คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังรับตำแหน่งว่า การทำงานในฐานะรองโฆษกฯ อาจยังไม่ค่อยลงตัว มีความตื่นเต้นเล็กน้อย และเพิ่งเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี เป็นครั้งแรก คิดว่าในสัปดาห์หน้าน่าจะเข้าที่ ส่วนเรื่องการทำงาน ได้หารือกับโฆษกรัฐบาล ว่าจะช่วยกัน
โดยตนเองเริ่มชีวิตการเมืองจากพรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทย ไปพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย เมื่อได้เข้ามาทำงานหน้าที่ตรงนี้ ถือว่าได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ โดยได้รับมอบจากโฆษกฯ ว่า หากเป็นประเด็นทางกฎหมาย ก็ให้ตนเองชี้แจง
นอกจากนั้น จะขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาล รวมถึงงานทั้ง 4 กระทรวงของพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ ยินดีที่จะร่วมมือกันทำงานกับสื่อมวลชน ส่วนประเด็นทางการเมืองจะพูดบ้าง โดยไม่ให้เกิดเป็นความขัดแย้ง
“ผมเคยถูกกล่าวหาเปลี่ยนช่องทางการเมือง วันนี้ตอบได้ว่า ไม่ใช่ ผมไม่ได้เปลี่ยนเส้นทาง และไม่ใช่งูเห่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา จะตอบได้ชัดว่าที่ไหนที่มีพื้นที่ให้ทำงานให้ประชาชนได้ ก็จะเลือกไปอยู่ที่ใหม่ที่ให้โอกาส เป็นปกติของนักการเมือง และ สส.ที่มาอยู่พรรคใหญ่ เช่น เพื่อไทย ก็เคยเปลี่ยนมาหลายพรรค ส่วนผมแม้จะอยู่มาหลายพรรค แต่มาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย หลังจากที่ยุบสภาฯ แล้ว จึงขอความเป็นธรรมกับสื่อฯ หากจะเรียกผมก็ให้เป็นไปตามกระแส ขอย้ำว่าผมไม่เคยทิ้งอุดมการณ์ที่จะช่วยบ้านเมือง นับตั้งแต่ที่ผมเป็นทนาย นปช. อยู่กับประชาชน จนมาเป็น สส. ถ้าติดตามจริงผมยึดประชาชนเป็นหลัก” คารม กล่าว
ส่วนกรณีการมีตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล จะทำให้แสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ได้ไม่เต็มที่หรือไม่ คารม บอกว่า “ไม่ใช่ ผมยังมีตัวตนของตัวเอง โดยต้องดูว่าจะช่วยขับเคลื่อนการทำงานของรัฐบาลได้อย่างไรด้วย และส่งเสริมมุมมองในเชิงบวก”
เมื่อถามถึงมุมมองต่อเจตนาของพรรคก้าวไกล ที่ไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมในคณะกรรมการศึกษาการจัดทำประชามติ เพื่อแก้ไขธรรมนูญฯ คารม ก็กล่าวว่า พรรคก้าวไกลอาจมองในมุมที่ว่า ทำแบบนี้อาจไม่ได้รัฐธรรมนูญตามที่คิดไว้ เพราะออกแบบไม่เหมือนกัน
“เข้าใจวิธีคิดของพรรคก้าวไกล ที่อยากทำอะไรให้ได้ดั่งใจ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะสังคมมีหลายกลุ่ม พรรคการเมืองมีหลายพรรค ประชาชนมีหลายกลุ่ม จึงต้องมารวมตัวพูดคุยกัน” คารม กล่าว
ส่วนกรณีของ ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ ที่ถูกขับออกจากพรรค และไปตีความตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ แต่พอคนอื่นทำบ้าง กลับกล่าวหาว่าทำเพื่อประโยชน์ วันนี้ทุกอย่างตอบโจทย์ชัด เมื่อครั้งที่ตนเองโหวตสวนพรรคก้าวไกล เป็นการโหวตโดยใช้เอกสิทธิ์ และต่อมาถูกขับจากพรรค ส่วนกรณีของ ปดิพัทธ์ ทั้งที่เป็นพรรคมีเสียงข้างมาก แต่ไม่ได้อยู่ในรัฐบาล แล้วมี สส.ไปเป็นรองประธานสภาฯ เรียกว่าปีกของสภาฯ จะมาเป็นผู้นำฝ่ายค้านไม่ได้ จึงต้องเลี่ยงวิธีการ
“เป็นการเดินทัพลอย ทำเหมือนที่เคยกล่าวหาคนอื่นไว้ สะท้อนว่า เวลาที่ว่าคนอื่นแล้วมาคิดทีหลังว่าคนที่ว่าถูกแต่เขาเสียหายไปแล้ว พรรคก้าวไกลต้องมาดูตรงนี้ แม้แต่เรื่องรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็เป็นเรื่องทำอะไรเอาแต่ใจตัวเอง ทั้งที่ทำไม่ได้ เพราะการเมืองต้องมาช่วยกันร่วมกันคิด บ้านเมืองจึงจะเดินไปได้” คารม กล่าว
ส่วนกรณีพรรคก้าวไกล เป็นแกนนำฝ่ายค้าน แต่ไม่มาร่วมเป็นกรรมการศึกษาประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะทำให้การดำเนินงานสะดุดหรือไม่นั้น คารม มองว่าไม่สะดุด แต่อาจไม่สมบูรณ์ทุกมิติ เพราะถ้าฝ่ายค้านไม่เข้าร่วม ก็จะดูว่าทุกคนไม่เห็นพร้อมกัน ก็อาจไม่ลงตัว และอาจเกิดความขัดแย้งเชิงความคิดและเนื้อหาจะเป็นไปในรูปแบบใด
“ในเมื่อเค้าไม่เข้าร่วม ก็แสดงว่าจุดยืนแตกต่างกัน” คารม กล่าว




