สะเทือนรัฐบาลใหม่! ‘ปชป.’ ล็อกเป้าบี้ปม ‘CAI สิงคโปร์’

11 มี.ค. 2569 - 15:15

  • ‘ปชป.’ จี้ ‘กลต.–ปปง.’ ชี้แจงเหตุใดไทยยังไม่ดำเนินการคดี ‘กองทุน CAI’

  • ทั้งที่สิงคโปร์จับผู้บริหารและอายัดทรัพย์กว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์แล้ว

  • ตั้งข้อสงสัยโยง ‘พรรคร่วมฯ–MOU สแกนม่านตา’ ชี้ต้องเร่งสกัดขบวนการฟอกเงินในตลาดทุนไทย

สะเทือนรัฐบาลใหม่! ‘ปชป.’ ล็อกเป้าบี้ปม ‘CAI สิงคโปร์’

ภายหลังทางการสิงคโปร์ โดยสถาบันการเงินแห่งประเทศสิงคโปร์ หรือ MAS และสำนักงานตำรวจสิงคโปร์ หรือ SPF ได้กวาดล้างเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ โดยมีการจับกุมผู้บริหารระดับสูง 2 รายของบริษัท Capital Asia Investments หรือ CAI และอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะเดียวกันก็มีการตั้งข้อสังเกตไปยังหน่วยงานของไทย โดยเฉพาะคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ยังไม่ดำเนินการใด ๆ

หนึ่งในนั้นมาจาก กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาพูดถึงประเด็นดังกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงเตือน กลต. และ ปปง. ทราบตั้งแต่ 20 พฤศจิกายนปีที่แล้ว และปัจจุบัน พรรคฯ ยังได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ กลต. และออกแถลงการณ์เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด แต่สิ่งที่ปรากฏคือ ปัจจุบันทางการของสิงคโปร์ได้ดำเนินการกับ CAI แล้ว แต่ทั้ง 2 หน่วยงานของไทยยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ทั้งที่กองทุน CAI มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการตลาดทุนไทย และการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย

กรณ์ กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้กองทุน CAI เคยถือหุ้น BCBG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบางจาก จำนวน 16 ล้านหุ้น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยเรียกร้องให้หน่วยงานทั้ง กลต. และ ปปง. ไปตรวจสอบ แต่ก็ยังไม่มีการใด ๆ จน CAI ได้ขายหุ้น BCBG ออกไปเกือบทั้งหมด จึงเกิดเป็นความเสียหาย และหน่วยงานสิงคโปร์ยืนยันแล้วว่า CAI มีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และปั่นตลาดหุ้นไทย เว้นแต่กรณีของบางจากที่ ปปง. และ กลต. ได้มีการอายัดไป ดังนั้น ผมจึงตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อ ปปง. เห็นพฤติกรรมของบางจาก จนมีคำสั่งยึดอายัดการขายหุ้น BCBG แล้ว เหตุใดไม่ดำเนินการกับหุ้นอื่น ๆ ที่ CAI ถือหุ้นไว้อยู่ จนปล่อยให้มีการขายหุ้นไปด้วย รวมทั้งในกรณีหุ้น BCBG นี้ เป็นการขายหุ้นหนีโดยกองทุน CAI

ตามกฎหมาย ใครก็ตามที่ซื้อหรือขายหุ้น ในระดับที่ให้การถือหุ้นต่ำกว่า 5% จะต้องรายงานต่อ กลต. แต่ CAI ได้ขายไปถึง 5.62% ก็ไม่เคยมีการรายงานใด ๆ ให้ กลต. รับทราบ และ กลต. ยังปล่อยให้ CAI ดำเนินการดังกล่าวได้โดยไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ทั้งที่ควรประสานกับ ปปง. เพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ จนปล่อยให้ CAI ขายหุ้นต่อไปได้

กรณ์ ยังกล่าวถึงรัฐบาลที่กำกับ ปปง. และ กลต. ว่า รัฐบาลมีอุปสรรค หรือมีคำอธิบายอย่างใดว่า หน่วยงานรัฐทั้ง 2 หน่วยงานนี้ไม่สามารถดำเนินการปกป้องประโยชน์ประชาชนได้อย่างทันท่วงที ทั้งที่รัฐบาลได้เคยประกาศต่อสู้เอาจริงกับทุนเทา แต่ก็ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นในไทย จนทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ เกิดความเสียหายหลายครั้งรวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เคยเตือนรัฐบาลแล้วให้เร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการอายัดทรัพย์เป็นของรัฐ เพื่อสกัดไม่ให้มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และนำเงินไปชดเชยให้กับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวง

จนที่สุดกองทุน CAI ได้ขายหุ้น BCBG มูลค่าหลายพันล้านบาทไปแล้ว และยังมีหุ้นอีกหลายตัวที่ถือหุ้นโดย CAI ที่ยังไม่ถูกอายัด และยังอยู่ในนามของคนกลุ่มนี้ในตลาดหลักทรัพย์ไทย

ดังนั้น ต่อจากนี้รัฐบาล กลต. และ ปปง. จะดำเนินการอย่างไร เมื่อใด และจะมีแนวทางใดที่จะติดตามทรัพย์สินหน่วยงานที่ควรถูกยึด เพราะทรัพย์สินต่าง ๆ ควรจะถูกยึดไปได้แล้ว เพื่อนำไปชดเชยให้กับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง

เมื่อถามว่าหลังจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีการดำเนินการเอาผิดทางอาญากับ กลต. และ ปปง. อย่างไรหรือไม่นั้น กรณ์ กล่าวว่า “ขณะนี้ พรรคฯ จะยังรอการชี้แจงจาก กลต. และ ปปง. ว่า มีเหตุผลหรือปัญหาใดที่ไม่ดำเนินการ ซึ่งในมุมของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นความชัดเจนของปัญหา และความเสี่ยงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น จึงขอรอความชัดเจนจาก กลต. และ ปปง. ก่อนพิจารณาจะดำเนินการต่อไป”

