ปมร้อน “คดีทุจริตโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568” กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ซึ่งถูกทิ่มแทงจากปัญหา “คอร์รัปชัน” มาทุกยุคทุกสมัย อีกทั้งยังกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบราชการท้องถิ่นโดยตรง
ล่าสุด ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น พร้อมเปรียบการดำเนินการครั้งนี้เป็นโอกาสในการ “ล้างบ้าน” เพื่อกำจัดปัญหาทุจริตที่ฝังรากอยู่ในระบบ
โดยในช่วงเช้า ปกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในกรณีดังกล่าวเป็นครั้งแรก โดยย้ำว่าคดีนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นปัญหาที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นและหลักการกระจายอำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยตรง
ปกรณ์กล่าวว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญกำหนดให้การบริหารงานบุคคลต้องยึดหลักคุณธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นร้ายแรงเกินกว่าจะอธิบายได้เพียงว่า “ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม” เพราะเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของระบบทั้งระบบ พร้อมระบุว่า คณะกรรมการชุดนี้มีโอกาสสำคัญในการ “ล้างบ้าน” และฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา
รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด โดยในส่วนคดีอาญาและการสอบสวนทางวินัยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าตามอำนาจหน้าที่ ขณะที่คณะกรรมการชุดนี้จะมุ่งตรวจสอบช่องโหว่ของระบบทั้งหมด เพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีก
ผมเป็นอดีตข้าราชการเก่า เห็นภาพแล้วสะเทือนใจอย่างยิ่ง และผมจริงจัง วันก่อนพูดกับผู้สื่อข่าวว่า ดีใจที่เห็นภาพนี้ เพราะจะได้เป็นโอกาสที่จะล้างบ้าน ซึ่งนี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะมีโอกาสทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศนี้ เพราะการทุจริตเปรียบเสมือน “มะเร็งร้าย” ระบบท้องถิ่นของประเทศไทย ระบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยถูกทำลายเสียหายยับเยิน และจะเป็นปัญหาอย่างยิ่งต่อการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นหลักสำคัญของรัฐธรรมนูญ ขอฝากคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝากปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย
— ปกรณ์ นิลประพันธ์
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเด็นด้านจริยธรรมที่มักถูกมองข้าม พร้อมขอให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณานำมาตรฐานทางจริยธรรมมาใช้ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องควบคู่ไปกับการดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะผู้ที่ใช้ตำแหน่งหรือช่องทางในระบบราชการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่ควรได้รับโอกาสให้อยู่ในระบบการเมืองหรือระบบราชการต่อไป
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงกรอบการทำงานและระยะเวลาการดำเนินงานของคณะกรรมการ โดยเตรียมตั้งคณะทำงานร่วมจากหลายหน่วยงาน เพื่อเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในวงกว้าง
ตั้งกรอบสอบ 30 วัน รายงานนายกฯ สองระยะ
ภายหลังการประชุม ปกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวมีกรอบเวลาทำงาน 30 วัน โดยจะเร่งดำเนินการทันที แม้เดือนกรกฎาคมจะมีวันหยุดหลายวันก็ตาม ทั้งนี้ รายงานผลชุดแรกจะเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายในวันที่ 15 กรกฎาคม และรายงานฉบับที่สองคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 27 กรกฎาคม
สำหรับการดำเนินงาน จะมีการตั้งคณะทำงานร่วม โดยมอบหมายให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นแกนหลัก ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
รื้อทั้งระบบ ปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดซ้ำ
