แนะ ใช้งบฯ 67 แจกเงินหมื่นดีกว่า พ.ร.บ.กู้

14 พ.ย. 2566 - 12:45

  • ‘คำนูณ’ แนะ รัฐบาลใช้ งบฯ 67 แจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ดีกว่าออก พ.ร.บ.กู้เงิน

  • ชี้ อาจไม่เข้าเงื่อนไข พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง

Kamnoon_introduce_budget67_better_than_Law_Borrow_SPACEBAR_Hero_4bc34dbbb8.jpg

คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 500,000 ล้านบาทดำเนินโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทว่า ยังไม่มีความชัดเจนในรายละเอียดทั้งหมด เท่าที่ติดตาม ส่วนตัวไม่ได้มีประเด็นขัดแย้งด้านหลักการ เพียงแต่เมื่อรัฐบาลจะออก พ.ร.บ.กู้เงิน จะมีความเป็นห่วงว่าจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะการกู้เงินตามรัฐธรรมนูญมาตรา 140 และพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 53 ระบุชัดเจนว่า การออกกฎหมายพิเศษกู้เงินนั้น จะกระทำได้เฉพาะกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน ต้องใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้วิกฤติของประเทศ โดยไม่สามารถตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน หากเข้า 4 เงื่อนไข จึงจะสามารถออกกฎหมายพิเศษกู้เงินได้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนธันวาคม ดังนั้น การบรรจุเงินที่จะใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตลงไปในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 จะปลอดภัยกว่า และอยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้ทัน ซึ่งการที่ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แล้วมาออกพ.ร.บ.กู้เงินอีก 5 แสนล้านบาท เห็นว่า จะเป็นการเสี่ยงต่อการขัดต่อพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 53

ส่วนอีก 3 เงื่อนไข เรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ถือเป็นปัญหาเช่นกัน หากมีความจำเป็นต้องใช้เงินเร่งด่วน เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ก็เลือกออกพระราชกำหนด แต่การออกพรบ ต้องใช้เวลา 2 สัปดาห์ กว่าจะผ่านกระบวนการต่างๆของสภา ก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน นอกจากนี้ มองว่า โครงการดังกล่าวไม่ใช่โครงการที่ต้องใช้เงินอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการใช้เงินครั้งเดียว กระตุ้นเศรษฐกิจ 

ส่วนจะเป็นการแก้ไขวิกฤติของประเทศหรือไม่นั้น คำนูณ กล่าวว่า ขอไม่ก้าวล่วง เพราะมีความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ ที่แตกต่างกันออกเป็นสองทาง และความเห็นของรัฐบาลที่มองว่าจีดีพีประเทศโตต่ำเกินไปอย่างต่อเนื่อง และต่ำกว่าประเทศอื่นเมื่อเปรียบเทียบแล้วถือเป็นวิกฤติของประเทศ ส่วนตัวก็เคารพความเห็นของรัฐบาล เพราะรัฐบาลได้รับการเลือกตั้งมา และเป็นนโยบายที่หาเสียงไว้ จึงมองว่าประเด็นนี้สามารถถกเถียงกันได้

คำนูณ ยังกล่าวว่า เมื่อเมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลเคยชี้แจงต่อกกต. เรื่องที่มาของเงินสรุปโดยรวมว่า มาจากเงินงบประมาณ แต่ล่าสุด ระบุจะใช้เงินนอกงบประมาณด้วยการออกกฎหมายกู้เงิน ซึ่งหากเป็นไปตามกฎหมาย ส่วนตัวก็ไม่มีความขัดข้อง แต่เป็นห่วงว่าจะไม่ตรงตามข้อกฎหมาย เพราะมองว่า การที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะขอความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงต้องรอว่า ครม.จะขอความเห็น ไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างไร และคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตอบอย่างไร รวมถึง ครม จะมีมติเสนอร่างพ.ร.บต่อรัฐสภาหรือไม่ จากนั้น ก็ต้องดูว่าร่าง พ.ร.บ. กู้เงิน มีลักษณะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

คำนูณ ยังกล่าวยอมรับว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 140 เป็นเรื่องใหม่ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนที่เพิ่มการจ่ายเงินแผ่นดิน ตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐเข้ามาฉบับหนึ่ง ซึ่งกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐก็มีขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2561 ตามมาตรา 53 นี้ หากถามว่าออกกฎหมาย กู้เงินได้หรือไม่ คำตอบคือได้ แต่เฉพาะกรณีตามที่ 4 เร่งด่วน คือ ต่อเนื่อง แก้วิกฤติ และตั้งงบไม่ทัน ซึ่งตนเห็นว่าข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด เพราะขนาดนี้งบประมาณปี 2567 ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ 

ในอดีต ก็เคยมีปัญหาการใช้เงินนอกงบประมาณ เช่น โครงการไทยเข้มแข็ง สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ปี 2552 จนถึงพรรคเพื่อไทยในปี 2554 และ 2556 จึงเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญมาตรา 140 และกฎหมายวินัยการเงินการคลัง 

ส่วนขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นวิกฤติจนต้องออก พ.ร.บ.กู้เงินใช่หรือไม่ คำนูณ ระบุว่า เรื่องนี้เถียงกันได้ นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่วิกฤติของประเทศ แต่รัฐบาลมองว่าการที่จีดีพีโตต่ำเป็นวิกฤติ ดังนั้น ส่วนตัวไม่อาจก้าวล่วงว่าใครถูกใครผิด แต่สิ่งที่เห็นว่าเป็นปัญหา คือ การเลือกแนวทางออก พ.ร.บ.กู้เงิน จะไม่เข้าตามมาตรา 53 ของพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ครบ 4 เงื่อนไข

เมื่อถามว่า หากรัฐบาลดึงดันออก พ.ร.บ.กู้เงินต่อไปจะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายวินัยการเงินการคลังหรือไม่ คำนูณ กล่าวว่า ไม่ขอใช้คำว่าดึงดัน แต่มองว่า เป็นเจตนาดีต่อประเทศ และขอให้เครดิตนายกรัฐมนตรีที่เลือกวิธีนี้ แต่วิธีนี้จะไปได้หรือไม่ คงต้องรอความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล

คำนูณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการประชุมของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) วันนี้ ไม่ได้มีการหารือเรื่องนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตโดยตรง แต่เป็นการพิจารณารายงานศึกษานโยบายประชานิยมในภาพรวมในเชิงวิชาการ แต่ในเรื่องนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต คณะกรรมาธิการฯ ได้เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงแล้ว

คำนูณ ยังระบุถึงบทลงโทษหากมีการกระทำผิดตามกฎหมายวินัยการเงินการคลังด้วยว่า มาตรา 245 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติขั้นตอนไว้ว่า ให้ผู้ว่า สตง. ทำรายงาน เสนอต่อ คณะกรรมการสตง. หากคณะกรรมการเห็นด้วย ก็ให้จัดตั้งคณะกรรมการองค์กรอิสระ 3 หน่วยงาน ได้แก่ สตง. กกต. และ ป.ป.ช. หากมีความเห็น 2 ใน 3 ว่าเข้าข่ายกระทำผิด ก็ให้ส่งรายงานเสนอไปยังครม. สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พร้อมเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งไม่ได้บอกให้ยกเลิก แต่เป็นกลไกตามรัฐธรมมนูญ ที่จะทำให้กฎหมายวินัยการเงินการคลังมีความศักดิ์สิทธิ์และปฏิบัติได้ เรื่องนี้จึงเป็นภาพยนตร์เรื่องยาวที่ต้องติดตามกันต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์