สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ กรณี สส.133คน เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า พระราชกำหนดดังกล่าว ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ 2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้ เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญ ยังได้มีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า
“เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสชิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 7 คน คือ
- นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
- อุดม สิทธิวิรัชธรรม
- วิรุฬห์ แสงเทียน
- นภดลเทพพิทักษ์
- บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์
- สุเมธ รอยกุลเจริญ
- สราวุธ ทรงศิวิไล
ขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ
- จิรนิติ หะวานนท์
- อุดม รัฐอมฤต
โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย เห็นว่า พระราชกำหนดดังกล่าวเฉพาะส่วนนี้ และบัญชีท้ายพระราชกำหนด เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการ “แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว วงเงิน 200,000ล้านบาท” ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง




