ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยป้องกันและปราบปรามการทุจริต พร้อมกันจำนวน 2 ฉบับ ซึ่งมีเนื้อหาทำนองเดียวกัน โดยผู้เสนอคือคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ วิโรจน์ ลักขณาอดิสร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายสองฉบับนั้นพิจารณาพร้อมกัน โดยแยกลงมติ ในขั้นรับหลักการแต่ละฉบับ ตามข้อบังคับ ข้อ 33 วงเล็บ 1 และวงเล็บ 3
มนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ในฐานะตัวแทน ครม.ชี้แจงหลักการและเหตุผลตอนหนึ่ง ว่า การฟ้องคดีปิดปาก คือการขัดขวาง คุกคาม โดยใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือยับยั้ง ข่มขู่ประชาชนที่แจ้งเบาะแส ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ
แม้ปัจจุบันมีการให้ความคุ้มครองการแจ้งเบาะแสทุจริต รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 62 ประกอบกับ พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และมาตรา 132 แต่มีผลเพียงประชาชนผู้แจ้งเบาะแสแล้วถูกฟ้องปิดปาก ต้องไปต่อสู้ด้วยตนเองจนกว่าจะพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าตนอยู่ในข่ายได้รับความคุ้มครอง ตามมาตรา 132 แต่กฎหมายไม่ได้บัญญัติ กลไกให้ความช่วยเหลือ ระหว่างประชาชนถูกฟ้องคดี
ดังนั้น ร่างพ.ร.ป.นี้ จึงมีกลไกคุมครองผู้ที่ชี้ช่องเบาะแสทุจริต เป็นหลักเกณฑ์สำคัญป้องกันผู้ถูกฟ้องคดีปิดปาก เมื่อถูกร้องกล่าวโทษ ฟ้องคดี หรือถูกดำเนินการทางวินัย จากการให้ข้อมูลเบาะแสทุจริต ที่ได้รับความคุ้มครองโดยไม่ต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย และได้รับความช่วยเหลือในการต่อสู้คดี เช่น การจัดหาทนายความ ให้การสนับสนุน ค่าใช้จ่ายต่อสู้คดี ให้ความช่วยเหลือในการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นต้น
— มนพร เจริญศรี
ด้าน เอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ที่ชี้แจงแทน วิโรจน์ ระบุตอนหนึ่งว่า โดยหลักการ เพื่อยกเลิกการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกับผู้กล่าวหาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร โดยยกเลิก มาตรา 96 และกำหนดให้บรรดาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีก่อนวันที่จะตรา พ.ร.ป.นี้บังคับใช้ ให้โอนไปยังอัยการสูงสุด เป็นผู้ดำเนินการ
โดยเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของศาลทหาร ที่ผ่านมามีปัญหา อาทิ ใน พ.ร.บ.อุ้มหาย มีมาตรา 34 บรรดาคดีที่กระทำผิดใน พ.ร.บ.อุ้มหาย เช่น กรณีการซ้อมทรมานในค่าย การบังคับพลทหาร หรือซ้อมทรมานให้ถึงแก่ชีวิต เข้าข่ายกระทำความผิดฐานประพฤมิชอบ สามารถนำไปขึ้นศาลอาญาทุจริตประพฤมิชอบ แต่ตอนนี้ ยังไม่มีเรื่องสักเคสเดียวที่ถึงศาลอาญาทุจริตประพฤมิชอบ เพราะอัยการไม่เข้าใจกระบวนการขั้นตอน ก็จะส่งฟ้องไปที่ศาลทหาร
ดังนั้น หนึ่งในการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว คือ การนับหนึ่งให้อัยการสูงสุด เป็นอัยการทหารแทน ดำเนินกระบวนพิจารณาให้ศาลอาญาทุจริต และประพฤติมิชอบ บุคคลใดก็ตาม ที่ใช้อำนาจรัฐในการทุจริตและประพฤติมิชอบ
— เอกราช อุดมอำนวย
รวมถึงยังแก้ไขความลักลั่นโครงสร้างศาลทหาร ซึ่งยังไม่มีแผนกที่จัดตั้งเกี่ยวกับการทำงานด้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ไม่มีอัตรากำลังพลและภาระงานที่รับผิดชอบเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร ซึ่งรับผิดชอบรูปแบบของไม่เชี่ยวชาญคดีพิเศษๆ แบบนี้ เป็นต้น
ทั้งนี้ ภายหลังสมาชิกรัฐสภาอภิปรายเสร็จสิ้น วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ให้ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการหรือไม่รับหลักการ ทีละฉบับ
โดยร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับ ครม.เป็นผู้เสนอ เห็นด้วย 493 เสียง, ไม่เห็นด้วย 1 เสียง, งดออกเสียง 1, ไม่มีผู้ไม่ลงคะแนน ถือว่าที่ประชุมรับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 35 คน แปรญัตติ 15 วัน จากนั้น ลงมติ ร่าง พ.ร.บ.ฯ ฉบับ วิโรจน์ ซึ่งมีผู้เห็นด้วย 354 เสียง, ไม่เห็นด้วย 129 เสียง, งดออกเสียง 3 เสียง, ไม่ลงคะแนน 3 เสียง จึงถือว่าที่ประชุมเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยใช้ กมธ.ชุดเดียวกับฉบับ ครม.เสนอ โดยใช้ร่างของ ครม.เป็นร่างหลัก
ทั้งนี้ ก่อนปิดประชุม ประธานรัฐสภาได้แจ้งว่า จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาอีกครั้งเพื่อพิจารณาวาระเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่บรรจุระเบียบวาระไปแล้ว โดยจะมีการประชุมในวันที่ 14-15 ม.ค.2568 จากนั้นประธานรัฐสภา สั่งปิดประชุมในเวลา 15.42 น.




