'กรณ์' แฉยับคนใน ครม. พัวพันทุนเทา จี้ถามนายกฯ จริงใจปราบโกง หรือแค่ราคาคุย

10 เม.ย. 2569 - 11:15

  • "กรณ์" ซัดรัฐบาล "อนุทิน" เอื้อนายทุนพลังงาน แฉยับคนใน ครม. พัวพันสแกมเมอร์-ทุนเทา จี้ถามนายกฯ จริงใจปราบโกงหรือแค่ราคาคุย

'กรณ์' แฉยับคนใน ครม. พัวพันทุนเทา  จี้ถามนายกฯ จริงใจปราบโกง หรือแค่ราคาคุย

วันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2569 ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายระบุว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาราคาน้ำมันอย่างไร มีเพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลารอราคาตลาดโลกปรับลดลงมา แต่แม้ราคาตลาดโลกปรับลด ประชาชนก็ยังต้องจ่ายราคาน้ำมันหน้าปั๊มแพงอยู่ดี เทียบกับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ประชาชนควรต้องจ่าย

“เมื่อรัฐบาลได้อ้างผลงานว่าเจรจาค่าการกลั่นลดลงมา 2 บาทต่อลิตร ปรากฏว่าค่าการตลาดที่ประชาชนต้องจ่ายหน้าปั๊ม เพิ่มขึ้นจาก 5 บาทต่อลิตร เป็น 10 บาทต่อลิตร เป็นระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” กรณ์กล่าว

กรณ์ชี้ว่า การเจรจาลดค่าการกลั่นตามสูตรคำนวณของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่วันนี้ค่าการกลั่นไม่ได้อยู่ที่ 7 บาท แต่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 17 บาท ดังนั้น จึงไม่ควรลดเพียงแค่ 2 บาท แต่ควรลดถึง 12 บาทด้วยซ้ำไป การตัดสินใจของรัฐบาลทำให้ประชาชนอดคิดไม่ได้ว่า เกรงใจนายทุนมากเกินไป แต่ความเกรงใจหรือกังวลในความเดือดร้อนของประชาชนแทบไม่มี ถึงทุกวันนี้ภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากประชาชนในยามที่ประชาชนเดือดร้อนที่สุดก็ยังไม่ปรับลดลงมาแม้แต่สตางค์เดียว

ส่วนที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงเมื่อวานนี้ (9 เมษายน) ภาระการดูแลราคาน้ำมัน ขอให้เป็นเรื่องของกองทุนราคาน้ำมัน ซึ่งพูดง่ายๆ คือ ให้ประชาชนดูแลเอง เพราะประชาชนต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ของกองทุนราคาน้ำมัน และที่อ้างว่าการเก็บภาษีสรรพสามิตเพื่อไปสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลนั้น ตนเองต้องชี้แจงกลับไปว่า รูปแบบของภาษีสรรพสามิตที่เก็บจากน้ำมัน ไม่ได้ส่งตรงไปยังสาธารณสุข แต่คือการส่งเข้ากองกลาง สิ่งที่เราเรียกร้องคือการลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอื่นๆ ของรัฐบาล

ขณะที่เรื่องไฟฟ้าของไทยที่พึ่งพาเชื้อเพลิง สงครามทำให้ราคาแก๊สเพิ่มขึ้น แต่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่าง กฟผ. กับเอกชนนั้น ทำให้เอกชนได้กำไรเพิ่มเมื่อราคาแก๊สสูงขึ้น สูตรการขาย LNG ก็มีช่องโหว่ให้เอกชนสามารถขายให้ กฟผ. ได้แพงขึ้นด้วย ซึ่งช่องโหว่เหล่านี้ไม่ควรมี

สำหรับเรื่องทุนเทาและสแกมเมอร์ก็ขาดความเข้มข้นจริงจังไม่เหมือนช่วงที่หาเสียง และในคำแถลงนโยบายก็กล่าวถึงเรื่องนี้เสมือนเป็น Quick Big Win ของท่าน พูดเสมือนกับภารกิจเรื่องนี้จบไปแล้ว และไม่พูดถึงอีกเลยในนโยบายส่วนที่เหลือ

กรณ์กล่าวว่า จริงอยู่เมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้ไปร่วมแถลงข่าวการยึดอายัดทรัพย์กลุ่มสแกมเมอร์เพิ่มเติมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งตนเองเคยเตือนแล้วว่า หลังจากยึดทรัพย์รอบแรก ยังมีหลักทรัพย์จำนวนที่มีผู้ถือหุ้นชื่อเดียวกันกับกลุ่มที่ถูกยึดไปรอบแรก แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ปปง. กลับยังไม่ดำเนินการยึดหลักทรัพย์เหล่านั้นมา

กรณ์ ชี้ว่า การทำงานของหน่วยงานภายใต้กำกับของรัฐบาลล่าช้ามาก ตลอดเวลา 1 เดือน ได้มีการโยกย้ายถ่ายหุ้นออกไปมูลค่าอย่างน้อย 500 ล้านบาท แทนที่เมื่อวานจะยึดทรัพย์ส่วนนี้มาอย่างเด็มเม็ดเต็มหน่วย เรากลับสูญเสียโอกาสนี้เพราะความล่าช้าของหน่วยงาน และชาวต่างชาติ ต่างด้าว หรือสแกมเมอร์ นักฟอกเงินกลุ่มนี้จะไม่สามารถถือหุ้นส่วนนี้หากไม่มีคนไทยมาเกี่ยวข้องหรือเป็นนอมินี ซึ่งการพิสูจน์ว่ารัฐบาลยึดหลัก ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ จริงหรือไม่ คือการติดตามว่าท่านจะดำเนินการถึงที่สุดกับบุคคลเหล่านั้นอบ่างไร

