ย้อนประวัติศาสตร์ โปรเจกต์ 349 ปี จาก ‘คลอง’ ถึง ‘แลนด์บริดจ์’

6 พ.ค. 2569 - 16:27

  • โปรเจกต์ 349 ปี จากคลองไทยสู่ 'แลนด์บริดจ์' ยุคอนุทิน เมื่อวิกฤตโลกบีบให้ไทยผงาดเชื่อม 2 มหาสมุทร แต่จะแลกมาด้วยคราบน้ำตาชุมชนหรือไม่

ย้อนประวัติศาสตร์ โปรเจกต์ 349 ปี จาก ‘คลอง’ ถึง ‘แลนด์บริดจ์’

การเชื่อมต่อสองมหาสมุทรของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการขุดดินหรือวางรางรถไฟ แต่มันคือการเดินทางผ่านกาลเวลาที่ทอดยาวถึง 349 ปี 

เมื่อย้อนประวัติศาสต์ไปดูจะพบว่าโครงการนี้คือ 'โครงการความฝันที่ไม่รู้จบ' ที่สะท้อนถึงความพยายามของสยามในการประกาศตัวเป็นจุดยุทธศาสตร์ของโลก ตั้งแต่ยุคที่ใช้เพียงแรงงานคนในสมัยอยุธยา จนถึงยุคที่เทคโนโลยีและวิกฤตพลังงานโลกกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน

วิสัยทัศน์พระนารายณ์กับการสำรวจโดยวิศวกรฝรั่งเศส (พ.ศ. 2220)

จุดเริ่มต้นย้อนไปถึงปี พ.ศ. 2220 ใน รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยมี มงซิเออ เดอ ลา มาร์ วิศวกรชาวฝรั่งเศส ได้เสนอไอเดียการขุดคลองเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน เพื่อคานอำนาจ ชาวดัตช์ ที่ผูกขาดช่องแคบมะละกา 

ทว่าความฝันแรกนี้พังทลายลง เมื่อเข้าสู่ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ในปี พ.ศ. 2231 ซึ่งมีนโยบายต่อต้านชาวต่างชาติ โครงการจึงถูกพับเก็บไป

รัตนโกสินทร์ ยุทธศาสตร์การทหาร-ยุคล่าอาณานิคม

ในสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสีหนาท (วังหน้า) ทรงมีพระราชดำริจะ ขุดคลองที่กระบุรี เพื่อร่นเวลาเคลื่อนทัพเรือไปอารักขาฝั่งอันดามันจากพม่า แต่ก็หยุดลงที่ระดับแนวคิดเพราะขาดเทคโนโลยี

ต่อมาในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) อังกฤษและฝรั่งเศส พยายามขอสำรวจเพื่อขุดคลองอีกครั้ง แต่อุปสรรคใหญ่คือ 'เทือกเขาตะนาวศรี' ที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ประกอบกับ รัชกาลที่ 5 ทรงเกรงเรื่องการ สูญเสียอธิปไตย เหนือแหลมมลายู หากมหาอำนาจเข้ามาคุมคลอง โครงการจึงถูกระงับเพื่อความมั่นคง

ยุคคณะราษฎร ปรีดี พนมยงค์ - อธิปไตยทางเศรษฐกิจ

พ.ศ. 2478 ปรีดี พนมยงค์ รื้อฟื้นแผนขุดคลองคอคอดกระเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเน้นว่าไทยต้องทำเองเพื่ออำนาจอธิปไตยเต็มร้อย แต่รัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอ และ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยยังติด 'ความตกลงสมบูรณ์แบบ' กับอังกฤษ ที่ห้ามขุดคลองโดยไม่ได้รับอนุญาต พันธนาการนี้อยู่จนถึงปี พ.ศ. 2497

ยุค พล.อ. ประยุทธ์ จุดเปลี่ยนจาก ‘ขุดคลอง’ สู่ ‘แลนด์บริดจ์’

โครงการนี้กลับมาเป็นรูปธรรมอีกครั้งในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ จากเดิมที่คุยเรื่อง "ขุดคลองไทย" มาเป็นการเสนอ "แลนด์บริดจ์" แทน

เดิมทีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สมัย คสช. ได้ให้สัมภาษณ์ว่า มีแนวคิดการ ขุดคลองคอดกระ อยู่ในช่วงการศึกษาข้อดีข้อเสีย ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนเป็น โครงการแลนด์บริดจ์ โดยเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ เลือก 'สะพานเศรษฐกิจ' แทน 'การขุดคลอง' เพราะการขุดคลองต้องใช้งบประมาณสูง และมีประเด็นเรื่องความมั่นคง ที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องการ "แยกแผ่นดิน" 

