กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงกรณีตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเกี่ยวกับ “การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันและกลุ่มทุนสีเทา” สืบเนื่องจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดังโยงใย “อดีต รมช.คลัง” เป็นนอมินีฟอกเงินให้นายทุนต่างชาติที่โกงประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของ “ประธานกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คนปัจจุบัน” ที่มีชนักติดหลังคดีพัวพันกลุ่มมิจฉาชีพ
กรณ์ ชี้ให้เห็นว่า ขบวนการฟอกเงินที่กัดกินระบบตลาดทุนไทย โดยมีประเด็นสำคัญที่ยื่นกระทู้สดถามรัฐบาล คืออดีต รมช.คลัง ส่อเป็น “นอมินี” ฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ ล่าสุด ปปง. ได้ยึดอายัดทรัพย์เพิ่มเติมกว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ “ฟินันเซีย” (Finansia) ที่ถือโดยบริษัท “พิลกริม” (Pilgrim) ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังรายหนึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง
แม้ที่ผ่านมาอดีตรัฐมนตรีรายนี้จะอ้างว่าเป็นการยืมเงินมาซื้อหุ้นเอง แต่ล่าสุด ปปง. วินิจฉัยชัดเจนว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของ “เบน สมิธ” นายทุนต่างชาติที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์โกงประชาชน ทั้งนี้ ขอให้ ก.ล.ต. เร่งสอบสวนว่าเป็นการรายงานเท็จ หรือมีการสมคบคิดช่วยฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงพี่น้องประชาชนหรือไม่ รวมถึงบุคคลสำคัญคนไทยอีกหลายคนที่มีหลักฐานมัดตัวแต่คดียังไม่คืบหน้า
พร้อมตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลในตลาดทุนไทย โดยพุ่งเป้าไปที่ประธาน ก.ล.ต. คนปัจจุบัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และเคยลงนาม MOU กับกองทุนของ เบน สมิธ ซึ่งถูกประกาศยกเลิกไปภายหลัง ปัจจุบัน ประธาน ก.ล.ต. ท่านนี้ถูกกล่าวหาโดย DSI และเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาชี้มูลของ ป.ป.ช. กรณ์จึงตั้งคำถามถึง เอกนิติ รมว.คลัง ว่าบุคคลที่มีมลทินเช่นนี้ยังเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งประธาน ก.ล.ต. ต่อไปหรือไม่ และนี่คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้การกำจัดทุนเทาออกจากตลาดทุนไทยล่าช้าใช่หรือไม่
ปัญหาเหล่านี้กระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง แต่รัฐบาลกลับยังไม่มีคำตอบหรือการดำเนินการที่ชัดเจน เราจะรอรอดูว่าหลังจากกระทู้สดวันนี้ จะมีการดำเนินการที่จับต้องได้หรือไม่ หากรัฐบาลยังเฉยเมย ฝ่ายค้านจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มข้นขึ้น เพื่อทวงความรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจและปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างถึงที่สุด
— กรณ์ จาติกวณิช
ขมวด 3 ประเด็น ‘ปัญหาน้ำมัน–หนี้ 5 แสนล้านสุดพิสดาร ส่อขัด รธน.’ เตือนอย่าเกรงใจ ‘นายทุน’ จนลืมประโยชน์ประชาชน
กรณ์ ยังแถลงถึงการตั้งกระทู้สดถามรัฐบาลเกี่ยวกับ “ปัญหาราคาน้ำมันและกระแสการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท” ว่า จากการซักถามเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบราคาน้ำมัน (คตร.) มีเนื้อหาที่น่าสนใจ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
- สูตรค่าการกลั่นอำพราง ประชาชนควรได้ส่วนลด 8-10 บาท ไม่ใช่แค่ 2 บาท รัฐบาลยอมรับว่ามีกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นเกิดขึ้นจริง แต่กลับไม่มีมาตรการเรียกคืนกำไรที่ประชาชนเสียประโยชน์ไปตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ส่วนลดยังลวงตา รัฐบาลประกาศลดค่าการกลั่น 2-5 บาท แต่หากใช้สูตรต้นทุนที่เหมาะสม (ต้นทุนปกติ 2 บาท + วอร์พรีเมียม 3 บาท = 5 บาท) เมื่อหักจากค่าการกลั่นจริงที่พุ่งไปถึง 13-15 บาท ประชาชนควรได้รับส่วนลดจริงถึงลิตรละ 8.50 - 10 บาท ขณะที่กำไรสต็อกน้ำมัน รัฐบาลปรับขึ้นราคาน้ำมันโดยไม่เช็กสต็อกเก่า ทำให้โรงกลั่นได้กำไรส่วนต่างมหาศาลเป็นหลักแสนล้านบาท
ผมจึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อเก็บกำไรส่วนเกินคืนสู่กระเป๋าประชาชน แทนการเจรจาขอส่วนลดเป็นครั้งคราวซึ่งไม่ยั่งยืน
— กรณ์ จาติกวณิช
- กู้เงิน 5 แสนล้านสุดพิสดาร ข้ามหัวกระทรวงการคลัง ส่อขัดมาตรา 172 ผมเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อกระแสข่าวการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการสั่งการข้ามขั้นตอน กระทรวงการคลังไม่รู้เรื่อง แผนกู้เงินถูกเปิดเผยโดยรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย แต่ปลัดกระทรวงการคลัง และเจ้าหน้าที่กลับยืนยันว่าไม่รับรู้ และไม่มีความจำเป็นต้องกู้ เป็นการส่อขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ที่ระบุว่าต้องเป็นกรณี “ฉุกเฉินจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” แต่วันนี้ GDP ไทยยังเติบโต 1.5% ต่างจากยุควิกฤตเศรษฐกิจปี 52 หรือโควิดปี 63 ที่ติดลบอย่างหนัก ดังนั้นรัฐบาลควรเก็บกระสุนไว้ใช้ยามวิกฤตจริง อย่าฝืนกฎหมายกู้เงินเพียงเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายตามความต้องการทางการเมือง
- เตือนรัฐบาลอย่ามอง “ชั้นเดียว” น้ำมันคือต้นทุนสินค้าทุกประเภท การที่รัฐบาลไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะคิดว่าช่วยแค่คนใช้น้ำมัน คือความเข้าใจที่ผิด เพราะน้ำมันคือต้นทุนขนส่ง เมื่อน้ำมันแพง สินค้าทุกชนิดปรับราคาขึ้นแล้ว แม้น้ำมันลงแต่ราคาสินค้ากลับไม่ลงตาม (Sticky Prices)
วันนี้รัฐบาลกำลังแก้ปัญหาที่ปลายทางด้วยการคุมราคาสินค้า ซึ่งทำไม่ได้จริง เช่น กรณีน้ำมันพืชที่ราคาพุ่งสูงขึ้น แต่ราคาผลผลิตเกษตรกรกลับตกต่ำ รัฐบาลรู้แล้วว่าประชาชนเสียประโยชน์เป็นหมื่นล้านบาท รัฐบาลจึงมีหน้าที่ต้องเอากำไรส่วนเกินนั้นกลับคืนมา ไม่ใช่เกรงใจนายทุนจนลืมผลประโยชน์ของประชาชน
— กรณ์ จาติกวณิช




