จิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย แสดงอาการตัดพ้อไปถึงต้นสังกัด หลังมีการเปิดตัว ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง เมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนั้นมี ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กาญจนบุรี
“ตนทำงานรับใช้และต่อสู้กับพวกเผด็จการให้กับพรรคเพื่อไทยมา 10 กว่าปี ไม่คิดว่าพรรคจะจัดได้เต็มคาราเบลกับตนเช่นนี้เหมือนกัน ทำให้ต้องคิดมากขึ้นในเรื่องแนวทางการเมืองนับจากนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ผู้ใหญ่ที่ให้ความเคารพนับถือของพรรค เรียกให้ผมไปพูดคุยแล้วก็ยืนยัน แต่ผลออกมาเป็นเช่นนี้ ตีความได้อย่างเดียวว่า ผมไม่มีคุณค่ากับพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป อย่าคิดว่าคนที่เคยด่าผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคเป็นปรปักษ์ของพรรคมาตลอดจะทำอะไรกับพรรคเพื่อไทยก็ได้ อยากจะไปก็ด่าพรรคเอาใจ 3 ป. อยากจะกลับมาก็เชียร์” จิรายุ กล่าว
จิรายุ อ้างด้วยว่า ปัจจุบันมีคดีความของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่คณะกรรมาธิการกิจการศาลฯ และตน ได้ยื่นฟ้องไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เรื่องการทุจริตของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลแล้ว มีอีก 3 สำนวน ในการตรวจสอบทุจริตของกรมและการใช้เงินกองทุนพัฒนาทรัพยากรน้ำบาดาล ปีที่ผ่านมา ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีทั้งเอกชนและข้าราชการระดับสูงและรองอธิบดีจนถึงผู้อำนวยการกองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต
“เอฟซีจิรายุ ขอให้มั่นใจได้ว่าใครจะเข้ามาบ้านนี้ด้วยวิธีการแบบใดไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ตนเคารพนับถือต้องอธิบายให้ได้ ไม่เช่นนั้น หลักการที่ศรัทธามาตลอด 10 กว่าปี จะสิ้นไป” จิรายุ กล่าว
จิรายุ อ้างอีกว่า ปีที่แล้วต่อสู้กับเรื่องเหล่านี้จนบอบช้ำ พรรคก็ไม่เคยให้ความช่วยเหลืออะไรอยู่แล้ว โดยถูก ศักดิ์ดา กลั่นแกล้งไปยื่นฟ้องที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี พื้นที่เสี่ยงภัย
“เรื่องขี้หมามาก หวังให้ตนเสี่ยงชีวิต เดชะบุญที่มีบ้านใหญ่ปัตตานี นายซูการ์โน มะทา ดูแลความปลอดภัยให้ตลอด ต่อสู้คดีจนชนะและฟ้องกลับเรียกค่าเสียหายทั้งทางอาญาและทางแพ่งไป 25 ล้านบาท” จิรายุ กล่าว
นอกจากนี้ ศักดิ์ดา ยังกลั่นแกล้งโดยใช้ตำแหน่งอธิบดี ยื่นร้องจริยธรรมตนต่อรัฐสภา จนมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และกรรมการลงมติว่า การร้องของ ศักดิ์ดา ไม่มีมูลความจริง ให้ยกคำร้องและยังมีการร้องตนในเรื่องเดียวกันไปที่ ปปช. โดยมีเจตนาพิเศษให้ติดคุกติดตะราง หมดอนาคตทางการทางเมือง ทั้งที่ประกอบคุณงามความดีมาตลอดชีวิตการเมืองจนเป็นที่ประจักษ์ในสังคม และไม่เคยรู้จัก หรือมีเรื่องโกรธแค้นใดกันมาก่อนแม้แต่น้อย ยังทำได้ขนาดนี้