ปกรณ์ เผยด้วยว่าการประชุมครั้งแรกใช้เวลาเพียงประมาณ 30 นาที เพราะทุกฝ่ายทราบแนวทางการทำงานอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหารือนาน แต่ต้องเร่งลงมือปฏิบัติทันที พร้อมย้ำว่าการปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นรากฐานสำคัญของการกระจายอำนาจในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นระบบต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ผู้ที่กระทำผิดต้องถูกนำออกจากระบบ
เขาระบุว่า ในส่วนของคดีอาญา ป.ป.ช. กำลังดำเนินการอยู่ ขณะที่กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบด้านวินัย ส่วนคณะกรรมการชุดนี้จะมุ่งตรวจสอบช่องโหว่ของกระบวนการสอบทั้งหมด รวมถึงพิจารณาประเด็นด้านจริยธรรมของข้าราชการและบุคลากรท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ขาดจริยธรรมเข้ามาอยู่ในระบบราชการอีก
เมื่อถูกถามว่าคณะกรรมการชุดนี้จะมีบทบาทคล้ายคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีสำคัญระดับประเทศที่ผ่านมาหรือไม่ ปกรณ์ ระบุว่าแนวทางการทำงานใกล้เคียงกัน คือมุ่งหาช่องโหว่ของระบบและเสนอแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ รวมถึงพิจารณาความจำเป็นในการปรับปรุงหรือออกกฎหมายใหม่ โดยข้อสรุปทั้งหมดจะถูกรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ไม่ใช่แค่คดีอาญา แต่ต้องเอาผิดทางจริยธรรม
ส่วนประเด็นด้านจริยธรรม ปกรณ์ ย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การดำเนินคดีทางกฎหมาย เพราะผู้ที่ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงย่อมไม่ควรดำรงตำแหน่งสำคัญในภาครัฐหรือทางการเมือง จึงได้มอบหมายให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ และให้สำนักงาน ก.พ. ศึกษาแนวทางตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรม เพื่อใช้จัดการผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม
สำหรับกรณีที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ตรวจพบคะแนนสอบไม่ตรงกับกระดาษคำตอบมากกว่า 5,000 ราย นายปกรณ์ระบุว่า ยังต้องรอข้อมูลอย่างเป็นทางการจากกระทรวงมหาดไทยเพื่อประกอบการพิจารณา เนื่องจากคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีอำนาจวินิจฉัยโดยตรง ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ในการกำหนดแนวทางดำเนินการต่อไป
ดัน e-Exam ลดความเสี่ยงทุจริตในอนาคต
นอกจากการสะสางคดีที่เกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลยังมองไปถึงการป้องกันปัญหาในระยะยาว โดย ปกรณ์ กล่าวถึงแผนยกระดับการสอบของสำนักงาน ก.พ. ที่เตรียมปรับการสอบภาค ก. เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Exam มากขึ้น
เขามองว่าระบบดังกล่าวจะช่วยลดภาระการเดินทางของผู้เข้าสอบทั่วประเทศ เพิ่มความสะดวกในการจัดสอบ และลดโอกาสการทุจริตในกระบวนการสอบได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องคำนึงถึงความถูกต้องในการตรวจข้อสอบและความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังมีข้อจำกัดด้านอินเทอร์เน็ต ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี จึงจะขยายระบบได้ครบทุกพื้นที่
ป.ป.ช. รับเป็น “คดีพิเศษ” ลุยไต่สวนผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม
ในวันเดียวกัน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยกระดับคดีดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการไต่สวนในฐานะ “คดีพิเศษ”
โดย สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า จากการรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐาน พบข้อเท็จจริงและหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายกลุ่มร่วมกระทำการทุจริต ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้มีหน้าที่จัดสอบและประกาศผลสอบ ตลอดจนบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขคะแนนและเรียกรับผลประโยชน์
ป.ป.ช. เห็นว่าคดีดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ อยู่ในความสนใจของประชาชนและส่งผลกระทบในวงกว้าง จึงมีมติรับเรื่องไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 51 เพื่อดำเนินการตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คณะกรรมการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ ไปจนถึงกลุ่มผู้แก้ไขคะแนน กลุ่มนายหน้าเรียกรับเงิน และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการทุจริต
