ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งมีวาระพิจารณาเรื่องด่วน คือ ร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เสนอโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
โดยทาง พริษฐ์ ได้เสนอสาระสำคัญของสาระร่างข้อบังคับที่เสนอต่อรัฐสภา คือ การแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ซึ่งมี 3 ประเด็นหลัก คือ
1\. เปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมต่อกระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรัฐสภาในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) โดยเสนอปลดล็อคและเปิดโอกาสให้พรรคการเมือง หรือ สว. สามารถเสนอชื่อบุคคลทั่วไปเข้าร่วมเป็น กมธ. เหตุผลสำคัญเพื่อให้กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญมีความรอบคอบรอบด้านมากขึ้น รวมถึงให้บุคคล ภาคประชาสังคมที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญประสบการณ์กับการแก้รัฐธรรมนูญที่มากกว่าสมาชิกรัฐสภา แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วม
2\. ลดการใช้กระดาษเพิ่มใช้ประโยชน์จากช่องทางออนไลน์สำหรับงานธุรการของรัฐสภา
3\. ยกเลิกบทบัญญัติข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ไม่มีความจำเป็นเกี่ยวกับหมวดการปฏิรูปประเทศ และหมวดที่เกี่ยวการเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
รุมต้าน ‘ปชน.’ เปิดช่อง ‘คนนอก’ ร่วม ‘กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ’
อย่างไรก็ตาม ในการอภิปรายของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึง สส.พรรคร่วมรัฐบาล เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขในประเด็นการกำหนดให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมเป็น กมธ.แก้รัฐธรรมนูญ รวมถึงติดใจในประเด็นที่ตัดลักษณะของการพ้นตำแหน่ง กมธ. ว่าด้วยการขาดสมาชิกภาพแห่งสภาฯ ที่ตนเป็นสมาชิกออกไป
นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายว่า การแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ดูเหมือนเป็นการปูทางไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ติดใจในประเด็นการแก้ไขคุณสมบัติของบุคคลที่จะเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) โดยร่างแก้ไขนั้นได้ตัดเกณฑ์ที่ กมธ.จะพ้นจากตำแหน่งใน (4) ว่าด้วยการขาดสมาชิกภาพแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกออก เท่ากับว่า จะให้คนที่ต้องคดีเข้ามาเป็น กมธ.
อย่างไรก็ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ ควรให้สมาชิกรัฐสภาดำรงตำแหน่งอย่างไรก็ดีสมาชิกรัฐสภาที่มีรวม 700 คน คือ สส. 500 คน สว.200 คน ส่วนกมธ.ที่จะตั้งมีจำนวน 45 คน ดังนั้นเมื่อกมธ.พ้นตำแหน่งเพราะขาดจากสมาชิกภาพ พรรคการเมืองควรตั้งบุคคลตามสัดส่วนของพรคมาทดแทน ไม่เป็นปัญหา แต่หากยังให้คนที่ขาดสมาชิกภาพเป็น กมธ. ได้แต่ ถือว่าดูแคลนกันไปหน่อย
ในพรรคการเมืองมีผู้มีความรู้ความสามารถเป็นจำนวนมากในรัฐสภา แต่การเสนอแบบนี้คงหลับตาดูแล้วเห็นว่า ใครขาดสมาชิกภาพในอนาคตหรือไม่ ขอให้ทบทวน กมธ.แก้รัฐธรรมนูญนั้น มีความสำคัญ หากตัดส่วนคุณสมบัติที่ขาดคุณสมาชิกภาพออกไป จะเห็นใครมาทำหน้าที่ อ้าปากเห็นไปถึงริดสีดวงทวาร
— นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ
