ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงกระทู้ถามสดด้วยวาจาของ กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งถาม เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ รมว.คลัง จากปัญหาวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นต้นตอที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุดว่า รัฐบาลบริหารพลาดพลั้งในหลายมิติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาพลังงาน ตั้งแต่การปล่อยให้เกิดการกักตุนน้ำมันจนทำให้เกิดภาวะขาดแคลน การปล่อยให้ผู้ค้าน้ำมันจำหน่ายในราคาแพงเกินควร เมื่อเทียบกับสต็อกน้ำมันเดิมซึ่งมีต้นทุนราคาต่ำกว่าช่วงที่เกิดวิกฤต
และที่สำคัญปล่อยให้โรงกลั่นน้ำมันกำหนดราคาขายสูง เมื่อเทียบค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวกับในช่วงสภาวะปกติ ซึ่ง รมว.คลัง ประกาศลดค่าการกลั่นน้ำมัน 2 บาท โดยคำนวณจากค่าการกลั่น 7 บาทต่อลิตร แต่ในความจริงพุ่งไปถึง 17-18 บาทต่อลิตร ตามสูตรของท่านเองต้องลดให้ประชาชน 8.50 บาท ไม่ใช่แค่ 2 บาท หรือ 5 บาทอย่างที่มาพูดในสภาฯ วันนี้
โรงกลั่นฯ ได้กำไรมหาศาลกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย ไม่ลดภาษีสรรพสามิตแม้แต่สตางค์เดียว ในมุมมองของพรรคประชาธิปัตย์ สาเหตุสำคัญซึ่งเป็นที่มาของราคาสินค้าที่สูงขึ้น สืบเนื่องมาจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการทุกประเภทสินค้าที่สูงขึ้น แม้ว่าวันนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลงแล้ว แต่สิ่งที่เรายังไม่เห็นเลยก็คือการปรับลดราคาสินค้าทั่วไป และเป็นสิ่งที่พรรคฯ ได้คาดการณ์ไว้แต่แรกว่า เมื่อมีการปล่อยให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินไป ราคาสินค้าทั่วไปและค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนจะสูงขึ้น และเมื่อราคาน้ำมันปรับลดลงมา เราจะไม่เห็นราคาสินค้านี้ปรับลดลงตาม
— กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ ย้ำว่า “การที่นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการศึกษาต้นทุนราคาน้ำมัน (คตร.) ที่มี เอกนิติ เป็นประธานคณะกรรมการฯ ได้ให้เวลา 15 วัน เพื่อหาข้อสรุปว่าราคาน้ำมันที่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนที่แท้จริงแล้วควรจะกำหนดอย่างไร มาถึงวันนี้ คตร. มีข้อสรุปว่าสูตรการกำหนดค่าการกลั่น สูตรการกำหนดราคาขายน้ำมันที่เป็นธรรมต่อพี่น้องประชาชนนั้นควรจะต้องเป็นเท่าไหร่ และจะดำเนินการอย่างไรเพื่อคืนกำไรส่วนเกินที่โรงกลั่นตลอดช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้คิดผ่านสูตรค่าการกลั่นที่ รมว.พลังงาน เองก็มองว่าไม่เป็นธรรม และจะนำกำไรส่วนเกินคำนวณอย่างน้อยประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านบาท กลับคืนมาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร”
ด้าน เอกนิติ ชี้แจงว่า ในฐานะที่เป็นประธาน คตร. เราได้มาดูค่าการกลั่นที่ทางกระทรวงพลังงานได้ประกาศตัวเลขค่าการกลั่น ที่กรณ์พูดว่าจะเห็นตัวเลขขึ้นไป 10 กว่าบาท พอเราไปดูในรายละเอียดเป็นแค่ตัวเลขอ้างอิง ในที่ประชุมเราเรียกกันย่อ ๆ ว่าค่าการกลั่นทิพย์ เป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ตัวเลขต้นทุนค่าการกลั่นเป็นตัวเลขที่อ้างอิง โดยที่ยังไม่ได้รวมสถานการณ์ผิดปกติคือช่วงสงครามตะวันออกกลาง
เราได้เชิญโรงกลั่นแต่ละแห่งเข้ามา พบว่าต้นทุนของการกลั่นที่แท้จริงแต่ละโรงไม่เท่ากัน เพราะต้องจ่ายค่า “วอร์ พรีเมียม” (War Premium: ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นในค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนค่าความเสี่ยงที่โรงกลั่นบวกเพิ่มในช่วงสงครามตะวันออกกลาง) เราได้ลงมาคุยแต่ละโรงกลั่นว่าค่าวอร์พรีเมียมที่เขานำเข้าน้ำมันดิบจากสถานการณ์สู้รบ การที่จะได้น้ำมันมากลั่นเพื่อมีน้ำมันให้ประชาชนใช้ต้องจ่ายค่าวอร์พรีเมียม และต้องจ่ายค่าประกันที่สูงผิดปกติ โรงกลั่นบางแห่งต้องจ่ายค่านำเรือออกมาเป็นพิเศษ ทำให้ค่าต้นทุนไม่สะท้อนความเป็นจริง
