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ กรรมการ ป.ป.ช. และอดีตอธิบดีกรมการปกครอง)
  5. ปรารถนา ช้อนแก้ว
    ผู้แทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  6. พุทธิมา ตระการวนิช
    ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  7. จารุมาศ สมบูรณ์ศิลป์
    ผู้แทนอธิบดีกรมบัญชีกลาง กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  8. พนมเทียน เส้งวั่น
    ผู้อำนวยการกองบุคคลท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
    กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  9. ศักดิ์ สมบุญโต
    ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.จ. กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  10. เวนิต วัฒนธำรง
    ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.จ. กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  11. พันจ่าเอก ชนินทร์ ราชมณี
    ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.ท. กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  12. ศรีพงศ์ บุตรงามดี
    ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.อบต. กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  13. พิษณุ พรหมจารีย์
    ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.อบต. กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  14. สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์
    นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล
    กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  15. วุฒิชัย วงศ์ปัญโญ
    นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา
    กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  16. อำพล ยุติโกมินทร์
    ปลัดเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี
    กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  17. เชื้อ ฮั่นจินดา
    ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลาหมอ
    กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  18. ธนนท์ พรรพีภาส
    รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
    กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  19. ปิยะ คังกัน
    ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริหารงานบุคคลท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
    เลขานุการคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  20. อัธยา นวลอุทัย
    ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย
    กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
  21. เรืองเดช ศิริกิจ
    ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  22. บุรณี แพรโรจน์
    ผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ส่วนกลุ่มผู้ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการแก้ไขคะแนนสอบและนายหน้าเรียกรับเงิน ได้แก่

  1. วิน ธนพชรโภคิน (อัศวิน โชติพนัง) (วิน)
    ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  2. ศตพร ธนพชรโภคิน (จ๋ำ)
  3. พิชิต ทั้งพรม (ดร.เอ)
    ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์
  4. สุภาวิณี ทั้งพรม (พี่สุ)
    กรรมการผู้จัดการ บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด
  5. ดาราวรรณ อัจฉริยประสิทธิ์ (กอล์ฟ)
  6. จันทร์จิรา ลักษณะกุลบุตร (พริก)
  7. พ.อ.อ. ณัฐพงษ์ ทั้งพรมพาณิชย์ (นายกทรัพย์)
    นายกเทศมนตรีเมืองวิเชียรบุรี
  8. ดาราวรรณ อัจฉริยะประสิทธิ์ (กอล์ฟ)
    วิศวกรโยธา เทศบาลเมืองปลายบาง
  9. จันทร์จิรา ลักษณะกุลบุตร (มอ.พริก)
    ผู้อำนวยการสำนักการช่าง เทศบาลนครนนทบุรี
  10. ทักษิณ เชื้อวงศ์ (ช่างใหญ่)
    วิศวกรโยธาชำนาญการ เทศบาลเมืองบางแม่นาง
  11. ทินกร เชื้อวงศ์ (ช่างเล็ก)
    วิศวกรโยธาชำนาญการ เทศบาลเมืองบางแม่นาง
  12. วิญญ วงทันใจ (ช่างยู)
    นายช่างโยธาอาวุโส เทศบาลเมืองบางแม่นาง
  13. รชนีกร จันทรเสนา (รองปุ๊ก)
    รองปลัดเทศบาลนครนนทบุรี
  14. ทรงเดช นวลมะ (ผอ.เจียบ)
    ผู้อำนวยการกองช่าง เทศบาลเมืองบางแม่นาง
  15. นนท์ปวิธ นาคสุขปาน (แกละ)
    เทศบาลเมืองปลายบาง
  16. สายัน นพกิจ (ช่างเป้า)
    นายช่างโยธาชำนาญงาน เทศบาลเมืองบางแม่นาง
  17. ฉัตรพิศุทธิ์ ธรรมศิริ (เต้ย)
    ลูกจ้าง บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด
  18. นงลักษณ์ พรมมิน
    เจ้าพนักงานชุมชนปฏิบัติงาน เทศบาลเมืองบางแม่นาง
  19. ปารณีย์ ศรีทอง (ป่าน)
    นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ เทศบาลเมืองบางแม่นาง
  20. วราพร นพกิจ (มิน)
    เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติการ เทศบาลเมืองปลายบาง
  21. ศุภณัฐกรณ์ สารพล (เบนซ์)
    นักพัฒนาชุมชนชำนาญการ เทศบาลเมืองบางแม่นาง
  22. วราภรณ์ ลบล้ำเลิศ (แนน)
    นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกอง
  23. สุภาวิตา ชมภูประทีป (จูน)
    นักวิชาการจัดเก็บรายได้ปฏิบัติการ องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกอง
  24. จตุรวัฒน์ โสภิณ (คิง)
    เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปฏิบัติงาน
    เทศบาลตำบลบางใหญ่ จ.นนทบุรี
  25. ธงชัย ใจสูงเนิน (ธง)
    เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
    องค์การบริหารส่วนตำบลระแหง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี
  26. กิตติ์พิพัฒน์ วัจนภรณ์ (ไอซ์)
  27. ธนพล สุขอิ่ม (ไกด์)
    นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ เทศบาลเมืองปลายบาง
  28. สุธิดา สุขคุ้ม (ดา)
    นักพัฒนาชุมชนชำนาญการ เทศบาลเมืองเสาธงหิน
  29. ชาฎก ภักดีอักษร (ชัน)
  30. กรกฤช วงศ์ดี (อั่น)
  31. ธีรวุฒิ พุทธวงศ์ (อาร์ท)
  32. โชษิตา มุกดาสนิท (อะตอม)
    นักประชาสัมพันธ์ เทศบาลเมืองปลายบาง
  33. พิสิษฐ์ ศรีอินทสุทธิ์ (โบ๊ท)

‘กมธ.ป.ป.ช.’ ลุยคลี่ปม ‘โกงสอบท้องถิ่น’ เรียก 4 ฝ่ายแจง

อีกด้าน อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ วันที่ 9 กรกฎาคมนี้ จะพิจารณากรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าของการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด โดยได้เชิญ 4 หน่วยงานเข้าชี้แจงข้อมูล ประกอบด้วย

1. อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

2. ประธานคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น

3. อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

4. ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

พร้อมเผยด้วยว่า ที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีมติชัดเจนให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างถึงที่สุด โดยยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะดำรงตำแหน่งระดับใดก็ตาม

บททดสอบใหญ่ของภาครัฐ

คดีโกงสอบท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงคดีทุจริตในการสอบบรรจุบุคลากรภาครัฐ แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ระบบราชการท้องถิ่น และการกระจายอำนาจของประเทศ เพราะหากกระบวนการคัดเลือกบุคลากรถูกแทรกแซงด้วยเงินและอิทธิพล ย่อมกระทบต่อคุณภาพการบริหารท้องถิ่นในระยะยาว

การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบของรัฐบาลควบคู่กับการรับคดีเป็นคดีพิเศษของ ป.ป.ช. จึงไม่ใช่เพียงการตามหาผู้กระทำผิด แต่เป็นความพยายามในการรื้อระบบ ตรวจหาช่องโหว่ และสร้างกลไกป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก

ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคม การคลี่คลายคดีนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะถูกดำเนินคดี” แต่อีกด้านคือการพิสูจน์ว่ารัฐสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสอบและระบบราชการท้องถิ่นได้มากน้อยเพียงใด หลังคดีนี้ได้เปิดบาดแผลครั้งใหญ่ให้สังคมเห็นอย่างชัดเจน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์