ชะตา 'กล้าธรรม' ยามอัสดง 'ไร้อำนาจรัฐ' ทางแพร่ง 'พรรคเฉพาะกิจ' จับตา 'งูเขียวหางโผล่' ?

19 ส.ค. 2569 - 18:01

  • 'พรรคกล้าธรรม' ตั้งบนฐานการเมือง-ทรัพยากร 'กลุ่มบ้านใหญ่' มากกว่า 'อุดมการณ์' ร่วม จึงเผชิญวิกฤต เมื่ออยู่นอก 'รัฐบาล' ไร้อำนาจรัฐ ส่งผลต่อ 'งบประมาณ-ทรัพยากรรัฐ' ในการบริหารจัดการสู่พื้นที่

  • หากไม่ต้องการเป็นเพียง 'พรรคเฉพาะกิจ' ระยะสั้น ต้องปรับตัวสู่แนวทาง 'ท้องถิ่นนิยม' และพัฒนาตัวเองสู่ 'สถาบันการเมือง' ที่ยึดโยง 'นโยบายเฉพาะด้าน' และพื้นที่อย่างแท้จริง

ชะตา 'กล้าธรรม' ยามอัสดง 'ไร้อำนาจรัฐ' ทางแพร่ง 'พรรคเฉพาะกิจ' จับตา 'งูเขียวหางโผล่' ?

ครบรอบ 61 ปี วันเกิด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ปธ.ที่ปรึกษา พรรคกล้าธรรม เมื่อวานนี้ (18ส.ค.) บรรดา สส.กล้าธรรม ตบเท้าเข้าอวยพรวันเกิด ในวันที่ ร.อ.ธรรมนัส ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี เหตุเพราะ พรรคกล้าธรรม ไม่ได้เป็นรัฐบาล และอยู่ใน สภาวะฝ่ายค้าน

พรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำเชิงสัญลักษณ์และการเชื่อมประสานของ ร.อ.ธรรมนัส ร่วมกับ กลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ กำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบครั้งสำคัญเมื่อต้องยืนอยู่ นอกสมการอำนาจรัฐ 

การไร้ตำแหน่งรัฐมนตรีและขาดแคลนงบประมาณหล่อเลี้ยงพื้นที่ นำมาสู่คำถามสำคัญถึงความยั่งยืนว่า พรรคการเมืองลักษณะนี้จะกลายเป็นเพียง 'พรรคเฉพาะกิจ' ที่รอวันแตกสลาย หรือจะสามารถปรับตัว เพื่อยืนระยะต่อไปได้ในระยะยาว ?

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา สะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างและวิเคราะห์เกมการเมืองเบื้องลึกไว้อย่างน่าสนใจ

การเมืองไทย บนทาง 2 แพร่ง อุดมการณ์ VS อุดมสมบูรณ์

เมื่อกล่าวถึงรากฐานของพรรคการเมืองไทย รศ.ดร.โอฬาร เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง หลักการเชิงทฤษฎี กับ ความเป็นจริงในทางปฏิบัติ

หากกล่าวถึง พรรคการเมืองในเชิงหลักการ ย่อมหมายถึง องค์กรทางการเมืองที่รวมกลุ่มบุคคลที่มีความคิด อุดมการณ์ และเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ แต่ในความเป็นจริงของการเมืองไทย มิติทางอุดมการณ์กลับไม่มีความชัดเจนเท่ากับเงื่อนไขของความอุดมสมบูรณ์

พรรคการเมืองหลายพรรค ก่อตั้งขึ้นบน ฐานคิดของความอุดมสมบูรณ์ กล่าวคือ เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่มองเห็นโอกาสในการเข้าสู่อำนาจ การแสวงหาผลประโยชน์ และการจัดสรรตำแหน่งทางการเมือง 

