พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในวันนี้ว่า มีแนวโน้มที่โดนัลด์ ทรัมป์จะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับประเทศไทย ใน 2 เรื่อง คือ 1.ความตึงเครียดในเชิงภูมิประเทศ ระหว่างสหรัฐกับจีนสูงขึ้น ไม่ว่าใครจะมาเป็นประธานาธิบดี แต่โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีความตึงเครียดสูงขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งจะเป็นทางวิกฤตและโอกาสที่ไทยต้องรับมือ เราต้องพยายามฉวยมาให้ได้ ซึ่งมีโอกาสความเป็นไปได้หากสถานการณ์ตึงเครียดรัฐบาลสหรัฐจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน สินค้าจีนจะส่งออกไปยังสหรัฐฯยากขึ้น จึงเป็นไปได้ว่า จะมีบางส่วนจะระบายสินค้ามาที่ไทย รัฐบาลไทยต้องวางแผนในการรับมือ หากสินค้าจีนเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นจะช่วยผู้ประกอบการไทยอย่างไร ซึ่งพรรคประชาชนมีสส.อยู่ในคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจและติดตามเรื่องนี้อยู่ ส่วนเรื่องโอกาส หากมีสถานการณ์ตึงเครียด คืออาจมีการย้ายฐานการผลิต เป็นโอกาสที่ไทยจะดึงนักลงทุนเข้ามาเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพ
พริษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า 2.คือปัญหาโรครวน ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาโรครวนน้อยกว่า ประธานาธิบดีสหรัฐคนก่อนหน้านี้ และมีนโยบายที่เกี่ยวข้องน้อยกว่า กมลา แฮริส จึงเป็นสิ่งสำคัญว่าไทยจะแสวงหาความร่วมมือ จากประเทศอื่นในโลกอย่างไร ในการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือที่ผ่านมา เป็นสิ่งบ่งบอกชัดเจนว่าหากไม่แก้ปัญหาโรครวน ภัยพิบัติจะรุนแรงและถี่ขึ้น ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งเร็วๆ นี้จะมีการประชุมการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ COP ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องรีบหารือกับทุกประเทศ
ส่วนที่มีความกังวลว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนไทยจะถูกบีบนั้น พริษฐ์ กล่าวว่าเป็น สิ่งท้าทายที่ทุกประเทศเจออยู่แล้ว ในภูมิประเทศที่เป็นความตึงเครียดของมหาอำนาจ แต่จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนปกป้องผลประโยชน์ของคนในประเทศให้ได้มากที่สุด ภายใต้กรอบอาเซียน และการทำนโยบายต่างประเทศ ที่มีท่าทีจุดยืนยึดหลักการ ซึ่งการยึดหลักการจะทำให้ไทยมีที่ยืนในเวทีโลก
ส่วนที่มีการวิเคราะห์กันว่านโยบายของกมลา แฮริสเน้นเรื่องของประชาธิปไตย แต่โดนัลด์ ทรัมป์เน้นเรื่องปากท้องทำให้ผลการนับคะแนนอาจทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ คะแนนนำ เป็นการสะท้อนการเลือกตั้งในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยว่า หลายคนมองเรื่องปากท้อง มากกว่าประชาธิปไตยนั้น พริษฐ์ ยืนยันว่า ไม่ได้ตีความแบบนั้น เพราะสุดท้ายเรื่องประชาธิปไตยกับปากท้องคือเรื่องเดียวกัน ต้องไปควบคู่กัน ระบอบประชาธิปไตย จุดแข็งคืออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน เป็นกลไก ที่จะรับประกันว่านโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลออกมา ต้องตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน อย่าไปหลุดอยู่ในกรอบของการตีความให้ประเทศเรา หรือประเทศใดต้องเลือกระหว่างประชาธิปไตยกับปากท้อง