กรณ์ กล่าวด้วยว่า ยังมีประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจต่อปัญหาดังกล่าวว่า มีการเกรงใจใครเกรงใจหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้ยึดตามหลักฐานที่ปรากฏว่า CAI ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในวงการการเมืองหลายคน หรือแม้แต่กรณี MOU สแกนม่านตา ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ชี้ข้อกล่าวหาคู่สัญญา ก็เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของ CAI ซึ่งในวันที่ลงนามสัญญา เบน สมิธ ก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พร้อมย้ำว่า พรรคฯ ไม่ได้ยึดตามภาพที่แพร่กระจายออกมาว่า เบน สมิธ เคยกินข้าวกับใครบ้าง แต่ยึดตามหลักฐานที่ปรากฏ

พรรคการเมืองที่กำลังจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน มีส่วนหรือเป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยงานไทยไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมในการกำจัดขบวนการฟอกเงินในตลาดทุนไทยหรือไม่ ซึ่งยังไม่รวมกับผู้ลงนามในสัญญาที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในขณะนั้น ปัจจุบันก็เป็นประธาน กลต. ซึ่งก็ทำให้สังคมท้อใจที่จะเห็นโอกาสการเอาจริงเอาจังกับการต่อสู้กับทุนเทา ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการ

กรณ์ ย้ำว่า “พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าต่อ และจะรอคำถามจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จะมีคำอธิบายอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าดำเนินการต่อไป และการต่อสู้ทุนเทา พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า เป็นวาระสำคัญที่จะต้องปฏิบัติเรื่องดังกล่าวต่อไป โดยจะทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง ต่อกรกับกลุ่มสแกมเมอร์ ที่ใช้ระบบเศรษฐกิจ ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งฟอกเงินจากธุรกิจที่มาจากการเอาเปรียบคนไทย”

หนุนรัฐบาลออกมาตรการรับมือ–เตือนผลกระทบประชาชนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่จะส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานของไทย จนรัฐบาลรักษาการได้ออกนโยบายต่าง ๆ เพื่อรับมือ เช่น การเวิร์กฟรอมโฮม โดยเห็นว่า รัฐบาลมีความเหมาะสมที่จะส่งสัญญาณให้ประชาชนตระหนักสถานการณ์ดังกล่าว เพราะมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ และอาจยืดเยื้อ ดังนั้น จึงควรตื่นตัวและปรับตัว ซึ่งดีกว่าที่จะบอกว่า “ไม่มีปัญหาใด ๆ” และการส่งสัญญาณเช่นนี้ ก็เป็นการทำให้ทุกคนตระหนัก เพราะเชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่นอน

และหวังว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ เพราะมิเช่นนั้น ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบด้วย โดยเฉพาะการนำเข้าพลังงาน ทั้งน้ำมันและแก๊ส ในระดับที่สูง คิดเป็น 6.5% ของ GDP เช่นเดียวกับประเทศเอเชียอื่น ๆ ที่ใช้แหล่งพลังงานจากตะวันออกกลาง แต่สหรัฐอเมริกา และยุโรป จะได้รับผลกระทบเฉพาะราคานั้น แต่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทั้งราคา และการเข้าถึง ทั้งอาจถึงขั้นซื้อแก๊สไม่ได้ ดังนั้นจึงเห็นด้วยที่รัฐบาลจะส่งสัญญาณให้ประชาชนเตรียมตัว

กรณ์ ยังกล่าวถึงนโยบายการดูแลราคาพลังงานของรัฐบาล ด้วยการกดราคาน้ำมันดีเซล 15 วันไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ว่า ก็สามารถทำได้ผ่านกองทุนน้ำมัน แต่ผมก็ได้เตือนรัฐบาลแล้วว่า กรณีที่กระทรวงพลังงาน ขอให้กระทรวงการคลังออก พ.ร.ก.การกู้เงิน เพื่อช่วยกองทุนน้ำมัน และผมก็ยินดีที่คณะรัฐมนตรีได้ถอนเรื่องดังกล่าวออก เพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากกองทุนน้ำมันติดลบหลายแสนล้านบาทตั้งแต่สงครามยูเครน แต่ปัจจุบันกองทุนฯ สามารถดูแลตนเองได้อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกู้

เมื่อถามว่าราคาพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานราคาต้นทุน รัฐบาลควรรับมืออย่างไรนั้น กรณ์ กล่าวว่า “ราคาพลังงานมีผลต่อการขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญ และเป็นเหตุผลที่ทุกรัฐบาลต้องดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลได้รับผลกระทบ เพราะการขนส่งใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก ส่วนผลต่อราคาสินค้าระยะยาวอีกมิตินั้น การอ่อนค่าของเงินบาท ก็มีผลต่อค่าครองชีพประชาชน เพราะทำให้เงินบาทที่ใช้ในการนำเข้าน้ำมันสูง และหวังว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ”

รัฐบาลควรมีแผนรองรับทุกสถานการณ์ เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน รวมถึงค่าไฟ ปรับโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าไม่พึ่งพาเฉพาะแก๊สถึง 70% ที่ครึ่งหนึ่งจะต้องนำเข้า และปัจจุบันก็เกิดปัญหาที่ LNG ของไทยส่วนใหญ่นำเข้ามาจากกาตาร์ และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วย ดังนั้น รัฐบาลจึงจะต้องดูแลค่าไฟ และปรับโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าของไทยด้วย ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว เพียงแต่รอนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์