‘จุรินทร์’ เปิดทีมเศรษฐกิจ ‘ปชป.’ เดินหน้ายุทธศาสตร์ ‘สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ’

26 มี.ค. 2566 - 17:34

  • ‘ปชป.’ เปิดทีมเศรษฐกิจ ‘จุรินทร์’ นั่งหัวโต๊ะถกนโยบาย ลั่นหากได้เป็นรัฐบาลพร้อมอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท

  • ยันไม่กระทบหนี้สาธารณะ

  • เมินโพลไม่ติด 1 ใน 10 ที่คน กทม.อยากเลือกเป็นนายกฯ มั่นใจกระแสตอบรับดีขึ้น

Jurin_opens_the_economic_team_Democrat_moves_forward_make_money_build_people_build_a_nation_SPACEBAR_Hero_5f93b72c80.jpeg
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 26 มีนาคม 2566 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ​รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประชุมทีมเศรษฐกิจของพรรค อาทินายพิสิฐ ลี้อาธรรม ประธานนโยบายพรรค ม.ร.ว.ศศิพฤนท์ จันทรทัต อดีตซีอีโอ. บ.หลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา และอดีตกรรมการและรักษาการณ์กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารอิลามแห่งประเทศไทย นายเกียรติ สิทธีอมร อดีตรองประธานหอการค้าโลก นางสาววทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมือง กทม. นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค และนายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจทันสมัย 
 
โดยนายจุรินทร์ ได้กล่าวถึงภาพรวมของการกำหนดทิศทางขับเคลื่อนประเทศว่า พรรคจะเดินหน้ายุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” เป็นกรอบใหญ่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศ สำหรับด้านเศรษฐกิจนั้น ประชาธิปัตย์จะให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจมหภาค และเศรษฐกิจทันสมัย ซึ่งจะมีเศรษฐกิจอนาคตรวมอยู่ด้วย  
 
สำหรับเศรษฐกิจฐานราก จะมุ่งเน้นทั้งเรื่องการให้ความสำคัญกับการเกษตร อุตสาหกรรม รวมถึงการท่องเที่ยว สำหรับเป็นพื้นฐานเรื่อง “สร้างเงิน” ให้ประเทศ โดยจะมีนโยบายที่ให้ความสำคัญกับพืชเศรษฐกิจ ปศุสัตว์ ประมง SMEs หมู่บ้าน/ชุมชน และผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น 
 
ขณะที่เศรษฐกิจมหภาค จะมุ่งเน้นเรื่องการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เป็นเป้าหมายหลัก สำหรับเศรษฐกิจทันสมัย รวมถึงเศรษฐกิจอนาคตนั้น จะเน้นเรื่องการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีด้านเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับความยั่งยืนควบคู่กันไป อาทิ Silver Economy ที่จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซอฟต์พาวเวอร์ Renew Economy, Social Economy, Digital Economy เป็นต้น  
 
“ที่ประชุมได้มีความเห็นตรงกันว่า ในภาพรวมเราจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ถ้าเรามีโอกาสได้เป็นแกนตั้งรัฐบาล ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ส่วนที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ โดยจะมีเงินแต่ละแหล่ง ทั้งส่วนของงบประมาณแผ่นดิน และแหล่งอื่นๆ ที่มีอยู่ในจุดต่างๆ เราดูอย่างรอบคอบแล้ว โดยจะไม่เน้นสร้างหนี้สาธารณะโดยไม่จำเป็น” หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว 
 
เมื่อถามถึงนโยบายเฉพาะในพื้นที่ กทม.ที่จะต้องเสริมเข้าไปอีก หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ในส่วนของ กทม.พรรคได้แถลงนโยบายไปแล้ว โดยยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และ กทม.เป็นพื้นที่ที่พรรคให้ความสำคัญโดยมีนโยบาย 2 ส่วน คือนโยบายรวมและนโยบายเฉพาะทีม กทม.  
 
ซึ่งนโยบายที่เกี่ยวพันกับคน กทม. เช่นจัดตั้งธนาคารชุมชน 2,800 กว่าแห่งๆ ละ 2 ล้านบาท รวมถึงการจัดให้มีอินเทอร์เน็ตฟรี 1 ล้านจุด ทั่วประเทศ ซึ่งจะอยู่ใน กทม. ไม่ต่ำกว่า 1 แสนจุด เพื่อให้อินเทอร์เน็ตช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชน  
 
เมื่อถามว่าคิดว่านโยบายของพรรคจะโดนใจคน กทม. หรือไม่ เพราะผลสำรวจล่าสุดที่ออกมาพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ติดอันดับ 1 ใน 10 นายกรัฐมนตรีที่คน กทม. จะเลือก นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการเลือกตั้งเที่ยวหน้ามีบัตร 2 ใบ คือเลือกผู้สมัครกับเลือกพรรค ตนมั่นใจว่าสำหรับผู้สมัครเราคัดคนที่มีคุณภาพ และศักยภาพที่ดีที่สุดยุคหนึ่ง ที่นำเสนอให้คน กทม.แล้ว  
 
ส่วนพรรคเรามั่นใจว่าเสียงตอบรับดีขึ้นเป็นลำดับ ส่วนโพลที่ออกมาก็ต้องดูว่าอยู่ที่โพลไหน และการสำรวจแต่ละช่วงเวลาด้วย ตนไม่ขอวิจารณ์ แต่เราก็มั่นใจของเรา เพราะจากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องทุกเสียงสะท้อนก็ออกมาใกล้เคียงกันว่าเสียงตอบรับดีขึ้น ตนจึงมั่นใจว่าเราจะมีเสียงตอบรับที่ดีขึ้นเป็นลำดับ 
 
เมื่อถามว่าทีม กทม.จะต้องทำงานหนักขึ้นใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่าจะต้องทำจนถึงวันสุดท้ายที่สามารถจะหาเสียงได้ และหลังจากนั้นก็ยังต้องทำ เพราะประชาธิปัตย์กับ กทม. ผูกพันมายาวนาน ยามทุกข์ยามสุข เราไม่เคยทิ้งคน กทม. ดูได้จากตอนวิกฤตโควิด นับนิ้วได้ว่ามีกี่พรรคที่ลงไปช่วยดูแลคน กทม. ซึ่งประชาธิปัตย์เป็นหนึ่งในนั้นที่ทำอย่างต่อเนื่อง 
 
เมื่อถามการจัดสรรค์ผู้สมัครในแต่ละเขตทั่วประเทศนั้น หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า เบื้องต้นครบ 400 เขต และบัญชีรายชื่อครบ 100 คนแล้ว เพียงแต่ต้องรอการทำไพรมารี่ ซึ่งเราทำ 3วัน คือวันที่ 25-27 มีนาคม หากผลการทำไพรมารี่จบเมื่อไหร่ และให้ความเห็นชอบก็จะครบทั้ง 500 คน ก็จะประกาศให้ทราบต่อไป จึงถือว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์