จิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะเรียกบริษัทโทรศัพท์มือถือ ‘ออปโป้’ (OPPO) และ ‘เรียลมี’ (Realme) เข้ามาชี้แจงกรณีแอปกู้เงินที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันนี้ (15 ม.ค.) ว่า วานที่ผ่านมา (14 ม.ค.) สคบ.ได้เชิญทั้ง 2 บริษัทมาแล้ว และวันนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อมูลเพื่ออัพเดตข้อมูลสถานการณ์ สรุปข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง รวมถึงจะดูข้อกฎหมายที่จะดำเนินการ เพื่อดูแลคุ้มครองผู้บริโภค
เมื่อถามว่า เบื้องต้นทาง 2 บริษัทชี้แจงกับทาง สคบ.ว่าอย่างไรบ้าง? จิราพร กล่าวว่า ได้รับรายงานว่ามีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน อาทิ พ.ร.บ.ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
และในส่วนของ สคบ.ได้ประสานตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) หากมีผู้ร้องเรียนเข้ามา ก็จะดำเนินการแทนประชาชน ส่วนผู้ที่ร้องเรียนเข้ามาขณะนี้มี 9 ราย
ขอแจ้งว่าหากใครถูกละเมิดสิทธิ์ หรือได้รับผลกระทบก็สามารถแจ้งมาทาง สคบ.ได้ ยินดีจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
— จิราพร สินธุไพร
เมื่อถามว่า ทั้ง 2 บริษัทต้องถูกดำเนินคดีอะไรหรือไม่? จิราพร กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่าแอปฯ ทางการเงินต้องมีการจดทะเบียนกับ ธปท. เบื้องต้นตามที่ ประเสริฐ จันทรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ดีอี ได้สอบสวนก็ยังไม่ได้จดทะเบียน ดังนั้น หากผิดก็ว่าไปตามผิด
ส่วนอีกประเด็น คือ เรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ต้องดูข้อเท็จจริงว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่, เจ้าตัวได้ยินยอมให้มีการเผยแพร่ข้อมูลหรือไม่
เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังไม่เริ่มดำเนินคดีใช่หรือไม่? จิราพร กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน และหลายข้อกฎหมาย จึงต้องเชิญหน่วยงานมาสรุปข้อเท็จจริงก่อน รวมถึงจะพูดคุยเรื่องมาตรการในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก
ส่วนเมื่อถามว่า มีผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกู้เงินและได้รับผลกระทบจะดูแลอย่างไร? จิราพร กล่าวว่า สามารถเข้ามาร้องเรียนได้ หาก สคบ.ใช้กฎหมายของตัวเองได้ ก็จะดำเนินการให้ แต่หากไปถึงหน่วยงานอื่น ก็จะช่วยประสาน

ถึงเวลากำหนดมาตรการ ‘ลงแอปฯ ในโทรศัพท์’
ด้าน ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีดังกล่าว ว่า เดิมไม่มีมาตรการกำกับดูแลตรงนี้ ฉะนั้นถึงเวลาที่ต้องกำหนดมาตรการ ในเรื่องการลงซอฟต์แวร์ หรือลงแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือหรือไอแพดต่างๆ
เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถที่จะเอาผิด 2 ค่ายนี้ได้ ใช่หรือไม่? ประเสริฐ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการตั้งข้อสังเกตของทั้ง 2 ค่ายนี้ คือ เรื่องการขออนุญาตในเรื่องการกู้ยืมเงิน ซึ่งต้องขออนุญาตจาก ธปท. โดยการตรวจสอบเบื้องต้น ธปท. ยืนยันมาแล้วว่าไม่ได้ขอ และเรื่องของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อาจจะต้องดูเข้าข่ายผิดข้อใดหรือไม่ และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย
เมื่อถามว่า กฎระเบียบใหม่ที่จะออกมาจะเป็นรูปแบบไหน จะห้ามใส่แอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็นเข้ามาในโทรศัพท์มือถือที่ซื้อมาใหม่ใช่หรือไม่? ประเสริฐ กล่าวว่า แอปฯ บางอย่างต้องได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ตรงนี้จำเป็นต้องทำให้ถูกต้อง แต่ก็ยังมีแอปฯ กูเกิล เสิร์ช (Google Search) ที่เราหาข้อมูล ซึ่งติดมาแล้ว ไม่มีใครว่าอะไร ซึ่งก็มีหลายประเภท
เมื่อถามว่า จะต้องตรวจสอบโทรศัพท์มือถือรุ่นอื่นๆ หรือไม่? ประเสริฐ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบ
ส่วนกรณีผู้ที่ได้รับความเสียหายไปแล้วจะช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง? ประเสริฐ กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น ตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดมาแจ้งว่าเสียหายเป็นมูลค่าเท่าไหร่ เพียงแต่เป็นลักษณะก่อให้เกิดความรำคาญ และยังไม่สามารถปิดได้เท่านั้นเอง ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี เท่าที่เราทราบข้อมูลจากตำรวจ ฉะนั้นก็ต้องดู แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องหาวิธีป้องกันในอนาคต
ถาม ธปท.แล้ว! แอปฯ ‘สินเชื่อความสุข’ ยังไม่ได้ขออนุญาตปล่อยเงินกู้
เมื่อถามว่า การที่ไม่ได้ขออนุญาตอย่างถูกต้อง จะดำเนินการอย่างไร? ประเสริฐ กล่าวว่า ต้องดูเขามีธุรกรรมทางการเงินหรือยัง ตรงนี้เอามาประกอบ แต่ถ้าดูจากข่าวเหมือนกับว่ามีคนไปกู้แล้วทำนองนี้ ฉะนั้นถ้ามีแล้วก็ต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
เพราะเรื่องการกู้ยืมเงิน ต้องขออนุญาตจาก ธปท.ก่อน ซึ่งจากการตรวจสอบโดยดีอี ได้สอบถามไปยัง ธปท.ได้รับการชี้แจงว่า แอปฯ สินเชื่อความสุข ยังไม่ได้ขออนุญาต
— ประเสริฐ จันทรรวงทอง