พร้อมกันนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. จะประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสนับสนุนการไต่สวน
กางโผบัญชีโยงปมฉาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อผู้ถูกตรวจสอบเบื้องต้นครอบคลุมทั้งอดีตและปัจจุบันของผู้บริหารกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกข้อสอบและประกาศผลสอบ ตลอดจนเครือข่ายบุคคลที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการแก้ไขคะแนนและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบจำนวนมาก
โดยรายชื่อกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดสอบและประกาศผลสอบ ได้แก่
- ร.ต.ท. ภพชนก ชลานุเคราะห์
อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (29 ก.ค. 2568 - 11 พ.ย. 2568) - ธีรุตม์ ศุกวิบูลย์ผล
อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (12 พ.ย. 2568 - 24 มิ.ย. 2569) - วันชัย จันทร์พร
ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.ท. และประธานคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - วรสุดา รัตนสุคนธ์
ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)
(ภรรยาของ แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ กรรมการ ป.ป.ช. และอดีตอธิบดีกรมการปกครอง) - ปรารถนา ช้อนแก้ว
ผู้แทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - พุทธิมา ตระการวนิช
ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - จารุมาศ สมบูรณ์ศิลป์
ผู้แทนอธิบดีกรมบัญชีกลาง กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - พนมเทียน เส้งวั่น
ผู้อำนวยการกองบุคคลท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - ศักดิ์ สมบุญโต
ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.จ. กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - เวนิต วัฒนธำรง
ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.จ. กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - พันจ่าเอก ชนินทร์ ราชมณี
ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.ท. กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - ศรีพงศ์ บุตรงามดี
ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.อบต. กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - พิษณุ พรหมจารีย์
ผู้ทรงคุณวุฒิ ก.อบต. กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - สัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล
กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - วุฒิชัย วงศ์ปัญโญ
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา
กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - อำพล ยุติโกมินทร์
ปลัดเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี
กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - เชื้อ ฮั่นจินดา
ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลาหมอ
กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - ธนนท์ พรรพีภาส
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - ปิยะ คังกัน
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริหารงานบุคคลท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
เลขานุการคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - อัธยา นวลอุทัย
ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย
กรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) - เรืองเดช ศิริกิจ
ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ - บุรณี แพรโรจน์
ผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ส่วนกลุ่มผู้ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการแก้ไขคะแนนสอบและนายหน้าเรียกรับเงิน ได้แก่
- วิน ธนพชรโภคิน (อัศวิน โชติพนัง) (วิน)
ที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ - ศตพร ธนพชรโภคิน (จ๋ำ)
- พิชิต ทั้งพรม (ดร.เอ)
ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ - สุภาวิณี ทั้งพรม (พี่สุ)
กรรมการผู้จัดการ บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด - ดาราวรรณ อัจฉริยประสิทธิ์ (กอล์ฟ)