พริษฐ์ ในฐานะกรรมาธิการร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ยังกล่าวถึงการประชุมร่วมพ.ร.บ.ประชามติว่า เบื้องต้นหวังว่า การประชุมของกรรมาธิการร่วมกัน 2 สภาฯ ไม่ควรใช้เวลานานเพราะประเด็นที่เห็นต่างกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภามีแค่ประเด็นเดียว คือ เรื่องใช้กติกาเสียงข้างมาก 1 ชั้นหรือ 2 ชั้น สำหรับประชามติที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ หากรัฐบาลยึดแผนเดิม คือการทำประชามติ 3 ครั้ง และจะไม่ทำครั้งแรก จนกว่ามีการแก้พ.ร.บ.ประชามติเสร็จ เกรงว่า จะมีความเป็นไปได้น้อยมาก ที่เราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ถูกจัดทำโดย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป เพราะตามแผนเดิมมีความประสงค์ที่จะให้ประชาติครั้งแรกพร้อมกับการเลือกตั้งท้องถิ่นในช่วงต้นปี 68 ซึ่งร่างพ.ร.บ.ประชามติยังไม่สรุป ก็มีความเป็นไปได้น้อยมาก ว่ากรอบเวลาดังกล่าวจะเป็นจริงได้ หนทางเดียวที่จะเราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ถูกจัดทำโดย ส.ส.ร. ใช้บังคับก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป คือการลดจำนวนประชามติจาก 3 ครั้งเหลือ 2 ครั้ง
ซึ่งพรรคประชาชนก็ยืนยันมาโดยตลอดว่า หากยึดความจำเป็นทางกฎหมาย 2 ครั้งก็เพียงพอ แต่จะเป็นเช่นนั้นได้จะต้องหารือกับมี 3 บุคคลสำคัญ ซึ่งทางกรรมาธิการพัฒนาการเมืองสภาผู้แทนราษฎรได้ทำหนังสือเพื่อขอหารือแล้ว คือ
1.ประธานรัฐสภาวันมูหะมัดนอร์ มาทา ที่ได้ตอบกลับมา ให้เข้าหารือในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ เพราะความจำเป็นในการเข้าพบประธานรัฐสภาเพื่อชี้แจง ถึงกระบวนการการบรรจุ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการ มีส.ส.ร.ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนได้ยื่นไปตั้งแต่ต้นปี แต่ประธานรัฐสภาไม่บรรจุในระเบียบวาระ เพราะกังวลว่าจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงหวังว่าการหารือในช่วงปลายเดือนนี้ จะเป็นการคลายข้อกังวลให้กับประธานรัฐสภาว่า การบรรจุร่างดังกล่าวในระเบียบวาระไม่ขัดรัฐธรรมนูญ หากดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยก็จะเห็นภาพชัดมากกว่านี้ จึงหวังว่าประธานรัฐสภาจะทบทวนและบรรจุร่างดังกล่าว
บุคคลที่ 2 คือ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายรัฐบาล หากประธานรัฐสภาบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมร่างดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการลงมติความเห็นชอบของสส.แต่ละพรรคและสว.จึงอยากเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเพื่อพยายามที่จะเชิญชวนให้ทุกพรรคการเมืองในซีกรัฐบาลเห็นตรงกันถึงแนวทางการทำประชามติ 2 ครั้ง และพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการ มีส.ส.ร.จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และขอความร่วมมือสส.ทุกพรรคการเมืองโน้มน้าว ให้สว.ให้ความเห็นชอบด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อวานนี้ ได้ทราบด้วยวาจาจากคำสัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีที่ยินดีให้เราเข้าไปพบ ซึ่งหนังสือขอเข้าพบได้ออกไปเมื่อวันศุกร์ ที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และอยู่ในขั้นตอนของสำนักเลขานายกรัฐมนตรีแล้ว
บุคคลสุดท้ายที่อยากหารือคือ ตัวแทนจากศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะยืนยันว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าต้องทำประชามติ 3 ครั้ง แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนของทุกฝ่าย ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง หากศาลรัฐธรรมนูญจะมาขยายความเพิ่มเติมว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หมายถึงขั้นตอนอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ที่สภาผู้แทนราษฎรได้ส่งหนังสือไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเรื่องนี้อีกครั้ง แต่ศาลไม่รับไว้ วินิจฉัยโดยบอกว่าคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ชัดเจนแล้ว ดังนั้นหากมีตัวแทนของศาลรัฐธรรมนูญมาขยายความเรื่องนี้ก็จะเป็นประโยชน์ให้ทุกฝ่ายสบายใจในการเดินหน้าทำประชามติ 2 ครั้ง ซึ่งหวังว่าทั้ง 3 บุคคลที่คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองสภาผู้แทนราษฎรขอหารือจะสำเร็จได้ภายในเดือนนี้