ขณะที่ พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยในการแก้ไขข้อบังคับข้อ 123 ที่กำหนดให้ กมธ.แก้รัฐธรรมนูญมาจากรายชื่อที่สมาชิกรัฐสภาเสนอ เท่ากับเปิดทางให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาเข้ามาทำหน้าที่ และการกำหนดสัดส่วนให้ประชาชนผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าเป็น กมธ.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ กมธ.ที่กำหนดให้มี 45 คน ถือว่าขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ที่กำหนดว่า สส., สว. หรือสมาชิกรัฐสภาเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย
การเสนอแก้ไขแบบนี้ เท่ากับว่าจะตั้งใครก็ได้ใน 45 คน ไม่ต้องมีมีสมาชิกรัฐสภาแม้แต่คนเดียวก็ได้ ผมมองว่าไม่เป็นเหตุที่สมควร เพราะไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญให้อำนาจหน้าที่และสิทธิแก่สมาชิกรัฐสภา อีกทั้งการเสนอให้มีตัวแทนประชาชนที่เสนอแก้รัฐธรรรมนูญนั้น ผมติดใจในกระบวนการคัดเลือกที่ต้องโปร่งใส ยุติธรรม ไม่ใช่ถูกเลือกเข้ามาเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง แม้ว่าการเสนอ กมธ.จากประชาชนเป็นเจตนาดี เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม แต่การปฏิบัติและโครงสร้างตั้ง กมธ.อาจไม่สมดุล อาจลดทอนอำนาจการถ่วงดุลของ สส.และ สว. กลับเพิ่มอำนาจให้กับฝ่ายที่สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ แม้ไม่มีร่างแก้ไขของประชาชนเข้ามาก็ตาม จะทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญถูกชี้นำโดยเสียงข้างมาก
— พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์
ทางด้าน อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ อภิปรายว่า มติของพรรครวมไทยสร้างชาติมีมติไม่รับหลักการของร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่เสนอ เนื่องจากมีประเด็นการกำหนดให้บุคคลภายนอกที่ไม่เป็นสมาชิกรัฐสภาร่วมเป็น กมธ.แก้รัฐธรรรมนูญ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ เป็นกฎหมายสูงสุดควรให้สิทธิแก่สมาชิกรัฐสภา
ส่วน วิทยา แก้วภราดัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ อภิปรายว่า ในประเด็นกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญมี 2 ประเด็นที่เสนอให้แก้ไข คือ การกำหนดการพ้นตำแหน่งของ กมธ. ที่ตัดการขาดจากสมาชิกภาพออกไป อย่างไรก็ดี การขาดจากสมาชิกภาพไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความผิดทุจริต ผิดจริยธรรม หรือต้องโทษที่ร้ายแรง จึงไม่สมควรทำหน้าที่ต่อฐานะตัวแทนประชาชน
นอกจากนั้นแล้ว ในการตั้ง กมธ.ที่กำหนดสิทธิให้ผู้แทนประชาชนที่มีสิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายเป็น กมธ. จำนวน 1 ใน 3 คือ ตัวแทนที่เตรียมไว้ เตรียมตัวให้เข้ามาเป็น กมธ. 15 คน ซึ่งเท่ากับ สว. หรืออาจจะมากกว่า หากเอาตัวแทนผู้เสนอร่างกฎหมายเข้ามาทำหน้าที่โดยไม่ไว้วางใจฝีมือ สมาชิกรัฐสภาแก้กฎหมาย เท่ากับว่าระบบรัฐสภาล้มเหลว
หากไม่เชื่อว่าสองสภาทำได้ กลับเอาตัวแทนคนกลุ่มหนึ่งที่สถานปนาตัวเองเป็นผู้แทน คนที่เป็นตัวแทนตั้งตัวเป็นตัวแทนเพื่อเอาสัดส่วนนี้ ผมคิดว่าการเปิดช่องแบบนี้ไม่เห็นด้วย ในหลักการที่เสนอแก้ไขมานั้นผมไม่เห็นด้วยในประเด็นนี้ ทางที่ดีควรไปยกร่างแยกเนื้อหามา แต่หากติดประเด็นนี้ผมไม่เห็นด้วย
— วิทยา แก้วภราดัย
‘เพื่อไทย’ คาใจหลักเกณฑ์ แนะให้แก้ให้เหมาะสม
