ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร ที่มี เอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ. เป็นประธานการประชุม พิจารณาวาระ “การบริหารทรัพยากรกองทัพในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” โดยเชิญ กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ ‘กัน จอมพลัง’ และ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เข้าชี้แจงผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
กัน จอมพลัง กล่าวว่า “เพิ่งเห็นเอกสารเชิญเข้าประชุมเมื่อเวลา 03.00 น.ที่ผ่านมา แต่ก็มีการเตรียมหนังสือขอความอนุเคราะห์สนับสนุนแผงเกราะป้องกันกระสุนระดับ 4 จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรก 250 แผ่น ฉบับที่ 2 120 แผ่น เพื่อเตรียมกำลังพลและอุปกรณ์ให้พร้อมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” เอกราช จึงถามว่า “ทราบหรือไม่ว่าชุดเกราะเป็นยุทธภัณฑ์ ไม่สามารถรับบริจาคได้?”
กัน จอมพลัง ชี้แจงว่า “ตนเองไม่ได้เป็นคนซื้อ คนที่ทำเอกสารคือหน่วยงานและบริษัทที่ขอความอนุเคราะห์มาทางมูลนิธิ ซึ่งมูลนิธิจ่ายเงินให้กับบริษัทไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการเอกสารในการซื้อ ตนเองจึงจ่ายเงินเข้ากับบริษัทอย่างเดียว ร้านเป็นผู้ส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ และตนเองไปเข้าร่วมเฟรมเพื่อถ่ายรูปเท่านั้น”
ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ.ถามว่า “แผงเกราะใช่ล็อตเดียวกับที่ไปถ่ายรูปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ ที่มีการสกรีนคำว่า ‘กัน จอมพลังช่วยสู้’ ด้วยหรือไม่? และในเอกสารมีการระบุชื่อบริษัทว่าให้ไปซื้อจากบริษัทนี้ด้วยใช่หรือไม่?” กัน จอมพลัง ตอบว่า “ถูกต้อง ในเอกสารมีการเขียนชื่อบริษัท ส่วนการสกรีนข้อความ บริษัทเป็นผู้สกรีนให้”
จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน เลขานุการ กมธ.ถามว่า “จ่ายเงินซื้ออะไรไปได้รู้หรือได้เห็นบ้างหรือไม่?” กัน จอมพลัง ตอบว่า “ทางมูลนิธิคงจะได้มีการพูดคุยกับหน่วยงาน คงมีการแจ้งว่าของเป็นแบบไหน มีราคาเทียบกันอย่างไร จะต้องเห็นอยู่แล้ว”
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวต่อว่า “กรณีนี้หากเราเชื่อตามเอกสารที่ กัน จอมพลัง แจ้งมา ก็ต้องยอมรับว่ามูลนิธิหรือองค์กรใด ๆ เขาไม่มีทางรู้ เพราะภาวะศึกสงครามไม่ได้เกิดขึ้นเป็นนิจ เมื่อมีหนังสือประสานเข้ามาเป็นเรื่องปกติที่องค์กรหนึ่งจะไม่รู้ว่าครอบครองหรือซื้อยุทธภัณฑ์ไม่ได้ แต่เมื่อมีหนังสือตราครุฑเข้ามา เชื่อว่าทุกคนอยากจะช่วยสนับสนุนทหารก็มีการจัดซื้อไป ส่วนจะซื้อถูกซื้อแพงก็เป็นหน้าที่ของมูลนิธิและบริษัท แต่กรณีนี้จะต้องโฟกัสที่กองทัพว่าควรหรือไม่ที่จะขอรับบริจาคยุทธภัณฑ์ในการทำสงครามกับมูลนิธิต่าง ๆ โดยกรณีนี้เป็นประเด็นของกองทัพที่ไปขอรับบริจาคยุทธภัณฑ์จากภาคเอกชนได้อย่างไร คำถามดังกล่าวเป็นคำถามที่กองทัพควรจะตอบ”