ผมทำเสร็จก่อน 15 วัน และได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) การประชุมครั้งแรกผลคือค่าการกลั่นไม่สะท้อนความเป็นจริง ขอให้มีการปรับให้สะท้อนความเป็นจริง และเราพบว่าอาจจะมีในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ราคาขายก็สูงกว่าปกติ แต่ต้นทุนก็จะต่ำกว่าปกติ จึงทำให้เป็นค่าการกลั่นทิพย์ ซึ่ง รมว.พลังงาน ก็ให้มีการปรับให้ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
— เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
ส่วนผลตอบแทนส่วนเกินโดย คตร. เสนอแนะว่าให้ใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) น้ำมันขาดแคลน ปี 2516 ให้คณะกรรมการ กบง. เป็นผู้ที่สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. นี้ได้ ซึ่ง รมว.พลังงาน ก็ได้นำเสนอเข้าสู่ ครม. และใช้อำนาจตรงนี้เป็นครั้งแรกในการไปลดผลตอบแทนส่วนเกินในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลตอบแทนส่วนเกินประมาณ 2 บาทต่อลิตร สำหรับเดือนเมษายนก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะเราอยากใช้ต้นทุนการกลั่นสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่ค่าการกลั่นทิพย์หรือเป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิง
เอกนิติ ยังกล่าวถึงภาษีสรรพสามิต ต้องดูความสมดุลจริง ๆ ว่าฐานะการคลังและการช่วยเหลือประชาชนจะใช้เครื่องมืออะไร วันนี้สิ่งที่เราได้ตัดสินใจคือใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นกลไกในการรักษาเสถียรภาพในเรื่องราคา ไม่ให้ส่งผ่านไปถึงประชาชน ช่วยชะลอผลกระทบทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศที่ผมได้ไปคุยมาไม่มีลักษณะของกองทุนนี้ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิตเป็นรายได้หลัก ซึ่งเราต้องดูแลในเรื่องรายจ่ายอีกจำนวนมาก งบประมาณของประเทศในปีงบประมาณ 2569 เราได้ตั้งรายจ่ายมาตั้งแต่อดีตจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลนี้เข้ามาก็ใช้งบประมาณนี้เช่นกัน
เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลฐานะการเงินและรายได้เพียงพอที่จะมาใช้เป็นรายจ่ายในส่วนต่าง ๆ อีกมากในการดูแลประชาชนในทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้น้ำมัน ประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนในส่วนต่าง ๆ ต้องได้รับงบประมาณจำนวนมากในการดูแล ซึ่งงบประมาณตรงนี้ในทุกกระทรวงก็ต้องใช้งบ เพราะฉะนั้นการที่จะหารายได้เพื่อที่จะมาดูแลประชาชนในส่วนอื่น ๆ ให้เพียงพอก็เป็นหน้าที่หนึ่งที่เราต้องรักษาสมดุลนี้
เราต้องดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลก วิกฤติน้ำมันที่ขาดแคลนได้ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนสูงมาก กลไกในการดูแลส่วนนี้จึงต้องใช้กองทุนน้ำมันมาช่วยชะลอไม่ให้กระทบประชาชน และท้ายที่สุดกองทุนน้ำมันก็เป็นภาระของคนทุกคนเช่นเดียวกับภาษีสรรพสามิตก็เป็นภาระที่กระทบคนทุกคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราดูแลคือใช้เครื่องมือให้ตรงจุด ใช้กองทุนน้ำมันในการดูแลรักษาเสถียรภาพของราคา ภาษีสรรพสามิตหารายได้มาดูแลประชาชนทุกภาคส่วน ถ้าเราไม่สามารถรักษาความสมดุล สิ่งหนึ่งที่อาจจะตามมาคือการใช้ทรัพยากรไปดูแลประชาชนบางกลุ่ม อาจจะมีประชาชนอีกหลายกลุ่มได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือที่ผิด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดถ้าเราไม่สามารถบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้ด้วยการดูแลประชาชนทุกภาคส่วนนอกจากประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว วิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลกอาจจะนำพามาสู่วิกฤตอื่น ๆ เช่น วิกฤตการคลัง อาจจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่า
— เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
กรณ์ ได้ตอบกลับว่า เป็นคำตอบที่ยังไม่เคลียร์ โดยเฉพาะการทวงคืนกำไรส่วนเกิน 2 หมื่นล้านบาทกลับมาให้ประชาชน เพราะที่ผ่านมาประชาชนต้องจ่ายแพงล่วงหน้ามาตลอด และในเดือนเมษายน ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าการกลั่นของเดือนเมษายนในระดับประมาณ 14-15 บาท มา 20 กว่าวันแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องภาษีสรรพสามิต ยอมรับว่าเรื่องนี้มีความคิดที่ต่างกัน ผู้ใช้น้ำมันคือคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม เพราะเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นล้วนมีผลต่อราคาสินค้าที่สูงขึ้นด้วย แต่เมื่อราคาน้ำมันลดลง ก็มักจะพบว่าราคาสินค้าไม่ได้ปรับลดลงตาม