- จันทร์จิรา ลักษณะกุลบุตร (พริก)
- พ.อ.อ. ณัฐพงษ์ ทั้งพรมพาณิชย์ (นายกทรัพย์)
นายกเทศมนตรีเมืองวิเชียรบุรี - ดาราวรรณ อัจฉริยะประสิทธิ์ (กอล์ฟ)
วิศวกรโยธา เทศบาลเมืองปลายบาง - จันทร์จิรา ลักษณะกุลบุตร (มอ.พริก)
ผู้อำนวยการสำนักการช่าง เทศบาลนครนนทบุรี - ทักษิณ เชื้อวงศ์ (ช่างใหญ่)
วิศวกรโยธาชำนาญการ เทศบาลเมืองบางแม่นาง - ทินกร เชื้อวงศ์ (ช่างเล็ก)
วิศวกรโยธาชำนาญการ เทศบาลเมืองบางแม่นาง - วิญญ วงทันใจ (ช่างยู)
นายช่างโยธาอาวุโส เทศบาลเมืองบางแม่นาง - รชนีกร จันทรเสนา (รองปุ๊ก)
รองปลัดเทศบาลนครนนทบุรี - ทรงเดช นวลมะ (ผอ.เจียบ)
ผู้อำนวยการกองช่าง เทศบาลเมืองบางแม่นาง - นนท์ปวิธ นาคสุขปาน (แกละ)
เทศบาลเมืองปลายบาง - สายัน นพกิจ (ช่างเป้า)
นายช่างโยธาชำนาญงาน เทศบาลเมืองบางแม่นาง - ฉัตรพิศุทธิ์ ธรรมศิริ (เต้ย)
ลูกจ้าง บริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด - นงลักษณ์ พรมมิน
เจ้าพนักงานชุมชนปฏิบัติงาน เทศบาลเมืองบางแม่นาง - ปารณีย์ ศรีทอง (ป่าน)
นักจัดการงานทั่วไปปฏิบัติการ เทศบาลเมืองบางแม่นาง - วราพร นพกิจ (มิน)
เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติการ เทศบาลเมืองปลายบาง - ศุภณัฐกรณ์ สารพล (เบนซ์)
นักพัฒนาชุมชนชำนาญการ เทศบาลเมืองบางแม่นาง - วราภรณ์ ลบล้ำเลิศ (แนน)
นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกอง - สุภาวิตา ชมภูประทีป (จูน)
นักวิชาการจัดเก็บรายได้ปฏิบัติการ องค์การบริหารส่วนตำบลบางขุนกอง - จตุรวัฒน์ โสภิณ (คิง)
เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปฏิบัติงาน
เทศบาลตำบลบางใหญ่ จ.นนทบุรี - ธงชัย ใจสูงเนิน (ธง)
เจ้าพนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
องค์การบริหารส่วนตำบลระแหง อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี - กิตติ์พิพัฒน์ วัจนภรณ์ (ไอซ์)
- ธนพล สุขอิ่ม (ไกด์)
นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ เทศบาลเมืองปลายบาง - สุธิดา สุขคุ้ม (ดา)
นักพัฒนาชุมชนชำนาญการ เทศบาลเมืองเสาธงหิน - ชาฎก ภักดีอักษร (ชัน)
- กรกฤช วงศ์ดี (อั่น)
- ธีรวุฒิ พุทธวงศ์ (อาร์ท)
- โชษิตา มุกดาสนิท (อะตอม)
นักประชาสัมพันธ์ เทศบาลเมืองปลายบาง - พิสิษฐ์ ศรีอินทสุทธิ์ (โบ๊ท)
‘กมธ.ป.ป.ช.’ ลุยคลี่ปม ‘โกงสอบท้องถิ่น’ เรียก 4 ฝ่ายแจง
อีกด้าน อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ วันที่ 9 กรกฎาคมนี้ จะพิจารณากรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าของการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด โดยได้เชิญ 4 หน่วยงานเข้าชี้แจงข้อมูล ประกอบด้วย
1. อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
2. ประธานคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น
3. อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
4. ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
พร้อมเผยด้วยว่า ที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีมติชัดเจนให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างถึงที่สุด โดยยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะดำรงตำแหน่งระดับใดก็ตาม
บททดสอบใหญ่ของภาครัฐ
คดีโกงสอบท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงคดีทุจริตในการสอบบรรจุบุคลากรภาครัฐ แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ระบบราชการท้องถิ่น และการกระจายอำนาจของประเทศ เพราะหากกระบวนการคัดเลือกบุคลากรถูกแทรกแซงด้วยเงินและอิทธิพล ย่อมกระทบต่อคุณภาพการบริหารท้องถิ่นในระยะยาว
การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบของรัฐบาลควบคู่กับการรับคดีเป็นคดีพิเศษของ ป.ป.ช. จึงไม่ใช่เพียงการตามหาผู้กระทำผิด แต่เป็นความพยายามในการรื้อระบบ ตรวจหาช่องโหว่ และสร้างกลไกป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก
ท่ามกลางแรงกดดันจากสังคม การคลี่คลายคดีนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะถูกดำเนินคดี” แต่อีกด้านคือการพิสูจน์ว่ารัฐสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบสอบและระบบราชการท้องถิ่นได้มากน้อยเพียงใด หลังคดีนี้ได้เปิดบาดแผลครั้งใหญ่ให้สังคมเห็นอย่างชัดเจน




