การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 3 ชี้แจงถึงการตัดสินใจเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ว่า “เป็นเพราะการทำงานที่ผ่านมาได้ร่วมงานกันมานานแล้ว และที่สำคัญเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตที่รู้สึกว่าในภาวะแบบนี้ของประเทศ ต้องทำอะไรสักอย่าง วันนี้ประเทศไทยกำลังอึดอัดมากกับภาวะที่ติดขัดไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ เศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นในระดับประเทศ”
จริงๆ แล้วดิฉันไม่ใช่คนการเมืองมาก่อน แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งหนึ่งที่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะนำความรู้และประสบการณ์ที่มีมาช่วยประเทศสักครั้งหนึ่ง และถือเป็นโอกาสที่ดี ซึ่งต้องขอบคุณ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ที่ให้โอกาส
เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นว่าแคนดิเดตของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 3 คน เมื่อเทียบกับพรรคอื่นแล้วจะสู้ได้หรือไม่? การดี กล่าวว่า “ไม่ได้เทียบในลักษณะตัวบุคคล แต่มองว่าวันนี้ประเทศต้องการอะไร และเราเลือกตามทักษะที่มี จะเห็นว่าเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อม และเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ที่มี สิ่งที่เคยทำและประสบความสำเร็จมาแล้ว การที่เราทำเป็นจริงๆ จะช่วยประเทศได้”
ลองมองภาพดู พี่มาร์คมีความเป็นผู้นำในระดับประเทศและระดับสากล ในแนวคิดที่มุ่งมั่นชัดเจน ต้องการการเมืองที่สุจริต มีความเข้าใจเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในประเทศและต่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเรื่องที่เราให้ความสำคัญอย่างมากคือการทำการเมืองที่โปร่งใสและสุจริต ขณะที่พี่กรณ์มีฝีมือที่ชัดเจน เป็นรมว.คลังระดับโลก และในภาวะที่ประเทศตกต่ำในอดีต ตอนที่พี่กรณ์ เป็น รมว.คลัง ก็นำพาประเทศเติบโต จีดีพีกว่า 7% วันนี้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เทคโนโลยี ดิฉันก็น่าจะเป็นองค์ประกอบที่ช่วยขับเคลื่อนจากฐานรากเดิม ไปสู่การนำพาประเทศเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่และโอกาสใหม่ในอนาคต
พร้อมเผยด้วยว่า “จากนี้ต้องช่วยกันอย่างเต็มที่ ทั้งการช่วยหาเสียง และการให้ข้อมูลในการกำหนดและวิเคราะห์นโยบาย โดยดิฉันจะร่วมลงหาเสียงกับผู้สมัครทุกคน”
ส่วนหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งแรกที่คิดจะทำคืออะไร? การดี กล่าวว่า “ตอนนี้ยังเป็นเพียงแค่แคนดิเดตนายกฯ แต่ไม่อยากให้มองที่ตัวบุคคล อยากให้มององค์ประกอบที่เข้ามาและประสบการณ์ในการอาสาเป็นแคนดิเดตนายกฯ สิ่งหนึ่งที่สนุกในการทำงานคือ เราไม่ได้โยนเรื่องแล้วปล่อยให้วางอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เรารู้จักและทำงานร่วมกันมานาน ง่ายๆ คือมี DNA เหมือนกันในเรื่องความสุจริตและความตั้งใจ”
เมื่อถามถึงการนำเสนอนโยบายเกี่ยวกับการแก้หนี้ให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม การดี กล่าวว่า “หากมองในระยะสั้น ต้องไปทำความเข้าใจกับแต่ละกลุ่ม เพราะการแก้หนี้มีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น หนี้เกษตรกร หนี้ของคนทำงานออฟฟิศ แต่สิ่งสำคัญคือจะเข้าไปทำในเรื่องการสร้างรายได้ใหม่ให้มากและง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงลดต้นทุนการใช้ชีวิตให้มากที่สุด”
เพราะเป้าหมายของการทำนโยบายวันนี้ ไม่ใช่เพียงอยากทำอะไรเท่านั้น แต่ต้องไปทำความเข้าใจว่า ‘จุดเจ็บ’ ของประชาชนคืออะไร โดยกำลังผลักดันนโยบายที่มีตัวชี้วัดชัดเจน และเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เพื่อนำพาประเทศกลับไปสู่จุดที่เคยรุ่งเรือง และสร้างโอกาสใหม่ได้อย่างยั่งยืน