ทั้งนี้ แม้ คตร. จะทำหน้าที่เสร็จ แต่สังคมยังรอฟังการชี้แจงเรื่องสูตรการคำนวณค่าการกลั่นว่าจะมีการเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะเป็นประเด็นที่โต้แย้งกันมานานหลายปี
จากนั้น กรณ์ ได้เข้าสู่ประเด็นคำถามที่ 2 จากกรณีที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงถึงการเตรียมการเพื่อออก “พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาทโดยรัฐบาล” แต่ไม่ได้มีการหารือกับทางกระทรวงการคลัง ผมเป็นห่วงว่า รัฐบาลจะสามารถรักษาวินัยทางการคลังได้ต่อไปได้หรือไม่อย่างไร เพราะเป็นที่ทราบดีว่าสถานะทางการคลังของประเทศปัจจุบัน แม้จะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่เมื่อคิดตามสัดส่วนเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถือว่าค่อนข้างดี เพราะประเทศมี “พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะฯ (พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ)” ที่จำกัดการขาดดุลของทุกรัฐบาลในอดีต
แต่จากการที่อ้างถึงปี 52 ซึ่งมีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ มีการออก พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ปี 63 ช่วงวิกฤตโควิด ก็ออก พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว GDP ของปี 52 ติดลบร้อยละ 2.3 เกิดวิกฤตหนักมาก และ GDP ปี 63 หนักกว่าอีก ติดลบร้อยละ 6.1 แต่ GDP ปีที่แล้วเป็นบวกร้อยละ 2.6 ดังนั้นในปีนี้ แม้จะมีสงครามตะวันออกกลาง กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตยังเป็นบวกอยู่ที่ร้อยละ 1.5 จึงมีคำถามว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่วิกฤตหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงหรือไม่ที่จะออก พ.ร.ก.
ทุกรัฐบาลอยากใช้เงิน ทุกรัฐบาลสามารถที่จะอ้างถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ แต่เรื่องของวินัยทางการคลัง ไม่มีใครใส่ใจในเรื่องนี้ ผมเชื่ออย่างมากว่า เรื่องที่สำคัญ นอกเหนือจากกรณีจำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ แล้ว กฎหมายยังได้ระบุชัดว่าเรายังต้องบริหารภายในกรอบ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ ไม่ใช่ไปออก พ.ร.ก. อย่างพร่ำเพรื่อ
— กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ ได้ถามคำถามที่ 2 ว่า สถานการณ์ปัจจุบันตามที่ได้ประมาณการไว้นี้ เป็นสถานการณ์ที่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญในการออก พ.ร.ก. หรือไม่ และสถานการณ์แบบใดที่รัฐบาลอาจจะออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมจากการขาดดุลในงบประมาณได้
ด้าน เอกนิติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันมาตรา 172 คือสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามทำอยู่ในปัจจุบันคือพยายามดูงบประมาณในส่วนอื่นว่าเรามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเตรียมที่จะเอามาช่วยเยียวยาประชาชน หากถามว่าสถานการณ์วิกฤติหรือไม่ วันนี้มีการดูความหมายของวิกฤตได้หลายอย่าง วิกฤตครั้งนี้จะแตกต่างจากวิกฤตในอดีต วันที่ผมได้ไปประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ทุกคนยอมรับว่านี่คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนเจอเหมือนกันผ่านวิกฤตตะวันออกกลาง
ฉะนั้นผมก็เตรียมความพร้อมว่าถ้ารุนแรงมากขึ้น ก็ต้องเตรียมทรัพยากรทางการเงินมาดูแลประชาชนอย่างไร โดยมอบให้กรมบัญชีกลางไปดูเม็ดเงินที่ยังไม่เบิกจ่ายว่ามีเงินเหลือเท่าไหร่เพื่อเอามาดูแลประชาชนที่เดือดร้อน สิ่งที่น่าเป็นห่วงทุกวันนี้ ทุกคนในต่างประเทศพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขออย่าให้หวาดแห่ เพราะทรัพยากรทั้งโลกเพิ่งฟื้นตัวจากโควิด ปัญหาของฐานะการคลังของทั้งโลกไม่เหมือนในอดีต เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องใช้คือต้องใช้ให้ตรงจุด