รักชนก ศรีนอก สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน กล่าวว่า “ขอให้ กัน จอมพลัง ส่งเอกสารที่กองทัพขอรับความอนุเคราะห์มาให้ กมธ. จะได้รู้ว่าเอกสารเหล่านั้นออกมาจากหน่วยงานราชการจริงหรือไม่ ทั้งหมดมีกี่รายการ มีหนังสือกี่ฉบับ เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่มาก ในงบประมาณมีการตั้งงบฯ ไว้ซื้ออยู่แล้ว แต่กลายเป็นว่ามีการโยกงบฯ เพื่อมาซื้อของเหล่านี้ซึ่งจะทำให้มีปัญหา”
เพื่อเป็นเกราะป้องกัน กัน จอมพลัง ควรส่งเอกสารมาให้ กมธ. เพื่อตรวจสอบว่าตรงกับข้อมูลของหน่วยงานราชการหรือไม่
— รักชนก ศรีนอก
กัน จอมพลัง ชี้แจงว่า “เรื่องการเข้าพื้นที่ ไม่ว่าพระหรือชาวบ้าน ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่ได้เข้าไปสร้างปัญหา แต่มีการพูดคุยและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ขณะที่อุปกรณ์ต่าง ๆ จะมีการทักมาหาตนเองผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เพื่อขอความอนุเคราะห์ เช่น โน๊ตบุ๊กที่จะใช้คำนวณการกดกระสุนใหญ่ เพราะของเดิมสภาพเก่า รวมถึงการสร้างถนนเข้าไปในพื้นที่ เข้าใจว่ากองทัพมีศักยภาพในการทำ แต่อาจจะติดปัญหาขั้นตอนการเบิกจ่ายงบ แต่ในส่วนของมูลนิธิคุยวันนี้อีก 2 วันก็สามารถดำเนินการได้เลย”
ขออย่าให้การให้ข้อมูลของผมกระทบกับทหารชั้นผู้น้อย และถ้ามีโอกาสขอเชิญคณะกรรมาธิการไปดูพื้นที่หน้างานจริง บางฐานมีทหารอยู่ถึง 50-60 นาย แต่มีห้องน้ำใช้เพียงห้องเดียว
— กัน จอมพลัง (กัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์)
ขณะที่ เอกราช ได้ขอความอนุเคราะห์ “ให้ กัน จอมพลัง ส่งข้อมูลมาที่ กมธ.” ทางด้าน กัน จอมพลัง จึงตอบว่า “ยินดี ไม่ติด หากทหารชั้นผู้น้อยไม่ได้รับผลกระทบ ตนเองก็ยินดี เพราะเจตนาของตนเองคือ ช่วยเหลือให้ทหารชั้นผู้น้อยอยู่ได้”
เอกราช ยืนยันว่า “กมธ. ไม่ทำให้ทหารชั้นผู้น้อยเดือดร้อนและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารชั้นผู้น้อยมาโดยตลอด จึงขออย่ากังวล การให้ข้อมูลไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพียงแค่ กมธ. อยากได้ข้อมูลมาปฏิบัติในเชิงนโยบายเท่านั้น”
กัน จอมพลัง กล่าวอีกว่า “ตนเองเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสไปทำงานที่บริเวณชายแดน หากมีโอกาสจะเชิญ กมธ.ไปหน้างานจริงเพื่อหาทางแก้ไข”
ส่วนทาง จิรัฏฐ์ ย้ำว่า “กมธ.ไม่ได้ตรวจสอบ กัน จอมพลัง แต่ทำหน้าที่ตรวจสอบกองทัพ จึงอยากให้มีการส่งลิสต์รายการทั้งหมดที่มีการบริจาคไปยังกองทัพมาให้ กมธ.”
