‘คารม’ กังขา 4 ประเด็น DSI ทำคดีฮั้วเลือก สว.

22 ก.พ. 2568 - 12:24

  • ‘คารม’ กางตำรากฎหมาย! กังขา 4 ประเด็น ‘ดีเอสไอ’ โดดทำคดี ‘ฮั้วเลือกสว.ปี67’ ได้หรือไม่

  • อัด ‘รมว.ยธ.’ ใช้อำนาจ ‘ฝ่ายบริหาร’ ล้มล้าง ‘ซีกนิติบัญญัติ’ เสี่ยงขัดรธน.

karom_22feb2025_SPACEBAR_Hero_91b8575c73.jpg

คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทยและนักกฎหมาย กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่ม ผู้สมัคร สว. ที่ไม่ได้รับเลือก ไปยื่นหนังสือต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยอ้าง การเลือกสว.มีการฮั้วกัน และมีแนวโน้มดีเอสไอจะรับเป็นคดีพิเศษว่า เรื่องนี้ ต้องรับว่าเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจมาก เพราะดีเอสไอที่ถูกตั้งขึ้นในปี 2545 มีเจตนาเพื่อเป็นพนักงานสอบสวนในคดีอาญา ในคดีอาชญากรรมที่มีผลกระทบเศรษฐกิจ มีการกระทำความผิดที่ซับซ้อน เป็นเครือข่ายอาชญากรรมเดิมนั้นเดิมผู้ที่ทำหน้าที่สอบสวนคดีอาญาทุกประเภท คือพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากพระราชพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษฯ นั้น กำหนดให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง มีรมว.ยุติธรรม เป็นผู้กำกับ เพราะฉะนั้น เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ในการจัดตั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น จะเห็นว่า ต้องการให้มีพนักงานสอนสวนในคดีอาญาที่มีความสลับซับซ้อนมากกว่าคดีอาญาทั่วไป  แต่ไม่น่าจะรวมถึงคดีที่เกี่ยวข้องรัฐธรรมนูญ ที่ระบุไว้เฉพาะ และข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นเพียงพนักงานสอบสวน เหมือนพนักงานสอบสวนคดีอาญาทั่วไป การฟ้องคดีจึงต้องส่งผ่านพนักงานอัยการ เพื่อฟ้องคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามปกติของการฟ้องคดี

คารม กล่าวต่อว่า ส่วนสมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นผู้ที่มาตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 107 ถึง 113  การเลือกตั้ง หรือการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกสมาชิกวุฒิสภาฯ และคนรับรองสมาชิกวุฒิสภา คือกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดังนั้นการที่ดีเอสไอจะนัดประชุมคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ ในวันที่  25ก.พ.นี้ เพื่อพิจารณาว่าจะรับคดีที่ผู้ลงสมัครสว. แต่ไม่ได้รับเลือกมาร้อง และอ้างว่าการเลือกตั้ง เป็นไปโดยไม่ชอบนั้น  จึงมีคำถามทางกฎหมายว่า 

  1. แม้รมว.ยุติธรรมจะบอกว่า  อาจรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา สามารถทำได้เพราะถือกฎหมายคนละฉบับ แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งและละเอียดแล้ว การพ้นตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาภายหลังจาก กกต. รับรองแล้ว ย่อมเป็นไปตามมาตรา 111 ของรัฐธรรมนูญ  แม้ดีเอสไอจะสอบสวนคดีพิเศษ จะมีการดำเนินคดีก็อาจทำได้เฉพาะบุคคล แต่แม้จะดำเนินคดีอาญาเฉพาะบุคคล ในสมัยประชุม ก็ต้องขออำนาจจากสภาฯ หากจะจับกุมคุมขังในสมัยการประชุมสภาก็ไม่อาจทำได้
  2. คดีที่อ้างว่าการเลือกตั้ง สว. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้รับรองและยืนยันแล้วว่า ไม่มีข้อเท็จจริงที่เป็นไปตามคำกล่าวหา  หรือคำร้อง และกกต. เป็นองค์กรที่จัดการเลือกตั้ง ได้รับรองแล้ว แต่หากกรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับเป็นคดีพิเศษ และให้มีการดำเนินคดีอาญากับ สว. จะถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
  3. การที่รมว.ยุติธรรมอ้างว่า มีสมาชิกวุฒิสภา มีจำนวนถึง 138 คน และดีเอสไอดำเนินคดีจนต้องพ้นตำแหน่งทั้ง 138 คน  ซึ่งเกินกึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภา ก็ต้องมีการเลือกวุฒิสภาขึ้นใหม่ เพื่อให้ครบ 200 คนถึงจะปฎิบัติหน้าที่ได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา  107  ย่อมแปลได้ว่า ดีเอสไอสามารถล้มการเลือกสมาชิกวุฒิสภาได้ ทั้งที่สมาชิกวุฒิสภามาตามรัฐธรรมนูญ 
  4. การที่รมว.ยุติธรรม ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารและเป็นผู้บังคับบัญชากรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ใช้อำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเพียงพระราชบัญญัติ และมีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ มาดำเนินการ หากเป็นไปตามที่มีผู้สมัคร สว. ที่ไม่รับการเลือกตั้งร้องมา ก็อาจทำให้ สว. ต้องหลุดไป หรือปฎิบัติหน้าที่ไม่ได้ ถึง  138 คนนั้น ถือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญได้ไหม และมีผลอย่างไร หรือเป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญาทั่วไป

“ประเด็นเรื่องนี้ จึงเป็นประเด็นที่สำคัญทางกฎหมายอย่างยิ่ง สามารถนำเอาไปทำวิทยานิพนธ์ ได้เลย เพราะเป็นการใช้อำนาจขององค์กรทางการบริหารมาล้มล้างฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ดูสุ่มเสี่ยงว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ และอาจเป็นจุดจบของฝ่ายนิติบัญญัติ หากกรมสอบสวนคดีพิเศษสามารถทำได้ เพราะถ้าตรวจสอบสมาชิกวุฒิสภาจนต้องหลุดไปทั้งที่กกต.รับรองไปแล้ว ต่อไปก็จะมีการตรวจสอบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เช่น โดยมีการอ้างว่า มีการฮั้วการเลือกตั้ง อำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็จะใหญ่กว่าอำนาจของประชาชน ผมเชื่อว่า เจตนารมณ์ของกฎหมาย ตอนร่างขึ้นไม่น่าจะเป็นแบบนี้”

คารม กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์