โดยเราพยายามดูแลกลุ่มเปราะบางไม่ให้ผลกระทบส่งผ่านไปถึงคนอื่น ๆ อย่างรวดเร็วผ่านราคาสินค้า แต่ไม่ใช่เหวี่ยงแห ไม่ใช่ช่วยให้เศรษฐีที่อาจจะใช้รถน้ำมันดีเซลเหมือนกันได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกับกลุ่มคนที่เดือดร้อน เพราะฉะนั้นเราต้องมองคนที่เดือดร้อนจริง ๆ นี่คือนโยบายที่ทั้งโลกเห็นว่าเป็นนโยบายที่ควรมาช่วยคนที่เดือดร้อนมากที่สุด
วันนี้มาตรา 172 ควรใช้หรือยัง ผมก็ต้องเตรียมกระสุนไว้ ถ้างบประมาณที่เราสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอ เราก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นเพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยา และสิ่งที่ผมพยายามทำไว้ก็คือนอกจากเราจะมาใช้เพื่อเยียวยาแล้ว ยังเอามาใช้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศ ช่วยให้ประเทศไทยถ้าพ้นวิกฤติครั้งนี้ สามารถกลับมาเข้มแข็งขึ้น ช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการพึ่งพาน้ำมันก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าเยอะ มาใช้พลังงานทดแทน ซึ่งเป็นการเตรียมการล่วงหน้า และการยกระดับให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถแข่งขันที่ดีขึ้น ถ้าเราพ้นวิกฤติ วันนี้งบประมาณของเราเรียกว่าใช้เต็มเพดาน ที่บอกว่าเราจะขาดดุลได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี ร้อยละ 80 ของการชำระต้นเงินกู้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่า และถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172
— เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
จะจัดการอย่างไร? ‘ประธาน ก.ล.ต.’ ถูกโยงเอี่ยวทุนเทา–เจอเอาผิด ‘ม.157’
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังตั้งคำถามถึง เอกนิติ กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการยึดอายัดทรัพย์เพิ่มเติมจากกลุ่มฟอกเงินข้ามชาติ ซึ่งเชื่อมโยงกับ ‘เบน สมิธ’ และ ‘ยิม เลียก’ รวมมูลค่าประมาณ 8 พันล้านบาท
โดยทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดดังกล่าว รวมถึงหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีบริษัทพิลกริมเป็นผู้ถือหุ้น และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทพิลกริมคือ ‘อดีต รมช.คลัง’ ใน ‘รัฐบาลอนุทิน 1’ ทั้งนี้ จากการยึดอายัดทรัพย์ในครั้งนี้ ทำให้ ปปง. เชื่อว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของกองทุนที่เกี่ยวโยงกับ ‘เบน สมิธ’
ดังนั้น รมว.คลัง ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีการสั่งการให้ กลต. ดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้แล้วหรือไม่
รวมถึงมองอย่างไรต่อกรณีประธาน ก.ล.ต. ซึ่งในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เคยร่วมลงนามใน MOU กับกองทุนของ ‘เบน สมิธ’ ก่อนจะถูกยกเลิกไปแล้ว และยังถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ตามมาตรา 157 แต่ยังคงดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. ภายใต้การกำกับดูแลของ รมว.คลัง โดยตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของสถานะดังกล่าว และอาจเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนการกำจัดกลุ่มฟอกเงินและทุนเทาในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่
ขณะที่ เอกนิติ ชี้แจงว่า “ตนเองกำชับ เลขาธิการ ก.ล.ต. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็รู้ว่าเป็นคนที่เน้นเรื่องความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต เพราะฉะนั้นคนโกงทั้งหมด เราก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยหรือเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นประธานแห่งไหน สิ่งหนึ่งที่เราต้องยึดหลัก คือยึดหลักความถูกต้องโปร่งใส”
ได้กำชับเลขาฯ ก.ล.ต. ให้นำข้อมูลหลักฐานและประสานกับต่างประเทศ ถ้ามีหลักฐานอย่างชัดเจน คิดว่าก็ต้องดำเนินการให้สุดทาง ให้เป็นไปตามกฎหมาย วันนี้ถ้ามีข้อมูลใดๆก็ยินดี ก็ขอให้ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายให้ถูกต้อง
— เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ