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้พรรคการเมืองไทยตามธรรมชาติขาดความยั่งยืนและขาดความเป็นสถาบันทางการเมือง เมื่อแกนนำหรือผู้มีอิทธิพลหลักยุติบทบาท พรรคจึงมีแนวโน้มที่จะแตกสลายพรรคกล้าธรรม จึงมีลักษณะคล้ายคลึงกับพรรคการเมืองอื่นที่เกิดขึ้น จากการรวมตัวของกลุ่มพลังทางการเมืองที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นหลัก

วิกฤตบ้านใหญ่ เมื่อขาด 'ท่อน้ำเลี้ยง'

รศ.ดร.โอฬาร วิเคราะห์ให้เห็นว่าเมื่อพรรคไม่ได้ร่วมรัฐบาล ผลกระทบระลอกแรกจึงตกอยู่กับกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มีฐานคะแนนเสียงและเครือข่ายบ้านใหญ่ของตนเอง

การที่พรรคไม่ได้ร่วมรัฐบาล ย่อมส่งผลกระทบต่อ สส. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มี 'ฐานคะแนนนิยม-ทรัพยากรส่วนตัว' พร้อมอยู่แล้ว และมีโอกาสได้รับการเลือกตั้งไม่ว่าจะสังกัดพรรคใด

หากการสังกัดพรรคไม่ได้นำไปสู่การเป็นรัฐบาล สส. กลุ่มนี้อาจพิจารณาย้ายไปสังกัดพรรคอื่น เว้นแต่หัวหน้าพรรคและแกนนำพรรค จะสามารถจัดสรรทรัพยากรมาหล่อเลี้ยงเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลายเป็นภาระหนักของแกนนำในการรักษาบุคลากรเหล่านี้ไว้

สำหรับ สส. ที่มีเครือข่าย ตระกูลการเมือง การขับเคลื่อนย่อมต้องอาศัยกลไกอำนาจ ทรัพยากร และงบประมาณสนับสนุน 

เมื่อปราศจากตำแหน่งทางการเมือง การจัดสรรทรัพยากรไปยังเครือข่ายย่อมเผชิญภาวะชะงักงัน เนื่องจากเครือข่ายดำรงอยู่ได้ด้วยการได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง หากสภาวะดังกล่าวคงอยู่เป็นเวลานาน ย่อมส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งครั้งถัดไป และอาจนำไปสู่การย้ายพรรคของ สส. ในท้ายที่สุด เพราะเมื่อพรรคเริ่มต้นจากความอุดมสมบูรณ์ มิติของอุดมการณ์จึงถูกลดทอนลงไป

เกมซ้อนเกม! ศึกซักฟอก - จังหวะก้าว 'งูเขียว'

ในส่วนของสมการอำนาจ รศ.ดร.โอฬาร วิเคราะห์ว่า รอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหลักอย่าง เพื่อไทย และ ภูมิใจไทย อาจกลายเป็นปัจจัยเร่งที่เปิดทางให้เกิดการดึงเสียง สส. เข้ามาเสริมเสถียรภาพ

แม้รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นร่วมกันระหว่าง พรรคภูมิใจไทย กับ พรรคเพื่อไทย จะดูเหมือนมีเอกภาพ แต่ในความเป็นจริงมีความระแวงแคลงใจและความไม่ไว้วางใจระหว่างกันค่อนข้างสูง 

จากประสบการณ์ในอดีต เนวิน ชิดชอบ มีความไม่ไว้วางใจ ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของสมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่พร้อมจะเกิดความขัดแย้งได้ตลอดเวลา

การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นจุดชี้ขาดสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และกรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกตรวจสอบอย่างหนักจาก พรรคเพื่อไทย 