ส่วนกรณีที่ในการประชุมครั้งแรกของกรรมาธิการร่วม ดูเหมือนเสียงสส.จะแพ้โหวดฝั่ง สว. นั้น พริษฐ์ กล่าวว่า ถ้าดูผลการลงมติ เลือกประธานในที่ประชุม ตัวแทนจากทางวุฒิสภาได้คะแนนมากกว่า จำนวนสว. ที่เข้าประชุมในวันนั้น ดังนั้นหมายความว่า คงมีกรรมาธิการสัดส่วนสภาผู้แทนราษฎรที่ไปลงมติให้กับทางซีกสว. แต่ไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นใคร เพราะเป็นการลงมติแบบลับ
ส่วนตัวแทนฝั่ง สส.ของพรรคภูมิใจไทย มีแนวโน้มว่าจะเห็นด้วยกับการทำ ประชามติ 2 ชั้น ซึ่งเป็นความเห็นเดียวกับทางฝั่งวุฒิสภานั้น พริษฐ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการคุยในรายละเอียดลงลึกในเนื้อหาแต่ถ้าวิเคราะห์จากการลงมติในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็จะเห็นว่า สส.ทุกพรรคมีการลงมติ ยืนยันร่างของสส.มีเพียงพรรคเดียวที่งดออกเสียง คือพรรคภูมิใจไทยจึงพอจะอนุมานได้ว่า หากจะมีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจะเห็นด้วยกับสว. ก็อาจจะเป็นพรรคภูมิใจไทยแต่จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ก็ต้องพูดคุยกันในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งในวันนี้คงจะได้รับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเพิ่มมากขึ้น ส่วนตัวในฐานะกรรมาธิการก็ไปย้อนฟังการอภิปรายของสว.และเชื่อว่าจะสามารถตอบข้อกังวล ของทางฝั่งสว.ได้
ทั้งนี้ หากกรรมาธิการร่วมได้ข้อสรุป ที่สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบ สภาผู้แทนราษฎรก็สามารถยืนยันร่างของสภาผู้แทนราษฎรได้ เพียงแต่จะต้องบวกเวลาเพิ่มอีก 6 เดือนและหลายคนก็กังวลจะกระทบกับไทม์ไลน์ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ข้อกังวลเหล่านี้จะหายไป หากเราหันไปใช้กระบวนการที่มีการทำประชามติ 2 ครั้ง ซึ่งใน 6 เดือนตรงนี้ จะไม่ส่งผลกระทบกับไทม์ไลน์ดังกล่าว เพราะขั้นตอนแรก ไม่ใช่การจัดทำประชามติเลยแต่เป็นการที่รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับส.ส.ร. ซึ่งกว่าที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับส.ส.ร.สำเร็จ ข้อสรุปเรื่องพร.บ.ประชามติก็เรียบร้อยแล้ว และการทำประชามติก็จะไม่ล่าช้าออกไป ดังนั้น การที่เราหันมาใช้แผนการทำประชามติ 2 ครั้ง ดูน่าจะเป็นทางออกที่ทำให้เราได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้ก่อนการเลือกตั้งมากที่สุดและรัฐบาลสามารถที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้
“ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ความสำคัญกับการประชุมกมธ.ร่วมพ.ร.บ.ประชามติทำเต็มที่อยู่แล้ว แต่จะบอกว่าถ้าเราอยากจะหาช่องทางที่ทำให้เราไม่ต้องมากังวลว่า กระบวนการในการหาข้อสรุปเรื่องพรบประชามติจะใช้เวลาเท่าไหร่ คือหันไปใช้แผนการทำประชามติ 2 ครั้งก็จะทำให้เราไม่เจออุปสรรคและไม่เป็นอุปสรรคต่อแผน”
— พริษฐ์ กล่าว
