กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปกครอง สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุม กมธ. เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับ กรมที่ดิน ว่า ที่ประชุมได้มีการเชิญ กระทรวงมหาดไทย, รฟท., กรมที่ดิน และกรมธนารักษ์ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์พื้นที่บริเวณเขากระโดง
หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า จากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 68 ว่าในวันที่ 2 ส.ค. จะมีการเพิกถอนที่ดินบริเวณเขากระโดงทั้งหมด แต่มาถึงวันนี้เกือบจะ 1 เดือน ก็ยังไม่มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ซึ่งในที่ประชุมได้มีการพูดคุยว่าเกิดอะไรขึ้น หรือจริงๆ แล้วไม่มีอำนาจในการเพิกถอนตามคำสั่งของรัฐมนตรี
— กรวีร์ ปริศนานันทกุล
กรวีร์ กล่าวต่อว่า ทุกฝ่ายยืนยันชัดเจน ว่าทั้งภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกรมที่ดิน ไม่มีอำนาจใดๆ ในการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่เป็นของประชาชน ซึ่งตรงจุดนี้มีการยืนยันชัดเจนและมีการถามตัวแทนของกระทรวงมหาดไทย ทุกฝ่ายยืนยันเหมือนกันหมดว่าตามกฎหมายไม่ได้มีอำนาจและไม่เปิดช่องไว้ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้จึงมองเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องทางกฎหมายแต่เป็นเรื่องทางการเมือง
ยังมีการสอบถามว่าทำไมทางกรมที่ดินถึงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลฎีกา ที่มีการแพ้ชนะคดีกับประชาชน 30 กว่าราย ที่ต่อสู้กับการรถไฟ ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาชี้ชัดว่าที่ดินบริเวณนั้นเป็นของการรถไฟ จึงมีคำถามว่าอีก 5,000 กว่าไร่ ทำไมกรมที่ดินถึงไม่ไปเพิกถอนเอกสารสิทธิ์แล้วยึดคืนเป็นที่ของหลวง ซึ่งเรื่องนี้ได้รับความชัดเจนว่าคำสั่งของศาลเป็นคำสั่งที่ผูกพันเฉพาะ 30 กว่าราย ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรใดๆ กับพื้นที่ 5,000 กว่าไร่ 900 กว่าราย ดังนั้นจึงอยากให้ทำความเข้าใจตรงนี้ด้วย เพราะการที่จะไปตีความว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาที่บอกว่าเป็นที่ของการรถไฟนั้น ไม่สามารถไปบังคับใช้กับพื้นที่ทั้งหมดอีก 5,000 กว่าไร่ได้
กรวีร์ กล่าวว่า ในที่ประชุมได้สอบถามว่าหากจะเอาที่บริเวณเขากระโดงคืนกลับมาเป็นที่ของรัฐ และเชื่อว่าเป็นที่ของการรถไฟจะต้องทำอย่างไร ทาง กมธ. จึงบอกว่าหากมีแผนที่จริง แล้วมีคำพิพากษาที่เป็นคุณกับการรถไฟ ทำไมไม่ไปไล่ฟ้องทีละแปลง เพื่อเรียกคืนที่ดินให้กลับมาเป็นของหลวงตามที่มั่นใจ ทางการรถไฟชี้แจงว่า ถ้าการรถไฟไปไล่ฟ้องรายแปลงจะใช้เวลานานและค่าใช้จ่ายมาก รวมทั้งเป็นภาระกับประชาชนด้วย จึงไปฟ้องที่ศาลปกครอง เพื่อที่จะให้ศาลปกครองสั่งให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์และโฉนดต่างๆ ตามคำพิพากษา
ทางการรถไฟไปฟ้องใน 4 ประเด็น แต่ศาลปกครองรับฟ้อง 2 ประเด็น คือ ขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน ที่ให้ยุติเรื่องตามมาตรา 61 และขอให้เพิกถอนคำสั่งอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ประเด็นที่ไม่รับฟ้อง คือ เรื่องขอให้กรมที่ดินไปเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ 5,000 กว่าไร่ และขอให้ไปเรียกคืนที่ดินอื่นๆ ที่เป็นของการรถไฟที่สามารถพิสูจน์ได้ให้กรมที่ดินไปเพิกถอนทั้งหมด ดังนั้นเรื่องนี้คงจะเป็นโอกาสทั้งกรมที่ดินและการรถไฟได้พิสูจน์สิทธิ์
— กรวีร์ ปริศนานันทกุล
ทั้งนี้ การรถไฟยอมรับว่าแผนที่แนบท้ายกฤษฎีกาไม่ได้บ่งชี้ชัดว่าเป็นเจ้าของที่ดิน ส่วนที่ไม่คัดค้านในชั้นศาลฎีกา ทางกรมที่ดินชี้แจงว่า คดีดังกล่าวเป็นข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับการรถไฟ กรมที่ดินไม่ได้เกี่ยวข้องในคดี ดังนั้นเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ศาลพิจารณา จึงพิจารณาจากเอกสารแนวเขตของการรถไฟแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้พิจารณาจากเอกสารสิทธิ์ต่างๆ ของกรมที่ดิน จึงคิดว่าการต่อสู้คดีตรงนี้ในชั้นศาลปกครอง ก็น่าจะได้รับความกระจ่างและชัดเจนมากขึ้น
กรวีร์ กล่าวต่อว่า ทาง กมธ. ได้ย้ำกับตัวแทนของกระทรวงมหาดไทย กรมที่ดิน และการรถไฟว่า ขอให้พิจารณาเรื่องนี้ตามข้อกฎหมาย ไม่ใช่ข้อคำสั่งทางการเมือง และขอให้พิจารณาเรื่องนี้โดยให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน ที่ได้เอกสารสิทธิ์และโฉนดมาโดยสุจริต ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยบอกว่าสิ้นสุดปลายทาง ถ้าหากมีการพิจารณาแล้วว่าที่ดินตรงนี้เป็นของการรถไฟจริง และต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ประชาชนที่ได้รับโฉนดมาโดยชอบก็จะได้รับสิทธิ์ในการเยียวยาและชดเชย
อยากฝากถึงท่านรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย การออกมาให้ข่าว แล้วมีข้อสั่งการใดๆ ที่ปรากฏทางสื่ออย่างขึงขังว่าจะต้องยึดเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ต่างๆ วันนี้เราทราบแล้วว่าในข้อกฎหมายมันทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะพิทักษ์สิทธิ์ต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ของประเทศชาติ ก็อยากให้ยึดถือข้อกฎหมายเป็นสำคัญด้วย และเรื่องนี้อยู่ในชั้นของศาลปกครอง คงต้องรอให้เกิดความชัดเจน ทาง กมธ. จะติดตามเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะจากการสอบถามกรมที่ดิน อธิบดีที่ดินคนใหม่ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ถ้ามาปฏิบัติหน้าที่แล้วคงไม่มีอำนาจในการเพิกถอน ซึ่งทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย
— กรวีร์ ปริศนานันทกุล





