พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงคดีเหตุลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า คดีดังกล่าวนายกรัฐมนตรีได้ติดตามอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด แม้จะอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการศูนย์สืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 โดยภายหลังเกิดเหตุเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วรวม 4 ราย ประกอบด้วย ผู้ต้องหาคนที่ 1 ผู้ต้องหาที่เป็นคนขับรถ และผู้ต้องหามือปืน ซึ่งสามารถจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงผู้ต้องหาอีก 1 รายที่เกี่ยวข้องกับการนำรถของกลางไปชำแหละ
นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ กอ.รมน. เข้าแจ้งความดำเนินคดีในความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมาตรา 151 ฐานนำทรัพย์สินของทางราชการไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งเป็นอีกสำนวนคดีหนึ่ง โดยหากการสอบสวนมีความเชื่อมโยงกัน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
สำหรับผู้ต้องหาที่ยังคงหลบหนีอีก 1 ราย เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นบุคคลที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ในต่างประเทศ จึงได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยทหารตามแนวชายแดน เพื่อสกัดกั้นการหลบหนีออกนอกประเทศ หากพบว่าหลบหนีออกไปแล้ว จะดำเนินการออกหมายแดงผ่านตำรวจสากลเพื่อติดตามจับกุมตัวกลับมาดำเนินคดี
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเด็นผู้ว่าจ้างยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจน และจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อไป เนื่องจากขณะนี้ผู้ต้องหายังไม่ครบทั้งหมด
รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ย้ำว่า นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความห่วงใยต่อคดีดังกล่าว และได้กำชับให้เร่งรัดการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง โดยตนได้ลงพื้นที่ติดตามการทำงานด้วยตนเอง เพื่อให้การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินคดี
ขณะที่ กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เปิดเผยภายหลังได้เข้าพบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงมหาดไทย ที่บ้านศรียะลา พร้อมกับ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
กมลศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้ขอบคุณนายกรัฐมนตรี ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคลี่คลายคดีของตนเอง จนออกหมายจับได้ 5 คน และจับกุมได้ 4 คน ก่อนจะครบ 1 เดือน ในอีก 2 วัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างเต็มที่ในการสืบสวนสอบสวนใครทำผิดต้องเอาตัวมาลงโทษให้ได้
"คนเหล่านี้ผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวสักคน เชื่อว่ามีคนใช้จ้างวานให้ทำร้ายผม ไม่ใช่แค่ผมแต่คนในพื้นที่ต้องการทราบว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้"
กมลศักดิ์ กล่าวว่าเบื้องต้นตนให้ข้อมูลลับกับนายกรัฐมนตรีแล้วเพื่อให้สาวถึงตัวผู้บงการ และพยายามเสาะหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ ข้อมูลที่ตนมีได้ให้นายกรัฐมนตรีไปแล้ว ส่วนจะไปถึงหรือไม่ในทางคดีต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจ ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้สัมภาษณ์แล้ว
ส่วนกรณีบุคคลที่ 3 ที่พบว่าผู้ต้องหาได้โทรศัพท์พูดคุยหลังก่อเหตุนั้น กมลศักดิ์ เปิดเผยว่า ตนได้ข้อมูลจากคนที่ให้การรับสารภาพว่า มีการรายงานไปยังบุคคลที่ 3 ซึ่งคนนั้นคือใคร ต้องใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของตำรวจและหวังให้มีการติดตามตัว ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี มือปืนที่ยังหลบหนี เพื่อจะได้ข้อมูลไปถึงผู้บงการ
ส่วนคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 กมลศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าถามคนที่นี่ในสื่อโซเซียลฯ เห็นอยู่แล้วว่าคำพูดของแม่ทัพภาคที่ 4 สำหรับคำตอบของคนที่นี่ อาจต่างจากคนภาคอื่น เพราะวิถีชีวิตตางกัน เพราะความคิดของคนที่นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน
"ผมไม่สบายใจตราบใดที่ยังไม่ได้ผู้บงการ แต่ก็หวังว่าจะได้รับความยุติธรรม ให้โอกาสทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงาน ที่ผ่านมาชื่นชมในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ"
กมลศักดิ์ ยอมรับว่ารู้สึกสบายใจขึ้นที่ได้บอกข้อเท็จจริงให้นายกรัฐมนตรีทราบ ส่วนผลเป็นยังอย่างไรให้ถามจากนายกรัฐมนตรี และกรณี ร.อ.วิโรจน์ หลบหนีไปต่างประเทศ หากตามตัวไม่ได้ และครบกำหนดฝากขัง 4 ผู้ต้องหา ก็ดำเนินการสั่งฟ้องได้ และส่วนตัวยังไม่ตัดประเด็นใดทั้งความมั่นคงและการเมือง
กมลศักดิ์ ยอมรับว่าห่วงความปลอดภัยของตนเอง และได้ยื่นขอคุ้มครองพยานจากกระทรวงยุติธรรมแล้ว ยอมรับว่าชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และตราบใดยังจับคนร้ายและผู้บงการไม่ได้ชีวิตตนเองก็ไม่ปลอดภัย




