‘กรณ์’ ชี้ ‘ดิจิทัลวอลเล็ต’ เป็นภาระคลัง ‘ไม่ระวังไม่ได้’

17 ก.ย. 2566 - 10:40

  • ‘กรณ์’ เปิด 5 ข้อสังเกต ‘นโยบายเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท’ สร้างภาระ ‘คลัง’

  • ย้ำ ‘มีราคาที่ต้องจ่าย’ รัฐบาลต้องแบกภาระดอกเบี้ยหลังแอ่น

Korn_criticizes_digital_wallet_distribution_policy_SPACEBAR_Thumbnail_ce07cfc58a.jpeg
ค่ำวานนี้ (16 กันยายน 2566) ‘กรณ์ จาติกวณิช’ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ‘รัฐบาลอภิสิทธิ์’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงนโยบายเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท มีความว่า ว่าด้วยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ กับ ภาระทางการคลัง ระหว่างที่ถกเถียงกันเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเงินดิจิทัล 10,000 บาท ขอให้สังเกตประมาณการสถานะทางการเงินล่าสุดของประเทศให้ดีครับ

กระทรวงการคลังเสนอประมาณการชุดนี้ในการประชุมครม.แรกของ #รัฐบาลเศรษฐา สำหรับใครที่ไม่ชอบดูตารางข้อมูลแบบนี้ ผมขอสรุปประเด็นสำคัญให้ดังนี้  
  1. รายได้รัฐบาลเพิ่มขึ้น  
  2. แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่า  
  3. รัฐบาลเลยจะขาดดุลมากขึ้น (3% ของ GDP จากที่เดิมคาดว่าจะลดลงเหลือ 2.8% ในปีหน้า)  
  4. ในขณะที่เศรษฐกิจโตช้ากว่าที่คาดไว้เดิม  
  5. ดังนั้นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จึงสูงขึ้นมาก (64% vs. เดิม 61.35%)  
แล้วไง ? ...ประมาณการใหม่นี้กำลังสร้างความกังวลให้นักเศรษฐศาสตร์อย่างมาก เพราะอะไร? เพราะทุกอย่างมีต้นทุน คือมี ‘ราคาที่ต้องจ่าย’ ซึ่งราคาที่ว่านี้ปรากฏชัดเจนในส่วนของต้นทุนดอกเบี้ยของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น อย่างอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10ปี ทะลุ 3% ไปแล้ว เพิ่มขึ้นมากว่า 50bps ในช่วงไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา … และประมาณการนี้ยังไม่ได้รวมนโยบายแจกเงิน 10,000 บาทของรัฐบาล ซึ่งอย่างไรรัฐบาลก็ต้องกู้ หรือยืมรัฐวิสาหกิจมาแจก 

วันนี้หนี้รัฐบาลมีอยู่ 11 ล้านล้านบาท รัฐบาลต้องออกพันธบัตรใหม่มาชำระชุดเก่าตลอดเวลา ซึ่งต้นทุนก็จะมีแต่สูงขึ้น เป็นภาระต่องบประมาณมากขึ้น แนวโน้มดอกเบี้ยเราจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยหลากหลายปัจจัย เช่นการส่งออกที่ซบเซา ราคานํ้ามันโลกที่สูงขึ้น รวมไปถึงรายจ่ายภาครัฐจากนโยบาย ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ ของรัฐบาลใหม่ 

จุดแข็งของไทยเราคือ เราแทบไม่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศ แต่อย่างไรเราก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจของโลก ไม่ระวังไม่ได้ครับ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์