การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการ SME ท่ามกลางภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากผลกระทบของสงครามและการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยย้ำว่า หน้าที่ของรัฐคือการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้วิกฤตนี้กลายเป็นหายนะของพี่น้องประชาชน พร้อมชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญที่กำลังบีบคั้นหัวใจคนทำงานและผู้ประกอบการในขณะนี้ คือ
- ราคาน้ำมันและต้นทุนการผลิต เมื่อไม่มีการตรึงราคา ย่อมส่งผลกระทบลูกโซ่ไปถึงภาคเกษตรและการขนส่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
- วิกฤตวัตถุดิบต้นน้ำ ทั้งปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติกที่ส่งผลต่อบรรจุภัณฑ์สินค้า SME และราคาปุ๋ยเคมีที่พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นกำแพงใหญ่ในการกระจายสินค้าและเพิ่มต้นทุนเกษตรแปรรูป
- มาตรการคุมราคาที่ไม่สอดคล้องกับความจริง การคุมราคาสินค้าโดยไม่ดูต้นทุนที่แท้จริง อาจเป็นการบีบให้ SME ต้องเลือกระหว่างการลดคุณภาพสินค้า หรือการแบกรับจนไปต่อไม่ไหว ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน
ขณะเดียวกัน ได้แนะแนวทางเชิงรุกที่เน้นความแม่นยำ แทนการช่วยเหลือแบบหว่านแห เพื่อให้ประเทศไทยก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง ใน 3 หัวข้อ ได้แก่
- คัดกรองกลุ่มเป้าหมาย (Segmentation) รัฐบาลควรแบ่งกลุ่ม SME ตามระดับความเดือดร้อน ไม่ใช่หว่านแหแก้ปัญหา ทั้งกลุ่มวิกฤต กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มปกติ เพื่อให้การใช้ภาษีจำนวนมากได้นำไปใช้เยียวยาผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
- เปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่ราคา สร้างความโปร่งใสในข้อมูลคลังวัตถุดิบยุทธศาสตร์ เช่น ปุ๋ยและเม็ดพลาสติก เพื่อให้มองเห็นภาพรวมและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที
- มีระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลที่แม่นยำเป็นสัญญาณเตือนก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวและไม่เจ็บตัวไปมากกว่านี้
ดิฉันไม่อยากให้วิกฤตซ้อนวิกฤตนี้กลายเป็นหายนะ แต่ถ้าเรามองให้เป็นโอกาสในการพัฒนา เราจะสามารถผ่านมันไปได้ด้วยกัน
ภาพ: กชามาส เพ็งพอรู้