ส่วนทาง ประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า มีความเห็นก้ำกึ่งว่าจะรับหรือไม่ เนื่องจากยังมีความเห็นต่างในรายละเอียดโดยเฉพาะการแก้ไขในประเด็นกรรมาธิการ โดยการเป็น กมธ.ต้องมาจากหลายสัดส่วน รวมถึงสัดส่วนของพรรคการเมือง แต่เมื่อ กมธ.ขาดจากสมาชิกของพรรคการเมืองใด จะทำให้ดำรงตำแหน่งต่อไปไม่ได้
ซึ่งการแก้ไขข้อ 123 ถือเป็นหัวใจของกระบวนการตรากฎหมายสูงสุด ทั้งนี้ หากรับ, ฝาก กมธ.ที่ตั้งขึ้นให้แก้ไขในรายละเอียดให้เหมาะสม แต่หากไม่รับ เพราะข้อบังคับที่ใช้ตั้งแต่ปี2563 มีหลายประเด็นที่ต้องสังคายนา
ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายเห็นด้วยควรรับหลักการ แม้มีข้อถกเถียงในการตั้งบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) ได้หรือไม่สามารถพิจารณาในชั้น กมธ.ได้ เพื่อหาข้อสรุปทางกฎหมาย ทั้งนี้ มีข้อสังเกตด้วยว่า สามารถตั้งบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาได้หรือไม่ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ สามารถตั้งบุคคลภายนอกมาเป็นที่ปรึกษาของกมธ.ได้
ชั้นนี้รับหลักการได้ และตั้ง กมธ.พิจารณาในสาระบัญญัติของข้อบังคับที่เขียนไว้มาตรา 123 และ 123/1 เพราะวิสามัญเป็นตัวกำหนดไว้ว่า สามารถตั้งบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาทำหน้าที่ได้
— นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
จากนั้น พริษฐ์ อภิปรายสรุปว่า การประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาติดใจการตัดเงื่อนไขให้ กมธ.พ้นจากตำแหน่ง กรณีที่ขาดจากสมาชิกภาพของสภาที่เป็นสมาชิกนั้น เป็นการแก้ไขเพื่อให้สอดรับกับกรณีที่บางพรรค หรือ สว. เสนอบุคคลภายนอกเป็น กมธ. แต่หากเขียนไว้ไว้ จะมีปัญหาทางกฎหมายทันที
ที่บอกว่าอาจไม่มี สส., สว. เป็น กมธ.เลยนั้นอาจเป็นไปได้ กรณีที่พรรคการเมืองและ สว. ไม่เสนอสมาชิกของสภาของตนเองได้ แต่หากเห็นว่าควรมีสมาชิกรัฐสภาอยู่ในกมธ. ในโควตาของ สว. ไม่ต้องเสนอคนนอก เพื่อปิดปัญหา อย่างไรก็ดี หาก สว.หรือ สส.จะเสนอชื่อใครต้องขออนุมัติจากสมาชิกรัฐสภา หากพบว่ามี กมธ.ที่น้อยไป สามารถแก้ไขได้ หากต้องการหลักประกันสามารถรับหลักการแล้วไปแก้ไขในชั้น กมธ.ได้
— พริษฐ์ วัชรสินธุ
พริษฐ์ ชี้แจงว่า กรณีที่เสนอให้ผู้แทนประชาชนที่เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็น กมธ.นั้นเป็นกรณีพิเศษที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยประชาชน ส่วนจำนวนและถ้อยคำนั้นดึงมาจากรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้
จากนั้น ที่ประชุมได้ลงมติ ซึ่งผลออกมาว่า
- เห็นด้วย 415 เสียง
- ไม่เห็นด้วย 185 เสียง
- งดออกเสียง 3 เสียง
ถือว่ารัฐสภาลงมติรับหล้กการร่างแก้ไขข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ที่พรรคประชาชนเสนอ จากนั้นได้ตั้งกรรมาธิการเพื่อพิจารณา 18 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการตั้ง กมธ.สัดส่วนของวุฒิสภานั้น พบว่ามีประเด็นขัดแย้งระหว่าง สว. 2 กลุ่ม ทำให้ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. (กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่) เสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติตัดสิน แต่ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ขอให้ สว.หารือกันภายในก่อนเสนอต่อที่ประชุม