ส่วนการไม่บรรจุระเบียบวาระของ วันมูหะมัดนอร์ ก่อนหน้านี้นั้น เหมือนเป็นเครื่องยืนยันว่า ประธานรัฐสภาทำถูกต้องแล้ว พริษฐ์ กล่าวว่า ไม่เคยมีใครวินิจฉัยว่า การบรรจุหรือไม่บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาว่ารัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่จะต้องมีการทำประชามติ 1 ครั้งก่อนและหลังแต่สิ่งที่แต่ละฝ่ายตีความกันการทำประชามติ 1 ครั้งก่อนคือก่อนอะไร ซึ่งถ้าเป็นในมุมมองของตัวเองและพรรคเพื่อไทย คือก่อนที่จะมีส.ส.ร.จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ถ้าเป็นในมุมมองของที่ปรึกษาของประธานสภาฯ ไปตีความว่า 1 ครั้งก่อน คือก่อนที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขใดๆ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตั้งแต่วาระ 1 จึงทำให้จำนวนการทำประชามติเพิ่มขึ้นอีก 1 ครั้ง นี่คือข้อแตกต่าง ของการตีความคำวินิจฉัยของสารรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไปดูความเห็นของตุลาการแต่ละคน ส่วนใหญ่เขียนชัดว่าประชามติ 2 ครั้งพอ ก็หวังว่าข้อมูลตรงนี้จะเอากลับมาขยายความละเอียดมากขึ้นและหารือกับประธานสภาเพื่อเห็นว่า การบรรจุร่างดังกล่าวไม่ได้ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ทั้งนี้หากมีการหารือแล้วแต่ยังไม่บรรจุร่าง แก้ไขรัฐธรรมนูญอีก มองว่าเราคุยด้วยเหตุและผลทางพรรคแกนนำฝ่ายค้านพรรคแกนนำรัฐบาลก็เห็นตรงกันในเรื่องนี้มาโดยตลอดว่าประชามติ 2 ครั้งเพียงพอแล้ว จึงคิดว่า ฉันทามติของทั้งพรรคแกนนำฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลจะชี้ให้ประธานได้เห็น
สำหรับการเลือกตั้งอบจ.ทั่วประเทศ ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้ตรงกับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ซึ่งตรงกับวันเสาร์นั้น เป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะอาจจะมีอุปสรรคในการลางานออกไปใช้สิทธิ์ เนื่องจากประชาชนที่ทำงานในบริษัทเอกชนมักจะทำงานวันเสาร์ด้วย ส่วนบางคนที่ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ แต่ทำงานคนละจังหวัดกับภูมิลำเนา ทำให้เวลาเดินทางถูกบีบให้แคบลง เรื่องนี้ก็ยังไม่เห็นเหตุผลว่า ทำไมกกต.จึงเลือกเป็นวันเสาร์และยังไม่มีการชี้แจงของกกต. ซึ่งที่ผ่านมา การเลือกตั้งเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ทั้งหมด จึงไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงย้ายมาเป็นวันเสาร์ แต่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการปรับเปลี่ยนได้และขอให้กกต.ทบทวนปรับใช้มาเป็นวันอาทิตย์แทนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะออกมาใช้สิทธิ์
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเป็นความท้าทายของกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ในการเชิญคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เข้ามาชี้แจงอยู่เรื่อยๆ แต่ล่าสุดกกต.ได้ออกหนังสือมาถึงกรรมาธิการว่า ถ้าหากต้องการที่จะให้มาชี้แจงต้องทำหนังสือล่วงหน้าไป 1 เดือน ดังนั้นจึงทำหนังสือขอเข้าพบในช่วงสมัยปิดประชุมเพื่อขอหาหรือในทุกประเด็น ซึ่งมีการนัดหมายกันในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ แต่ล่าสุดน่าจะมีการเลื่อนออกไป เป็นวันที่ 28 พฤศจิกายน แต่ก็หวังว่ากกตจะทบทวนให้เลื่อนขึ้นมาเร็วขึ้น
ส่วนการเลือกตั้งนายกอบจ.ที่หลายคนมองว่า หากนายกอบจ.ลาออกก่อนครบวาระ งบประมาณที่ใช้ก็จะต้องเพิ่มขึ้น เพราะการเลือกตั้งนายกอบจ.และสมาชิกอบจ.เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ซึ่งที่ผ่านมากรรมาธิการก็พยายามศึกษาเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นในหลากหลายประเด็น เพื่อให้สะดวกต่อทั้งประชาชนและผู้จัดมากขึ้น และทางออกที่พอจะเป็นไปได้ คือการทำให้วาระของนายกอบจ. และวาระของสมาชิกสภาอบจ.ตรงกัน และเกิดขึ้นพร้อมกันทุก 4 ปี