กรณ์ ยกตัวอย่างอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลอนุทิน 1 ที่เคยปรากฏว่า เคยซื้อหุ้นจากบริษัท Finansia คำถามคือนายกรัฐมนตรีจะหยุดแค่นี้หรือไม่ หรือจะสืบสวนต่อไปว่าอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเคยกู้เงินจาก Capital Asia Investments (CAI) จริงหรือไม่ ท่านสามารถคืนเงินกู้นั้นไปแล้ว หรือท่านทำหน้าที่เป็นเพียงนอมินี ทุกสิ่งยังรอการพิสูจน์

กรณ์ ระบุด้วยว่า หุ้นอีกตัวท่ีถูกอายัดไปเมื่อวานก็ถูกถือโดย CAI และ Finanisia เช่นกัน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับ เบน สมิธ นายกรัฐมนตรีได้สอบถามกลับไปยังบริษัทต้นทางของหุ้นดังกล่าวแล้วหรือไม่ ว่าใครเป็นกรรมการ ใครเป็นประธาน หากท่านลองเปิดตาสักนิดก็จะพบว่า บุคคลนั้นก็เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาก่อน

“เรื่องมันไม่ได้จบแค่คนต่างชาติไม่กี่คน เรื่องนี้ขยายวงกว้างอยู่กับบุคคลที่เป็นที่รู้จักในสังคม บุคคลที่เคยนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ บุคคลที่เคยนั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล และถ้าไม่สะสางให้ชัดเจน เราก็ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้ และขับเคลื่อนแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศเราไปได้” กรณ์กล่าว

กรณ์ ยังกล่าวถึงกรณี MOU ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเกิดขึ้นในห้องประชุมแห่งนี้ เมื่อ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้เปิดประเด็นว่า มีบุคคลพยายามติดสินบนท่าน 40 ล้านบาทต่อเดือน และได้ตั้งคำถามถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีคนก่อนหน้า คือ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และหลังจากนั้นนายไชยชนกก็ได้เปิดประเด็นเรื่อง ‘MOU อัปยศ’ ที่ปรากฏภาพนายประเสริฐเป็นผู้อนุมัติและสักขีพยาน ในภาพที่มี เบน สมิธ เป็นผู้ร่วมลงนาม

กรณ์ ถามไปยังนายกรัฐมนตรีว่า หากยึดหลักการ ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ จริง แล้วเหตุใดจึงคิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมที่จะตั้งนายประเสริฐกลับมาใน ครม. อนุทิน 2 ของท่าน ทั้งที่การเปิดประเด็นส่วนสำคัญมาจากนายไชยชนกที่เป็นเลขาธิการพรรคของท่านเอง ท่านกลับพร้อมที่จะมองข้าม และยืนยันจะแต่งตั้งนายประเสริฐในตำแหน่งนี้

อีกทั้งบุคคลในภาพการลงนาม MOU คือ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงดีอี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. และเป็นหนึ่งใน 6 บุคคลที่ถูกแจ้งความโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จึงข้อตั้งคำถามไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า เหมาะสมแล้วหรือไม่ที่บุคคลซึ่งถูกกล่าวหามาดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. นีคือมาตรฐานสากลที่มีในนโยบายหรือไม่ อำนาจอยู่ที่ท่านในการพิจารณาความเหมาะสมของบุคคลนี้

นอกจากนี้ กรณ์ ยังกล่าวถึง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้กลับมาดำรงตำแหน่งใน ครม. นี้ ทั้งที่ปรากฏข่าวชัดเจนว่า ท่านเคยมีส่วนเกี่ยวของในการทำธุรกรรมกับ เบน สมิธ ท่านและครอบครัวได้ซื้อเครื่องบินเจ็ทมูลค่า 800 ล้านบาทจากภรรยาของ เบน สมิธ และชำระเงินผ่านธนาคารกัมพูชาของ ยิม เลียก จึงขอถามนายกรัฐมนตรีว่า ก่อนจะแต่งตั้ง สุริยะ เป็นรัฐมนตรี ได้ตั้งคำถามและตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือยังว่าซื้อจริงหรือไม่ เพราะเพียงการซื้อเครื่องบินจาก เบน สมิธ ก็เปรียบเสมือนการซื้อของจากโจรแล้ว

“ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีมีคำตอบชัดเจนว่า ตรวจสอบแล้ว ทุกอย่างบริสุทธิ์ อธิบายได้ ก็ขอให้อธิบายต่อสาธารณะ แต่ถ้าท่านยังไม่เคยตั้งคำถามเหล่านี้ ผมก็อดถามท่านไม่ได้ว่า นั่นสะท้อนถึงความจริงใจของท่านหรือไม่ในการปราบกลุ่มทุนเทา ท่านจริงใจกับสิ่งที่ท่านพูดหรือไม่ ในการปิดชื่อถือพฤติกรรม เอาเรื่องกับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับท่านเอง” กรณ์กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์