เป็นอีกคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณี ‘เกาะกูด-MOU 44’ ได้อย่างร้อนแรงสำหรับ จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน
คราวนี้ จตุพร ตั้งข้อสังเกตผ่านโซเชียลมีเดีย ว่า เมื่อเกาะกูดเป็นของไทยแล้ว ไปทำ MOU 44 (ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร) ทำไม นอกจากนี้ สิ่งสำคัญรัฐต้องทำอยู่ 2 เรื่องคือ หนึ่งต้องชัดเจนเรื่องดินแดนว่า ตรงไหนเป็นของไทยหรือเป็นของกัมพูชา
รวมทั้งแหล่งพลังงานใต้ทะเล ควรชี้ให้ชัดว่า ถ้าอยู่ในดินแดนไทยต้องเป็นของไทย ในดินแดนกัมพูชาก็เป็นของกัมพูชา ส่วนพื้นที่ใดตกลงกันไม่ได้ โดยต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิต้องหยุดไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม ตลอด 50 ปีที่ผ่านมาที่ไม่สามารถเจรจากันไม่จบเพราะปัญหาดินแดนที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ และต่างฝ่ายต่างรักชาติกันทั้งนั้น ถ้าฝ่ายใดเสียดินแดนแล้ว ผลร้ายจะตามมา
สำหรับเรื่องที่สองนั้น จตุพร ระบุว่า รัฐบาลนี้ไม่เคยพูดความจริงว่า ได้ยกสัมปทานแหล่งพลังงานให้เชฟรอน สหรัฐ มากว่า 52 ปีมาแล้ว และสัญญาดังกล่าวยังมีสภาพบังคับอยู่ แต่รัฐบาลกลับอธิบายว่า อีก 15 ปีจะมีปัญหาด้านพลังงานทับซ้อน ซึ่งจะมารีบเจรจาวันนี้ทำไม
ถ้าตกลงเรื่องเขตแดนไม่ได้และยกเลิกสัญญากับเชฟรอนไม่ได้ เราก็ไม่ได้อะไรเลย แค่ได้ประโยชน์จากเก็บภาษีภาคหลวงเท่านั้น ทั้งราคาน้ำมัน ก๊าซ และแก๊สก็เท่าเดิม ใช้ไฟฟ้าจากก๊าซก็ราคาเท่ากับโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อน คนไทยไม่ได้อะไรเลย ต้องเปิดสัญญาออกมา กลัวอะไรจึงปกปิดไว้ ไม่พูดความจริง
— จตุพร พรหมพันธุ์
จตุพร ระบุว่า ถ้าไทยเจรจาแหล่งพลังงานก่อน แล้วสุ่มเสี่ยงกับการเสียดินแดน จะให้ประเทศไปเสี่ยงทำไม เพราะเชฟรอนได้ประโยชน์จากพลังงาน ไทยไม่ได้อะไรเลย ดังนั้น อย่าเสี่ยงเพราะเคยมีปมฉิบหายจากเสียดินแดนมาแล้ว
พร้อมย้ำถึงความสำคัญ 2 เรื่องที่รัฐบาลต้องทำกรณีรีบเร่งเจรจา MOU 44 กับกัมพูชา ว่า “ต้องตกลงเรื่องดินแดนให้ชัดเจนก่อนเจรจาผลประโยชน์จากแหล่งพลังงานใต้ทะเล พร้อมๆ กับเปิดสัญญาสัมปทานเชฟรอนให้สังคมรับรู้ความจริง”