“ตนทำหน้าที่ในฝ่ายค้านในฐานะประธานกรรมาธิการ ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน มารู้ทีหลังว่าเขามีข้อพิพาทกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและด่าพรรคมาตลอด 2-3 ปีมานี้ ถามจริงๆ จะให้ยืนให้ตบหัวเล่นเฉยๆ หรืออย่างไร นับจากนี้ จะเข้มข้นในการตรวจสอบประวัติของผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะทุกคนที่เคยอยู่พรรคตรงข้าม เพราะวันนี้ พอจะแลนด์สไลด์แห่กันเข้ามา คนอยู่บ้านเป็นหมาเฝ้าบ้านแบบพวกผมควรปฎิบัติตนแบบไหนดี ถ้าไม่อยู่พรรคเพื่อไทย ก็จะไปเป็นภาคประชาชนเพื่อติดตามตรวจสอบ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล จะใช้วิชาชีพที่เคยเป็นนักข่าวสืบสวนสอบสวนมาตลอดทั้งชีวิตทำงานเพื่อให้สังคมน่าอยู่” จิรายุ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2564 เคยออกมาแฉว่า มีอนุกรรมาธิการแผนบูรณาการ 2 บางคน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 โทรฯ มาเรียกเงิน 5 ล้านบาท แลกกับให้ผ่านงบฯ ของกรมทรัพยากรน้ำ จนเป็นเรื่องฮือฮา กระทั่งกรรมาธิการกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ ศักดิ์ดา มาชี้แจงสอบถามข้อเท็จจริง และต่อมาก็กลายเป็นคดีความ โดยศาลฎีกา รับคำร้อง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ส.ส.พรรคเพื่อไทย รายหนึ่ง ในคดีฝ่าฝืนจริยธรรม
ทั้งนี้ ในการพิจารณางบประมาณร่ายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ศักดิ์ดา ได้ฟ้องหมิ่นประมาทกับ จิรายุ ว่าให้ข่าวเท็จพาดพิงถึงตนเอง จากการประชุมปรับลดงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ขณะที่ จิรายุ ได้ฟ้องกลับ ศักดิ์ดา เช่นกัน
“ตนทำงานรับใช้และต่อสู้กับพวกเผด็จการให้กับพรรคเพื่อไทยมา 10 กว่าปี ไม่คิดว่าพรรคจะจัดได้เต็มคาราเบลกับตนเช่นนี้เหมือนกัน ทำให้ต้องคิดมากขึ้นในเรื่องแนวทางการเมืองนับจากนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ผู้ใหญ่ที่ให้ความเคารพนับถือของพรรค เรียกให้ผมไปพูดคุยแล้วก็ยืนยัน แต่ผลออกมาเป็นเช่นนี้ ตีความได้อย่างเดียวว่า ผมไม่มีคุณค่ากับพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป อย่าคิดว่าคนที่เคยด่าผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคเป็นปรปักษ์ของพรรคมาตลอดจะทำอะไรกับพรรคเพื่อไทยก็ได้ อยากจะไปก็ด่าพรรคเอาใจ 3 ป. อยากจะกลับมาก็เชียร์” จิรายุ กล่าว
จิรายุ อ้างด้วยว่า ปัจจุบันมีคดีความของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่คณะกรรมาธิการกิจการศาลฯ และตน ได้ยื่นฟ้องไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เรื่องการทุจริตของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลแล้ว มีอีก 3 สำนวน ในการตรวจสอบทุจริตของกรมและการใช้เงินกองทุนพัฒนาทรัพยากรน้ำบาดาล ปีที่ผ่านมา ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีทั้งเอกชนและข้าราชการระดับสูงและรองอธิบดีจนถึงผู้อำนวยการกองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต
“เอฟซีจิรายุ ขอให้มั่นใจได้ว่าใครจะเข้ามาบ้านนี้ด้วยวิธีการแบบใดไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ตนเคารพนับถือต้องอธิบายให้ได้ ไม่เช่นนั้น หลักการที่ศรัทธามาตลอด 10 กว่าปี จะสิ้นไป” จิรายุ กล่าว
จิรายุ อ้างอีกว่า ปีที่แล้วต่อสู้กับเรื่องเหล่านี้จนบอบช้ำ พรรคก็ไม่เคยให้ความช่วยเหลืออะไรอยู่แล้ว โดยถูก ศักดิ์ดา กลั่นแกล้งไปยื่นฟ้องที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี พื้นที่เสี่ยงภัย
“เรื่องขี้หมามาก หวังให้ตนเสี่ยงชีวิต เดชะบุญที่มีบ้านใหญ่ปัตตานี นายซูการ์โน มะทา ดูแลความปลอดภัยให้ตลอด ต่อสู้คดีจนชนะและฟ้องกลับเรียกค่าเสียหายทั้งทางอาญาและทางแพ่งไป 25 ล้านบาท” จิรายุ กล่าว
นอกจากนี้ ศักดิ์ดา ยังกลั่นแกล้งโดยใช้ตำแหน่งอธิบดี ยื่นร้องจริยธรรมตนต่อรัฐสภา จนมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และกรรมการลงมติว่า การร้องของ ศักดิ์ดา ไม่มีมูลความจริง ให้ยกคำร้องและยังมีการร้องตนในเรื่องเดียวกันไปที่ ปปช. โดยมีเจตนาพิเศษให้ติดคุกติดตะราง หมดอนาคตทางการทางเมือง ทั้งที่ประกอบคุณงามความดีมาตลอดชีวิตการเมืองจนเป็นที่ประจักษ์ในสังคม และไม่เคยรู้จัก หรือมีเรื่องโกรธแค้นใดกันมาก่อนแม้แต่น้อย ยังทำได้ขนาดนี้
“ตนทำหน้าที่ในฝ่ายค้านในฐานะประธานกรรมาธิการ ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน มารู้ทีหลังว่าเขามีข้อพิพาทกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทยและด่าพรรคมาตลอด 2-3 ปีมานี้ ถามจริงๆ จะให้ยืนให้ตบหัวเล่นเฉยๆ หรืออย่างไร นับจากนี้ จะเข้มข้นในการตรวจสอบประวัติของผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะทุกคนที่เคยอยู่พรรคตรงข้าม เพราะวันนี้ พอจะแลนด์สไลด์แห่กันเข้ามา คนอยู่บ้านเป็นหมาเฝ้าบ้านแบบพวกผมควรปฎิบัติตนแบบไหนดี ถ้าไม่อยู่พรรคเพื่อไทย ก็จะไปเป็นภาคประชาชนเพื่อติดตามตรวจสอบ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล จะใช้วิชาชีพที่เคยเป็นนักข่าวสืบสวนสอบสวนมาตลอดทั้งชีวิตทำงานเพื่อให้สังคมน่าอยู่” จิรายุ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2564 เคยออกมาแฉว่า มีอนุกรรมาธิการแผนบูรณาการ 2 บางคน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 โทรฯ มาเรียกเงิน 5 ล้านบาท แลกกับให้ผ่านงบฯ ของกรมทรัพยากรน้ำ จนเป็นเรื่องฮือฮา กระทั่งกรรมาธิการกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ ศักดิ์ดา มาชี้แจงสอบถามข้อเท็จจริง และต่อมาก็กลายเป็นคดีความ โดยศาลฎีกา รับคำร้อง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ส.ส.พรรคเพื่อไทย รายหนึ่ง ในคดีฝ่าฝืนจริยธรรม
ทั้งนี้ ในการพิจารณางบประมาณร่ายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ศักดิ์ดา ได้ฟ้องหมิ่นประมาทกับ จิรายุ ว่าให้ข่าวเท็จพาดพิงถึงตนเอง จากการประชุมปรับลดงบประมาณของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ขณะที่ จิรายุ ได้ฟ้องกลับ ศักดิ์ดา เช่นกัน