นอกจากนี้ ที่ประชุม กมธ.พยายามจะถามคำถาม กัน จอมพลัง เพิ่มเติม แต่เจ้าตัวระบุว่า “จะขอจบการชี้แจง เพราะติดงานไลฟ์สดกับลูกค้า ทุก 5 นาทีจะมีลูกค้า จึงเกรงใจลูกค้า”
รักชนก จึงรีบถามว่า “กัน จอมพลัง ได้รับหนังสือขอความอนุเคราะห์ทั้งหมดกี่ฉบับ? ถ้าครั้งต่อไปอยากจะเชิญมาให้ข้อมูลเรื่องนี้จะสะดวกวันไหน?”
กัน จอมพลัง ตอบว่า “ถ้าไม่ติดคิวรับลูกค้า ไม่มีปัญหายินดี แต่วันนี้ทุกคนก็เห็นว่าตนเองทำมาหากิน มีลูกค้ามีการนัดคิว ถ้าไม่มีคิวแล้วจะวิดีโอคอลแบบนี้ก็ยินดี และหากทางทหารบอกว่าทหารชั้นผู้น้อยไม่ได้รับผลกระทบก็ยินดีเต็มที่ ตนเองเพิ่งทราบว่าต้องเข้าประชุมเมื่อเวลา 03.00 น. ทาง กมธ.เตรียมตัวมาหลายวัน แต่ตนเองไม่มีเวลาเตรียม ขอให้คิดดูว่ามันได้หรือไม่”
วิโรจน์ ย้ำว่า “เมื่อมีศึกสงครามเกิดขึ้น คนไทยต้องการสนับสนุนกองทัพ หากจะไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น แก้ปัญหาให้ถูกจุดจะต้องซักซ้อมกับกองทัพว่าหากจะมีการบริจาคควรจะมีหลักเกณฑ์ ออกประกาศว่าของที่จะรับบริจาคมีอะไรบ้าง ของอะไรที่ไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้ เช่น เสื้อเกราะ โดรน เรื่องนี้เป็นปัญหาเชิงระบบที่กองทัพไม่ได้กำหนดเกณฑ์ ส่วนความโปร่งใส มูลนิธิใดจะถูกต้องหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อยู่นอกขอบเขตของ กมธ.ทหาร”
ต่อให้มีหนังสือขอความอนุเคราะห์กี่ฉบับ การขอเรื่องอาหารแห้ง หรือการสนับสนุนของปากิณกะ หรือของสิ้นเปลือง การรับบริจาคจากมูลนิธิหรือภาคประชาชนสามารถทำได้ แต่เราห่วงเรื่องบริจาคยุทธภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นกองทัพจะต้องมีประกาศที่ชัดเจนว่าอะไรที่บริจาคได้หรือบริจาคไม่ได้ จึงขอประธาน กมธ.ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือกองทัพให้กำหนดหลักเกณฑ์การรับบริจาคจากภาคประชาชนและมูลนิธิให้ชัด
— วิโรจน์ ลักขณาอดิศร

ทางฝั่ง พล.ต.วินธัย ชี้แจงว่า “ของที่ได้รับสนับสนุนมาในวิกฤตครั้งนี้เข้ามา 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือ เพื่อต้องการช่วยเหลือกำลังพลและต้องการช่วยเหลือชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ปฏิบัติงานบริเวณแนวหน้า นโยบายของผู้บัญชาการทหารบกจะไม่ขอรับเป็นเงิน เนื่องจากบริหารจัดการยุ่งยากและเรื่องกฎหมาย ถ้าจะแสดงน้ำใจขอเป็นสิ่งของ ถ้าจะเป็นเงินโดยส่งต่อไปที่กำลังพลผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต หรือครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบก็จะเป็นสะพานเชื่อมต่อให้”