หาก พรรคเพื่อไทย ลงมติสนับสนุน พรรคภูมิใจไทย ย่อมมีต้นทุนทางการเมืองที่ต้องแลก ในทางกลับกัน อาจมีข้อตกลงลับกับฝ่าย พรรคกล้าธรรม ไว้ว่า หากพรรคเพื่อไทยถอนตัว ก็จะดึงเสียงสนับสนุนจากพรรคกล้าธรรมเข้ามาทดแทน ซึ่งอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ สส.งูเขียว ในจังหวะเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การดึงเข้ามาเสริมทัพ จะไม่ใช่การยกมาทั้งพรรค แต่เป็นการเจาะเป็นรายซุ้ม

แนวทางการดึงเสียงสนับสนุนจะไม่ใช่การรับเข้ามาทั้งพรรค เนื่องจากจะทำให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น รวมถึงข้อเรียกร้องในการกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้งกระทรวง การเลือกเจรจาเป็นรายกลุ่มหรือรายซุ้มจึงมีความเป็นไปได้มากกว่า โดยจัดสรรการดูแลผ่านโครงการและงบประมาณแทนการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด

'ท้องถิ่นนิยม' ค้ำยันอนาคต 'พรรคเขียว'

สำหรับการก้าวข้ามกับดัก พรรคเฉพาะกิจ รศ.ดร.โอฬาร ให้ข้อเสนอแนะถึงการปรับตัวของ พรรคกล้าธรรม และการสร้างจุดยืนทางการเมืองในระยะยาว

พรรคการเมืองที่จะยืนระยะได้อย่างมั่นคงจำเป็นต้องมีอุดมการณ์เป็นแกนหลัก เช่น พรรคประชาชน ที่มีความชัดเจนทางอุดมการณ์ หรือ พรรคภูมิใจไทย ที่เดิมถูกมองว่าเป็น พรรคเฉพาะกิจ แต่เมื่อผันตัวมาเป็นแกนหลักของ ฝ่ายอนุรักษนิยม  โดยผสานระหว่าง เครือข่ายนักการเมืองบ้านใหญ่ กับ อุดมการณ์ทางการเมือง จึงสามารถยืนระยะได้

ในทางตรงกันข้าม พรรคที่รวมกลุ่มทุนและตระกูลการเมือง โดยปราศจากอุดมการณ์รองรับ ย่อมยากที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน

หาก พรรคกล้าธรรม ต้องการดำรงอยู่ต่อไปในฐานะฝ่ายค้าน จำเป็นต้องหันไป สร้างความเข้มแข็งร่วมกับฐานการเมืองท้องถิ่น โดยขยายเครือข่ายนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เพื่อใช้ฐานทรัพยากรและการทำงานในระดับท้องถิ่นเป็นกลไกดูแลประชาชน

นอกจากนี้ พรรคต้องกำหนดจุดยืนเชิงอุดมการณ์ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยจุดแข็งของ ร.อ.ธรรมนัส ด้านการสร้างเครือข่ายในระดับพื้นที่ พัฒนาไปสู่แนวคิด 'พรรคท้องถิ่นนิยม' ที่เน้น 'การกระจายอำนาจ' สนับสนุนการปกครองส่วนท้องถิ่น และขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม หรือ การเกษตร อย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้พรรคสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นสถาบันการเมืองระยะยาวได้

การอธิบายของ รศ.ดร.โอฬาร สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เส้นทางของ พรรคกล้าธรรม และ กลุ่มการเมืองแบบบ้านใหญ่ในยุคปัจจุบัน ไม่อาจพึ่งพาเพียงสายสัมพันธ์และการจัดสรรผลประโยชน์แบบเดิมได้อีกต่อไป หากปราศจากอำนาจรัฐและท่อน้ำเลี้ยง

การสร้างฐานรากจาก 'การเมืองท้องถิ่น' และขับเคลื่อน 'นโยบายเฉพาะด้าน' เป็นหนึ่งในทางรอด ที่จะเปลี่ยนผ่านจาก 'พรรคเฉพาะกิจ' ไปสู่ 'สถาบันพรรคการเมือง' ที่ยั่งยืนได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์