บรรดาด่านสำคัญ ที่รัฐบาลต้องฝ่าให้ได้ก่อนลุยนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ได้ตามที่ฝัน นั่นก็คือ การส่งร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 หรือไม่ หากไม่มีปัญหา ก็จะส่งกลับไปคณะกรรมการกรรมการดิจิทัลวอลเล็ตชุดใหญ่ เพื่อเสนอเข้า ครม. ก่อนส่งเข้าบรรจุวาระประชุมของรัฐสภา (สภาผู้แทนราษฎร/วุฒิสภา) แต่แม้จะผ่านชั้นนิติบัญญัติ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ก็อาจถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ
มิหนำซ้ำยังมีการจับตาโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาติดตามนโยบายนี้เป็นการเฉพาะ
แน่นอนว่าประเด็นนี้ได้ถูก 'ชำแหละ' หรือวิเคราะห์คาดการณ์จากหลายฝ่าย หนึ่งในนั้นคือ คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ถึงร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทไว้ว่า 25 ปี ตั้งแต่ปี 2541 มาจนถึงปัจจุบัน มีการออกกฎหมายพิเศษกู้เงินนอกงบประมาณมาใช้ในวัตถุประสงค์เฉพาะโดยไม่ต้องส่งคลังมาแล้ว 9 ครั้ง
- สำเร็จมีผลใช้บังคับ 7 ครั้ง
- ไม่สำเร็จไม่มีผลใช้บังคับ 2 ครั้ง
ทั้ง 7 ครั้งที่สำเร็จมีผลใช้บังคับล้วนจัดทำเป็น “พระราชกำหนด” ทั้งสิ้น
คือปี 2541 (2 ฉบับ), ปี 2545, ปี 2552, ปี 2555, ปี 2563 และปี 2564 และทั้ง 2 ครั้งที่ไม่สำเร็จไม่มีผลใช้บังคับต่างจัดทำเป็น “(ร่าง)พระราชบัญญัติ” คือปี 2552 และปี 2556

คํานูณ ระบุด้วยว่า เป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่มีการตราพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มีมาตรา 53 กำกับการออกกฎหมายพิเศษกู้เงินนอกงบประมาณในลักษณะนี้ แม้จะไม่ได้ระบุว่าให้ตราเป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนด แต่กฎหมายกู้เงินที่ตราขึ้นมามีผลใช้บังคับ 2 ฉบับในปี 2563 และ 2564 ล้วนตราออกมาในรูปแบบ “พระราชกำหนด” ทั้งสิ้น
แต่ไม่ว่าจะตราเป็นร่างพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนด ก็ล้วนต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา รวมทั้งมีกลไกส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความขอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น เพียงแต่ต่างขั้นตอนและต่างเงื่อนไขกัน
หากรัฐบาลปัจจุบันเดินหน้าตราร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน 5 แสนล้านบาท และผ่านทุกด่านจนสำเร็จลุล่วงมีผลใช้บังคับ จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ในรอบ 25 ปีและ 5 ปีทีเดียว