“ส่วนของกองทัพบกมีผู้ประสานเข้ามาเยอะ เราไม่อยากจะเสียมารยาท ส่วนใหญ่จึงรับบริจาคเป็นสิ่งที่จุนเจือชีวิตความเป็นอยู่ ในฐานะโฆษกกองทัพบกจะคำนึงให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในสนามรบ หากขาดเหลืออะไรเราจะแจ้ง แต่ไม่อยากรับมาจนกระทั่งไม่ได้บริหารจัดการจนไม่ตรงผู้ใช้งานจริง โดยเรื่องการบริจาคยุทธภัณฑ์ เป็นเรื่องทางเทคนิค ราคาสูง และไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะมี เพราะเรื่องของยุทธภัณฑ์จะต้องมีมาตรฐาน”
สำหรับกรณียุทธภัณฑ์ สิ่งที่ได้รับมา เราไม่ได้ขาดแคลน เพราะเราเป็นหน่วยราชการใหญ่และได้รับความเกื้อกูลจากฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติมาโดยตลอดเรื่องงบประมาณ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เรามั่นใจว่ายุทธภัณฑ์ที่เป็นเกราะกันกระสุนตามมาตรฐาน NIJ 3+ ซึ่งเป็นเกรดเดียวกับที่สหรัฐฯ ใช้ หมุนเวียนอยู่ในกำลังพลประมาณ 70,000 ตัว ซึ่งหน่วยแนวหน้าสุดได้ใช้ ปัญหาคือกัน จอมพลังจัดหายุทธภัณฑ์ที่มีมาตรฐานสูงกว่าระดับกองทัพใช้ (ระดับ 4) ยืนยันว่ากองทัพบกไม่ได้มีการขอความอนุเคราะห์ไปยังกัน จอมพลัง แต่ระดับหน่วยมี
— พล.ต.วินธัย สุวารี
พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า “โดยนโยบายจะไม่รับบริจาค เราพยายามอยู่รอดได้ด้วยตนเอง แต่ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า มีความพยายามจะแสดงน้ำใจมาเยอะมาก จะเป็นเงินด้วยซ้ำ จึงพยายามบริหารความรู้สึกของบุคคลที่ปรารถนาดี”
รักชนก ถามว่า “กองทัพได้มีการทำใบขอความอนุเคราะห์ไปยัง กัน จอมพลังและมูลนิธิอื่น ๆ ไปจำนวนเท่าไร?”
พล.ต.วินธัย ระบุว่า “ขอไปตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งหนึ่งเนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ครบ สามารถดูหนังสือขอความอนุเคราะห์ในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ไทย-กัมพูชาได้ โดยที่ผ่านมา กัน จอมพลังไม่เคยใช้ช่องทางของกองทัพ แต่พูดคุยกับหน่วยงานในพื้นที่ ตนเองไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ แต่ระบบการร้องขอทั้งหมดอาจจะตกหล่น ในระดับกองทัพอาจจะไม่ทราบ หากต้องการความกระจ่างอาจจะต้องไปคุยกับทุกหน่วย เพื่อดูว่ามีความอนุเคราะห์อะไรบ้าง สำหรับการขอความช่วยเหลือที่ไม่ได้ใช้งาน ตนเองไม่ได้ทราบเลย เพราะระดับหน่วยได้มีการแจ้งไปยังมูลนิธิต่าง ๆ เอง ซึ่งตนเองยินดีที่จะหาข้อมูลให้
ส่วนกรณีการตรวจสอบหนังสือจากหน่วยระดับรอง และการจัดซื้อยุทธภัณฑ์ในระดับ 4 ตนเองยังไม่ทราบเรื่องลักษณะของการแจกจ่ายมีข้อมูลน้อยมาก ต้องขอไปทำข้อมูลเพิ่มเติม เพราะถ้าเป็นงบประมาณแผ่นดินจะต้องมีการขึ้นทะเบียนการจัดซื้อยุทธภัณฑ์”
ยืนยันว่าเสื้อเกราะไม่ได้มีการขาดแคลน เรามีครบ แต่ กัน จอมพลัง หามาเพิ่มเติมให้ เป็นเกราะอีกสเปคหนึ่งเหนือมาตรฐานที่กองทัพบกใช้ หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง เท่ากับกองทัพจะมีนายทหารหนึ่งคนมีเสื้อเกราะสองตัว
— พล.ต.วินธัย สุวารี