รัฐบาลจึงวางรากฐานด้วยการจัดตั้ง เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ครอบคลุม 4 จังหวัด และเริ่มศึกษาการเชื่อมต่อท่าเรือน้ำลึกระนอง-ชุมพร ด้วยมอเตอร์เวย์และรถไฟทางคู่ เพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและทำให้โครงการ "เกิดจริง" ได้ง่ายขึ้นในทางปฏิบัติ

ยุคเศรษฐา 'นายกฯ เซลล์แมน' โรดโชว์ทั่วโลก

เข้าสู่รัฐบาล เศรษฐา ทวีสินโครงการแลนด์บริดจ์ ถูกยกระดับสู่การเป็น 'เรือธง' ทางเศรษฐกิจระดับโลก นายกฯเศรษฐาได้รับฉายาว่า "นายกฯ เซลล์แมน" จากการเดินสายโรดโชว์ในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอโครงการในที่ประชุม Belt and Road Forum ที่จีน, การไปเยือนซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอเมริกา, เยอรมนี และ อิตาลี เพื่อชักชวนบริษัทยักษ์ใหญ่และกองทุนระดับโลกมาลงทุน

วิสัยทัศน์ในยุคนี้คือการทำให้แลนด์บริดจ์เป็น "ประตูบานใหญ่" ที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก โดยเน้นการดึงดูดทุนต่างชาติผ่านกระบวนการ PPP (Private-Public Partnership) เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐและสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล

'รัฐบาลอนุทิน' ปัจจัยเร่ง 'วิกฤตฮอร์มุซ-มะละกา'

ภายใต้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล โครงการนี้กลายเป็นวาระเร่งด่วน ที่ถูกปัดฝุ่นกลับมาพูดอีกครั้ง เนื่องจาก วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเกือบทั้งหมดในเดือนเมษายน 2569 ส่งผลให้วิกฤตพลังงานระอุขึ้นทั่วเอเชีย อีกทั้งกลายเป็นเอฟเฟกต์ "ระบบช่องแคบ" ต่างๆ โดยเฉพาะกรณี อินโดนีเซีย เสนอเก็บ "ค่าผ่านทาง" ช่องแคบมะละกา

นายกฯอนุทิน ประกาศเดินหน้าโครงการโดยใช้คำว่า "ไทยต้องไม่กินน้ำใต้ศอกใคร" เพื่อสื่อถึงการมีอำนาจต่อรองและเส้นทางยุทธศาสตร์ของตัวเอง 

ด้วยกระแสทั้งหนุน-ต้าน ทำให้ นายกฯ อนุทิน ตั้งคณะกรรมการศึกษาฯ ที่มี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน เพื่ออัปเกรดแผน SEC ให้ครอบคลุมทั้งระบบโลจิสติกส์ อุตสาหกรรม และพลังงานแบบครบวงจร 4 จังหวัดภาคใต้ให้เสร็จภายใน 90 วัน

ดังนั้นโจทย์สำคัญ การแก้ปัญหา-ชี้แจง ข้อกังวลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง เช่น กลุ่ม 'เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ' และ 'กลุ่มรักษ์ระนอง' ต่างกังวลเรื่องการเวนคืนที่ดิน  หลายครอบครัวกลัวว่าวิถีชีวิตดั้งเดิมจากการทำสวนทุเรียนและประมงพื้นบ้านจะสูญสิ้นไป

ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล คือ การทำโครงการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ พร้อมทำประชาพิจารณ์อย่างโปร่งใส อีกทั้งข้อกังวลที่ให้ต่างชาติ เช่าที่ดิน 99 ปี จากร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) (ผ่านการให้สัมปทาน 50 ปี และต่ออีก 49 ปี รวมเป็น 99 ปี) ซึ่งต้องประเมินความเสี่ยงระยะยาว-ความคุ้มค่า โดยเฉพาะการเข้ามาแผ่อิทธิพลของ "มหาอำนาจ" มากกว่ามา "ลงทุน" ซึ่งจุดนี้ยังไม่นับรวมมิติด้าน "ความมั่นคง" ที่จะต้องมีการ "คุ้มกันน่านน้ำ" อีกด้วย

info_LandBridge-6May26_2_Cover.jpg
info_LandBridge-6May26_2-02.jpg

อ้างอิง

ethesisarchive / silpa-mag / thansettakij / prachachat / thepeople / efinancethai / thaipbs / prachachat / matichon / thaipost / landbridgethai / thansettakij / ethesisarchive / pridi. /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์