ปักหมุดรักษาวินัยการคลัง! ‘กรณ์’ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญค้าน ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’

16 มิ.ย. 2569 - 17:19

  • ‘กรณ์ จาติกวณิช’ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญคัดค้านคำชี้แจงรัฐบาล

  • ชี้ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” ไม่เข้าเงื่อนไขวิกฤตเศรษฐกิจตามรัฐธรรมนูญ

  • เตือนเสี่ยงบ่อนทำลายวินัยการคลังและเปิดช่องรัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขต

ปักหมุดรักษาวินัยการคลัง! ‘กรณ์’ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญค้าน ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’

กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมายังสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อยื่นคัดค้านคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรี ในเรื่อง “การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การกู้ยืมเงิน 400,000 ล้านบาท”

กรณ์ ระบุว่า จากคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรี ไม่สามารถอธิบายเหตุผลของการตัดสินใจออก พ.ร.ก. กู้เงินว่าเข้าเกณฑ์รัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 172 อย่างไร เพราะตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ได้ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง และโดยทุก ๆ รัฐบาลที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง ซึ่งในที่นี้หมายความว่ารัฐบาลสามารถกู้ยืมเงินได้ แต่ต้องเป็นการกู้ยืมเงินตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ

การขาดทุนงบประมาณตามปกติ ซึ่งรัฐบาลนี้ก็มีงบขาดทุนเกือบเต็มเพดานอยู่แล้ว บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้เปิดความยืดหยุ่นไว้ให้กับรัฐบาลว่า ในกรณีที่มีภัยที่มีผลกระทบต่อระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลสามารถที่จะกู้ยืมเพิ่มเติมได้ด้วยการออก พ.ร.ก. ขณะที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดเกณฑ์ไว้ชัดเจนว่าอะไรถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่มีผลต่อความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ

กรณ์ อธิบายว่า ในอดีตจะเห็นได้ว่า หลายรัฐบาลเคยออก พ.ร.ก. ในยามวิกฤตระดับนั้นมาก่อน และเมื่อย้อนไปตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเป็นวิกฤตต้มยำกุ้ง ประเทศชาติมีความวิกฤตถึงระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และในปี 2552 ซึ่งเป็น “วิกฤตซับไพรม์” หรือที่เรียกว่า “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” ก็เป็นอีกครั้งที่เศรษฐกิจติดลบอย่างแรง จนมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าไปเกือบ 200,000 ล้านบาท ทำให้มีความเสี่ยงที่จะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศได้

มาถึงครั้งล่าสุดในช่วงโควิดก็มีการออก พ.ร.ก. ไป 2 ครั้ง โดยในช่วงโควิดนั้น เศรษฐกิจติดลบอย่างรุนแรง ประชาชนไม่สามารถออกไปทำมาหากินได้ เศรษฐกิจประเทศได้รับผลกระทบอย่างหนัก จึงเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ว่ารัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติม นอกเหนือจากการขาดดุลในงบประมาณปกติในแต่ละปี

กรณ์ ชี้ให้เห็นว่า การกู้เงินครั้งนี้หากนำมาเปรียบเทียบกับการกู้เงินในอดีต จะเห็นได้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจก็เป็นปกติ โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเกินเป้าที่กำหนดไว้ด้วยซ้ำ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.8% ดังนั้น ในปีนี้ก็มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะโตมากกว่า 2% ส่วนเรื่องทุนสำรองระหว่างประเทศที่เคยเป็นปัญหาในช่วงต้มยำกุ้งนั้น ในตอนนี้ก็อยู่ในระดับที่สูงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งการจัดเก็บภาษี รัฐบาลก็จัดเก็บได้เกินเป้าในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ระดับหนี้สาธารณะก็อยู่ภายในกรอบของ พ.ร.บ.วินัยทางการคลังที่กำหนดไว้ที่ 70%

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะพิจารณาจากตัวชี้วัดใด ๆ ก็ตาม วันนี้ไม่สามารถที่จะอ้างได้ว่าเศรษฐกิจอยู่ในระดับวิกฤตที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศได้ เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลอื่น ๆ ที่รัฐบาลหยิบยกขึ้นมาอ้างในการที่จะออก พ.ร.ก. ครั้งนี้ จึงเป็นการอ้างที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ และไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ตามที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ มาตรา 53

พรรคประชาธิปัตย์มองว่าถ้าเราปล่อยให้รัฐบาลยังสามารถที่จะออก พ.ร.ก. เงินกู้ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ถือว่าเป็นปัญหาระดับปกติของทุกรัฐบาลที่คงจะต้องเผชิญ จึงสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายวินัยทางการคลังของประเทศ และเป็นการเปิดช่องให้ทุก ๆ รัฐบาลในอนาคต สามารถที่จะอ้างเป็นประเด็นปัญหาซึ่งเป็นความท้าทายตามปกติมาเป็นเงื่อนไขในการออก พ.ร.ก. เงินกู้ แล้วจะทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นการสร้างภาระหนี้สินของประเทศให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

กรณ์ ย้ำว่า “เราไม่ควรปล่อยให้รัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ตามอำเภอใจ ความจริงวันนี้สงครามก็มีสัญญาณว่าจะยุติลงแล้ว ราคาน้ำมันก็ปรับลดลงแล้วและปรับลดลงอยู่ทุกวัน ถ้ารัฐบาลต้องการที่จะให้ราคาน้ำมันถูกลงเพื่อที่จะลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน รัฐบาลก็มีช่องทางอื่นที่สามารถดำเนินการได้ และพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยให้คำแนะนำไปแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่การลดภาษีสรรพสามิต ที่จะทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับลดลงทันที หรือการปรับวิธีการกำหนดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ที่ในปัจจุบันยังคงใช้ราคาอ้างอิงของสิงคโปร์อยู่เหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลเองก็เคยพูดหลายครั้งว่าวิธีการคำนวณหรือกำหนดราคาน้ำมันแบบนี้ไม่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชน”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์